
'บุญทรง'เตรียมแผนรับมือครึ่งปีหลัง
เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน-ดูแลประชาชน 'บุญทรง' เตรียมแผนรับมือครึ่งปีหลัง : สัมภาษณ์พิเศษ : โดย ... อนัญชนา สาระคู
เกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ "บุญทรง เตริยาภิรมย์" แม้อาจจะยังไม่เข้าตา ตามผลสำรวจของโพลล์จากสำนักต่างๆ เพราะปัญหาภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่รุมเร้า แต่เจ้าตัวบอกในอีก 6 เดือนจากนี้ไป จะเร่งสร้างภูมิคุ้มกันส่งออก ดูแลค่าครองชีพประชาชน เดินหน้าโครงการจำนำ "ข้าว" ต่อยอดโครงการร้านค้าถูกใจ พร้อมเตรียมแผนรองรับกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
นายบุญทรงกล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่ต้องทำเฉพาะหน้า รวมถึงโครงการรับจำนำข้าวตามนโยบายของรัฐบาล ตามมาด้วยโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง การเข้าไปแก้ไขปัญหาหอมแดงล้นตลาด ซึ่งขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย และการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นหอมหัวใหญ่ พริก กระเทียม ถั่ว และข้าวโพด ยังมีเรื่องผลไม้ทางภาคตะวันออก เช่น เงาะ ลองกอง ทุเรียน มังคุด และล่าสุด ลำไย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าไปดูแลด้านการกระจายสินค้าให้ออกจากแหล่งผลิตไปสู่ตลาดให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการตกค้าง
ขณะนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงาน รมว.พาณิชย์ รวบรวมการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหา ทั้งที่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์โดยตรงคือ กรมการค้าภายใน, องค์การคลังสินค้า (อคส.) และการดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ว่าใช้เงินในการเข้าไปแทรกแซงสินค้าเกษตรเป็นจำนวนเท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่พบปัญหาเพราะเป็นการทำงานล่วงหน้า
ยัน"จำนำ"ดีกว่า-พร้อมลุยต่อ
ในส่วนของโครงการจำนำข้าว หากเทียบกับนโยบายประกันราคา ยืนยันว่า "จำนำ" ดีกว่าแน่นอน เพราะเกษตรกรหรือชาวนาได้รับเงินจำนวนมากกว่า รัฐบาลเองเมื่อรับจำนำมาแล้วก็ยังมีสินค้าอยู่ในมือ ซึ่งเมื่อจำหน่ายออกไปก็ยังสามารถได้เงินกลับคืนมา ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการว่าจะขายใคร และเมื่อไร ก็ต้องเลือกแนวทางที่ทำให้เสียหายน้อยที่สุด ขณะที่การประกัน รัฐบาลไม่มีอะไรในมือเลย
จึงยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะยังเดินหน้าโครงการรับจำนำต่อแน่นอน และไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนเป็นการประกันราคา เพราะการประกันราคาฤดูกาลก่อน ใช้เงินไป 6-7 หมื่นล้านบาท โดยไม่ได้เงินคืนสักสตางค์เดียว ขณะที่โครงการจำนำ ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินความเสียหายสูงสุดไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินที่รัฐบาลไม่ได้พูดเอง จึงชัดเจนแล้วว่าแตกต่างกันถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันชาวนาก็ได้เงินที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการอาจยังเป็นอุปสรรคอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นอุปสรรคที่บริหารจัดการไม่ได้ ปัญหาที่ผ่านมาเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ไม่พอ เพราะรัฐบาลรับจำนำข้าวทุกเม็ด มีโรงสีเข้าร่วมโครงการนาปีถึง 700 กว่าแห่ง มีจุดรับจำนำข้าว 800 กว่าแห่ง มีชาวนาเข้าโครงการเป็นล้านราย ข้าวเปลือกเข้าโครงการถึง 7 ล้านตัน จึงเกิดปัญหาความล่าช้าในการทำงาน แต่ไม่ใช่เรื่องการทุจริต จึงสั่งการให้ อคส. และกรมการค้าภายใน ไปดูวิธีการว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ เช่น การนำระบบไอทีเข้ามาช่วยให้เร็วขึ้น
