ข่าว

'ชวลิต'วิพากษ์เดือด!ปมแก้รธน.

'ชวลิต'วิพากษ์เดือด!ปมแก้รธน.

08 ก.ค. 2555

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ ออกแถลงการณ์13 หน้าว่าด้วย ' ปัญหารัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรการแก้ไข'อ้างผู้ร้องผิด เหตุไทยยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตย

            8ก.ค.2555 นายอนุสรณ์ สมอ่อน รองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ได้ส่งเอกสารมายังสื่อมวลชน ระบุเป็นคำแถลงของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่อง ปัญหารัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรการแก้ไข จำนวน 13 หน้าก่อนทื่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ โดยเนิ้อหาร่ายยาวตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 2475ซึ่งเห็นว่า 80 ปีผ่านไปประเทศยังไม่ได้ปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นผู้ร้องที่ระบุว่ามีการ"ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย"จึงร้องผิด ดังนั้นศาลควรพิสูจน์ก่อนว่าประเทศไทย มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มาแล้ว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารดังกว่าพลเอกชวลิตได้เริ่มว่า เมื่อเริ่มความขัดแย้งในสังคมไทยเรื่องรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 มีเพื่อนคนหนึ่งกระซิบผมว่า คำตอบสุดท้ายในปัญหานี้คือตัวเลขมหัศจรรย์ 3 ตัวอันได้แก่ 68 77 7 ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว ผมเห็นใจบรรดาท่านที่ทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญในขณะนี้มาก ไม่ว่าท่านที่เคารพทั้งหลายจะตัดสินใจอย่างไร คงจะไม่ทำให้ฝ่ายใดชนะหรือได้เปรียบ จะมีแต่ผู้แพ้และประเทศก็จะแพ้และสูญเสียอย่างยิ่ง ความขัดแย้งคงจะปะทุขึ้นอีกเมือนเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลูกหลานในยุคนี้ ไม่เคยได้สัมผัสและทราบถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคน วันนั้นเราต้องชดใช้ผลอันเกิดขึ้นด้วยชีวิตพี่น้องเราเป็นเรือนหมื่นเรื่อ นแสน ทรัพย์สินและทรัพยากรธรรมชาติหมดสิ้นไปมหาศาล น้ำตาคนไทยต้องไหลรินนองแผ่นดิน เราทุกคนยังจำเหตุการณ์วันนั้นกันอย่างไม่รู้ลืม อีกทั้ง ผมก็เห็นใจอย่างยิ่งต่อฝ่ายรัฐสภาและรัฐบาลรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องในสถานการณ์ ที่ต้องมาตกอยู่ในความขัดแย้งกันเองภายในชาติ ซึ่งผมทราบดีว่า โดยเจตนารมณ์ที่แท้จริงของท่านทั้งหลายแล้วไม่ได้มีความต้องการแม้แต่นิด เดียว

            วันนี้เหตุการณ์ทั่วไปของประเทศเราไม่เหมือนวันนั้นปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยน แปลงทั้งทางการเมือง เปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมซึ่งเราปรารถนาจะเดินตามประเทศที่ ยิ่งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ ลักษณะนี้มาแล้ว แต่วันนี้เขากำลังล่มจม มีปัญหา อะไรกำลังเกิดขึ้น สิ่งแวดล้อมในโลกก็กำลังเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบและเสียหายซึ่งเราต้องเตรียมการตั้งรับและแก้ไขกัน ในขณะเดียวกัน สภาพจิตใจของลูกหลาน เยาวชนของเรากำลังเปลี่ยนแปลง คนในเยนเนเรชั่นวายในปัจจุบัน คิดและทำไม่เหมือนเราแล้ว ทุกสิ่งในโลก ทุกสิ่งในภูมิภาค ทุกสิ่งในประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงต้องการการวางแผนเตรียมการรับสถานการณ์ อนาคตในขณะที่รากหญ้าหรือฐานรากของสังคมไทย ยังอยู่ในสภาพอ่อนแอที่สุด พายุกำลังพัดประเทศ รากฐานของบ้านเมืองต้องเข้มแข็งและมั่นคง พี่น้องที่เคารพเรามีความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาบ้านเมือง และมิเพียงเท่านั้น เรายังจะต้องช่วยกันสร้างสรรค์ให้เกียรติภูมิของชาติไทยเรากลับคืนมาเหมือน ในอดีตให้ได้ อีกด้วย