ส่วนที่กล่าวกันถึงปัญหาการสวมสิทธิ์ เมื่อไปตรวจจริงก็ไม่เจอ กลับเป็นว่าคนที่เสียประโยชน์ก็จะนำข้อเรียกร้องนี้ขึ้นมาอ้าง โดยการตรวจสอบนั้นได้มีการตั้งทีมขึ้นมา และคณะอนุกรรมการตรวจสอบผลการดำเนินงานก็มีตัวแทนจากดีเอสไออยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนที่พบว่ามีการกระทำความผิดก็ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด เช่น เมื่อพบเรื่องเกษตรกรผี หรือมีการนำข้าวเข้าโครงการซ้ำ ก็มีการดำเนินคดีไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม การทำงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมายังมีอุปสรรคอยู่บ้าง ซึ่งประเด็นที่จะต้องพัฒนา คือเรื่องบุคลากร แม้ที่ผ่านมาจะมีงานเข้ามาเยอะมาก แต่ก็เชื่อว่ายังสามารถพัฒนาไปได้อีก ทั้งการปรับระบบการบริหารจัดการ การสั่งการ และการติดตามดูแล เพื่อให้งานสามารถเดินหน้าไปได้อย่างไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆ อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาที่ผ่านมาอาจเกิดขึ้นจากที่ว่าเมื่อรัฐบาลเข้ามา มีงานเฉพาะหน้ามาก พอไปเร่งงานมากๆ อาจทำให้ผู้รับไปปฏิบัติไม่สามารถดูงานทุกอย่างได้ละเอียดครบถ้วน จึงกลายเป็นปัญหา ดังนั้นจากนี้ไปคงจะต้องปรับวิธีการทำงานให้เข้าใจกันมากขึ้น
เร่งขับเคลื่อนภาคการส่งออก
นายบุญทรง กล่าวถึงการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2555 หรืออีก 6 เดือนจากนี้ไป ว่ายังมีหลายเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันการส่งออก การเข้าไปดูเรื่องโครงสร้างราคาสินค้าทั้งห่วงโซ่การผลิต หรือซัพพลาย เชน ตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้ และการดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นแผนรองรับกับกรณีเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้นในอนาคตอีกด้วย
ในด้านการสร้างภูมิคุ้มกันการส่งออกและเร่งผลักดันการส่งออกนั้น หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 6 ชุด ซึ่งชุดที่มีความสำคัญที่สุดอยู่ที่กระทรวงการคลัง คือ คณะทำงานแก้ปัญหาอุปสรรคในการส่งออกด้านกฎระเบียบ กฎหมายและอุปสรรคด้านภาษี ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เร่งตั้งคณะทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ทำให้เชื่อว่าการทำงานจากนี้ไปจะไม่ล่าช้า
ส่วนอีก 5 ชุดที่เหลือ อยู่ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ คณะทำงานติดตามสถานการณ์ผลกระทบพร้อมขับเคลื่อนการส่งออกในตลาดภูมิภาคยุโรป, คณะทำงานด้านการผลักดันและขับเคลื่อนการค้าในภูมิภาคอาเซียนและการค้าชายแดน, คณะทำงานดูแลแก้ไขปัญหาอุปสรรคภาวะสินค้ารายอุตสาหกรรม, คณะทำงานผลักดันการส่งออกในตลาดเดิมที่ยังมีการขยายตัวที่ดีอยู่ และคณะทำงานดูแลผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่
"ขณะนี้ผมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปยกร่างโครงสร้างของคณะทำงานแล้วว่าควรจะประกอบไปด้วยใครบ้าง และไม่ต้องการให้คณะทำงานอุ้ยอ้ายเกินไป เพื่อเมื่อจัดตั้งแล้วจะสามารถทำงานได้ทันที ทั้งมอบนโยบายไปว่าจะต้องมีแอ็คชั่นในการทำงาน รายงานผลมาทุกสัปดาห์เพื่อให้มีการขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคณะทำงานเรื่องการค้าชายแดนจะเชิญดร.โอฬาร ไชยประวัติ มาเป็นประธาน ส่วนผมจะเป็นประธานคณะทำงานตลาดยุโรปเอง เพื่อสามารถตัดสินใจในส่วนหลักๆ ได้ทันที ส่วนคณะทำงานที่เหลืออีก 3 คณะ ยังอยู่ระหว่างพิจารณา"
เตรียมแผนต่อยอด"ร้านถูกใจ"