            เอกสารฉบันนี้มุ่งหวังชี้ให้ท่านที่เคารพเห็นว่าเราจะต่อสู้กันไปเพื่ออะไร ในเมื่อสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นผลมาจากชัยชนะในครั้งนี้เลย เป็นการต่อสู้ที่ผิดวัตถุประสงค์เป้าหมาย เป็นการต่อสู้ที่ไร้เหตุผล เป็นการต่อสู้ที่ผิดพลาดซ้ำซากมาตลอด 80 ปีในประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา ผมขออภัยด้วยถ้ามีผู้เห็นต่าง แต่กรุณาเถิดพี่น้องที่เคารพกรุณาช่วยกันสร้างสันติ ความสงบสุขให้เกิดขึ้นในแผ่นดินเราด้วยเถิด

              ต่อจากนั้นพลเอกชวลิตได้เริ่มบทความจากการวิพากษ์ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยมองว่า กิดความเห็นผิดว่า รัฐธรรมนูญจะทำให้ชาติเจริญ รัฐธรรมนูญคือเครื่องมือสร้างประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย จึงคิดสร้างรัฐธรรมนูญกันเป็นการใหญ่ เพราะคิดว่าเป็นการสร้างประชาธิปไตยที่จำทำให้ชาติเจริญ แต่รัฐธรรมนูญไม่ใช่ประชาธิปไตย จึงได้แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ประชาธิปไตย อันเป็นต้นเหตุของการแก้ไขหรือการฉีกรัฐธรรมนูญแล้วร่างกันใหม่เพื่อให้ได้ ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้ประชาธิปไตยได้แต่รัฐธรรมนูญทุกครั้งไป จึงเกิดปรากฏการณ์ร่ำรวยรัฐธรรมนูญ แต่ยากจนประชาธิปไตยในที่สุด คือมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ

              ด้วยความเห็นผิดดังกล่าวคณะผู้ปกครองคณะต่าง ๆ ก็คิดโทษคณะก่อนว่าสร้างประชาธิปไตยไม่สำเร็จ จึงคิดและลงมือสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยด้วยการแก้ไขหรือฉีก รัฐธรรมนูญกันตลอดมา จึงเกิดปรากฏการณ์รัฐธรรมนูญซ้ำซาก ไม่รู้จบ ทั้งรัฐธรรมนูญก็ถูกฉีกและรัฐบาลก็พังไปทุกคณะ เกิดวิกฤติ เกิดความขัดแย้งแตกแยกจลาจลนองเลือดมิคสัญญีกลียุคตลอดมา

              ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ปัญหารัฐธรรมนูญ ม.68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระที่ 3 ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 และกำลังดำเนินการเพื่อนำไปสู่คำตัดสินวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีและผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องมีการกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่

              โดยแท้จริงแล้วยังไม่มีระบอบประชาธิปไตย จะมีการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ดังเช่นพี่น้องเสื้อแดงเขียนป้ายที่เวที ณ อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิถุนายน 2555 นี้ว่า 80 ปียังไม่มีประชาธิปไตย และพี่น้องเสื้อเหลืองรณรงค์กัน ยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภา

              ดังนั้นข้อหาตาม ม.68 คือ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐจะมีได้อย่าง ไร และ จะเป็นจริงไปได้อย่างไร เพราะไม่มีระบอบประชาธิปไตยให้ล้มล้าง

              ฉะนั้นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงร้องผิด และศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินไม่ได้ หรือถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินก็จะต้องมาทำการพิสูจน์ทราบเสียก่อนว่าการ ปกครองของประเทศขณะนี้เป็นการปกครองระบอบอะไร เป็นการปกครองระบอบเผด็จการระบบรัฐสภาหรือระบอบประชาธิปไตยกันแน่
           
              ต่อจากนั้นพลเอกชวลิตได้เริ่มกระบวนการพิสูจน์โดยยกเหตุการณ์ปัจจุบันที่ยังมีปัญหาความยากจน  มีปัญหาการรัฐประหาร (ยึดอำนาจ) เงื่อนไขของรัฐประหารคือระบอบเผด็จการ
มีรัฐสภาที่ประกอบด้วยผู้แทนที่มีลักษณะความเป็นผู้แทนของคนส่วนน้อย ไม่มีลักษณะของผู้แทนของปวงชนทุกคน เช่น ไม่มีผู้แทนสาขาอาชีพ มีม็อบ (Mob) เป็นต้น ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะยืนยันและตัดสินพิพากษาได้อย่างไรว่า ระบอบปัจจุบันของประเทศที่เป็นจริงในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจและหน้าที่จะพิจารณาวินิจฉัยตัดสิน ว่าระบอบใดเป็นระบอบอะไร จึงจะไปสู่ปัญหาต่อมาคือ ปัญหาทำลายล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ

              ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยืนยันตัดสินผิดพลาดจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาใครจะเป็นผู้รับ ผิดชอบ ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างไม่มีเจตนา ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีเจตนาดีต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญเมื่อตัดสินพิพากษาเรื่องใด ๆ ย่อมจะมีผลผูกพันต่อองค์กรอำนาจอธิปไตยทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ถ้าตัดสินถูกต้องจะส่งผลให้เกิดความดีงามต่อชาติและประชาชนอย่างยิ่ง ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตัดสินให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จะไปตัดสินแบบเผด็จการตามระบอบเผด็จการไม่ได้อย่างเด็ดขาด การตัดสินผิดคือเผด็จการ การตัดสินถูกคือประชาธิปไตย

              พลเอกชวลิต ยังมองว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงเป็นรัฐธรรมนูญภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภาที่เกิดจากระบอบเผด็จการรัฐ ประหาร และเป็นบ่อเกิดของศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เป็นรัฐธรรมนูญภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภาที่เกิดจากระบอบเผด็จการรัฐประหาร ที่ขัดแย้งกับการปกครองจริงของประเทศ จึงทำให้เกิดปัญหาต่อทุกองค์กรในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย อีกทั้งไม่มีพระราชบัญญัติรองรับแต่อย่างใดตั้งแต่ก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญจนถึงบัดนี้ (พ.ศ. 2550 – 2555)


              ถ้าพิจารณาด้านเจตนารมณ์แล้วถือว่าทั้งผู้ร้องและศาลรัฐธรรมนูญก็มีเจตนาดี ต่อชาติบ้านเมือง คือต้องการรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยไม่เดินตามแนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

              ส่วนด้านรัฐบาลและผู้ร่วมขบวนการที่ต้องการจะพัฒนาประชาธิปไตย (ปฏิรูป) ควรเดินตามดุสิตโพล์ที่ประชาชน ให้ถอยการสร้างรัฐธรรมนูญ แต่ให้เดินหน้าสร้างประชาธิปไตย โดยชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน 45.23 % และถ้ารัฐบาลถอยทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พรบ. ปรองดอง ประชาชน 50.32 % เชื่อว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระ อันเป็นภาพสะท้อนของประชามติแบบประชาธิปไตย คือให้สร้างประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จจึงค่อยร่างรัฐธรรมนูญ และออก พรบ.ปรองดอง ซึ่งเป็นประชามติที่ถูกต้องอย่างที่สุดตามหลักวิชา ฃ

              เชื่อมั่นว่าฝ่ายที่คิดด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พรบ.ปรองดองจะเเห็นด้วยและร่วมสนับสนุนอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ใช่การเดินกันคนละทางหรือการพบกันครึ่งทาง แต่เป็นการเดินทางเส้นเดียวกัน คือทางสายประชาธิปไตยที่แท้จริงนั่นเอง นี่คือการสร้างความปรองดองที่ถูกต้องและจะบรรลุความสำเร็จได้จริง ไม่ใช่อุดมการณ์บนเส้นขนาน แต่เป็นอุดมการณ์บนเส้นทางเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนสูงสุดเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด หรือเริ่มต้นกันใหม่หมดตามครรลองประชาธิปไตยและวิถีทางรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ หลายวิธี


...........

(หมายเหตุ : ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)