ในด้านการดูแลค่าครองชีพประชาชนนั้น มองว่าจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ทำอย่างเดียวคงไม่ไหว คือด้านหนึ่งจะต้องเร่งปั๊มรายได้ให้กับประชาชน ให้มีรายได้ในกระเป๋ามากขึ้น ให้เขามั่นใจในระบบเศรษฐกิจเพื่อจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เมื่อทุกอย่างเดินไปได้อย่างนี้แล้ว ในด้านราคาสินค้าก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ แต่ถ้ารายได้ยังไม่เพิ่ม การจับจ่ายใช้สอยก็จะไม่แน่นอน เพราะประชาชนยังลำบากอยู่ เราก็ต้องมาดูแลที่ปลายทาง นั่นก็คือการควบคุม ซึ่งจริงๆ แล้ว กระทรวงพาณิชย์ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
"เราอยากให้ทุกอย่างเป็นไปโดยสมบูรณ์ คือ การอัดฉีดเงินผ่านนโยบายการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ต้องให้ได้ตามนี้ แต่บางที่ยังไม่สามารถทำได้ ขณะที่ราคาสินค้าขึ้นไปแล้วก็กลายเป็นปัญหา กระทรวงพาณิชย์จึงต้องบาลานซ์กันหน่อย โดยขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าจากภาคเอกชนเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งก็จะครบกำหนดสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะนี้ก็กำลังมอนิเตอร์กันอยู่ว่าราคาสินค้าเคลื่อนไหวไปอย่างไร ส่วนด้านรายได้ มีการหารือกันในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ทุกหน่วยงานก็ไปทำงานกันอยู่ ส่วนเราก็พยายามมาบาลานซ์ที่ปลายทาง แต่หากส่วนอื่นยังแก้กันไม่ได้ ทุกอย่างก็จะมาหนักที่เรา"
นายบุญทรงกล่าวถึงการดูแลราคาสินค้าหลังจากสิ้นเดือนกันยายนว่า เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วคงต้องให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่กระทรวงพาณิชย์จะดูในบางกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่น ดูว่าขณะนั้นมีเหตุการณ์ใดเคลื่อนไหวผิดปกติหรือไม่ โดยกรมการค้าภายในได้รายงานภาวะราคาสินค้ามาโดยตลอด ซึ่งยังไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติ และยังไม่มีผู้ผลิตรายใดยื่นขอปรับราคาสินค้าเข้ามา
ทั้งนี้ สินค้าอุตสาหกรรม เวลาจะปรับขึ้นราคาจะต้องดูที่คู่แข่งอยู่แล้ว แต่สำหรับสินค้าซึ่งการปรับขึ้นลงของราคาไม่มีกติกา เช่น ผักสด ผลไม้ รวมทั้งสินค้าเกษตรอื่นๆ จะต้องดูทั้งซัพพลายเชน ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงสร้างต้นทุนราคาสินค้า 20-30 รายการเสร็จแล้ว ยังเหลือกลุ่มผักสด และผลไม้ โดยจะนำโครงสร้างต้นทุนทั้งหมดมาวิเคราะห์ต้นทุน และกำหนดราคาที่เป็นธรรมทั้งระบบ
ส่วนร้านค้าถูกใจนั้น ขณะนี้แนวความคิดสามารถเดินหน้าไปได้แล้ว และได้รับความสนใจเป็นอย่างดี ดูได้จากร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการมีถึง 1.2 หมื่นราย และเปิดไปแล้วหลายพันแห่งทั่วประเทศ จึงยืนยันได้ว่าโครงการนี้จะไม่ล้มแน่นอน อย่างไรก็ตาม ปัญหาในขณะนี้อาจจะยังขลุกขลักบ้างทางเทคนิค ซึ่งทางกรมการค้าภายในอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาอยู่
"เมื่อโครงการนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีระบบโลจิสติกส์ที่ดี ขั้นตอนต่อไปก็คือการให้โชห่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งในอนาคตจะชวนผู้ประกอบการเอกชนจากค่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส และแม็คโคร มาช่วยกัน โดยไม่อยากให้มองว่าเราจะไปแข่งขันกับเขา แต่ให้มองโชห่วยว่าสามารถเป็นจุดจำหน่ายสินค้า เป็นเครือข่ายรองรับการกระจายสินค้าของเขาได้ รวมทั้งยังสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ที่จะทำให้ต้นทุนสินค้าต่ำลงได้อีก" นายบุญทรงกล่าวและว่า
ในอนาคตร้านถูกใจยังจะเป็นช่องทางที่จะช่วยในการกระจายสินค้าในบางกรณีที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแลด้วย เช่น ข้าวสาร ซึ่งเราทำอยู่ในขณะนี้ ในอนาคตก็จะมีพืชเกษตรบางตัว หรือผลไม้ที่อยู่ในช่วงฤดูกาลและมีปัญหาล้นตลาด ก็จะสามารถกระจายผ่านช่องทางนี้ได้
----------
(หมายเหตุ : เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน-ดูแลประชาชน 'บุญทรง' เตรียมแผนรับมือครึ่งปีหลัง : สัมภาษณ์พิเศษ : โดย ... อนัญชนา สาระคู)
----------



