
'ผิดที่เธอ'หรือ'ผิดที่ใคร'
'ผิดที่เธอ' หรือ 'ผิดที่ใคร' กับชีวิต 'หมอนวดไทย' ในอียิปต์ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร
เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่าหมอนวดไทย 4 คนในอิยิปต์ได้ขอให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำอียิปต์ช่วยส่งตัวกลับประเทศ เพราะทนถูกกดขี่ถูกใช้งานเยี่ยงทาสต่อไปไหว แต่คนไทยในแดนสฟิงซ์บางคนยืนยันว่ามีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่ ข้อเท็จจริงเป็นเช่นใดหรือ
เรื่องที่นำมาให้คิดว่าใครผิดใครถูก ในเมื่อคนไทยเราต้องยึด "น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า" ในการดำรงชีวิตในแต่ละวันใช่ไหม จะว่าไปคนไทยเราก็มีหลายแบบหลายชนิด และหลายอารมณ์ การจะตัดสินใจว่าใครผิดใครถูกโดยที่เราเข้าใจและเข้าถึงทุกคนเป็นเรื่องยากที่จะพูด วันนี้หนุ่มช่างฝันขอนำแฟนๆ มานั่งจับเข่าร่วมคิดไปด้วยกันดีกว่า
คนไทยที่เดินทางมาทำงานในประเทศอียิปต์ตอนนี้มีประมาณ 100- 200 คน นอกเหนือจากนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรที่มีอยู่ประมาณ 2 พันคน นับได้ว่ามากพอสมควร อาชีพที่คนไทยส่วนใหญ่ทำคือ อาชีพหมอนวด ซึ่งมีหลายแบบด้วยกัน นวดแบบมีสังกัดเช่นนวดในโรงแรม นวดแบบอิสระไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือเรียกง่ายๆ ว่า "นวดเคลื่อนที่" ส่วนใหญ่นวดแบบนี้จะมีลูกค้าประจำ เจ้าของร้านนวด ช่างทอง นักธุรกิจและเจ้าของร้านอาหาร รับทำอาหารส่ง จัดปาร์ตี้งานครบเซ็ท พนักงานทำความสะอาดบ้าน แม่บ้านและรับจ็อบทั่วไป
สังคมคนไทยในประเทศอียิปต์จึงไม่ไกลกันนักรับรู้ข่าวสารกันง่าย ทั้งเรื่องดี ไม่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของสังคมนิยายไทย แต่ทุกคนก็ยืนยันในความดีและความถูกต้องของตนเองเสมอ อย่างเช่นเรื่องเล่าต่อไปนี้ " 4 หมอนวดหนี ใครผิด"
ผมจำได้ว่าผมไปชาร์มเอลเชค( Sharm El Sheikh) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2555 การไปในครั้งนี้เพื่อเชิญกลุ่มคนไทย ซึ่งมาทำงานนวดที่มีปากเสียงกันให้มาประชุมเป็นการส่วนตัวในนามสื่อ "หนุ่มช่างฝัน" (Donman) ตามหน้าเฟสบุ๊คของผม เริ่มตั้งแต่ (1) คนไทยที่เป็นตัวแทนจากบริษัทอียิปต์ที่อาสาหาหมอนวดมาทำงาน (2) คนไทยผู้ที่ทำหน้าที่หาหมอนวด (3) ผู้จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินและรับทำวีซ่าจากเมืองไทย
กว่าสามชั่วโมงของการพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมา และการขจัดการทำตัวแบบ "มาเฟีย" ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการข่มขู่ การอ้างคำพูดเพื่อให้ตัวเองดูยิ่งใหญ่ มีอำนาจ พูดเปิดอกกันอย่างชัดเจน เพราะผมถือว่าเราเป็นพี่น้องกัน รักกันไม่ต้องอายในสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ ทุกฝ่ายที่มาประชุมยอมรับที่จะทำตามที่ผมขอทั้งหมด หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมแล้วคือ อย่าพูดพาดพิงเรื่องไม่ดีต่อกันอีก ห้ามมีการเอารัดเอาเปรียบ เพราะทุกฝ่ายต่างก็มีส่วนผิด
จู่ๆ หมอนวดไทยสี่คน พยายามหนีออกจากเมืองชาร์มเอลเชคเวลาตีสองของวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 แต่ถูกตำรวจด่านแรกกักตัวไว้ห้ามออกนอกเมือง เพราะคนงานทั้งสามคนไม่มีหนังสือเดินทางติดตัวมา จึงไม่สามารถให้ออกเดินทางไปยังไคโรได้ ในที่สุดก็ต้องกลับไปยังเมืองชาร์มเอลเชค
คนงานไทยกลับต้องทุกข์ใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อไม่รู้ว่าจะไปพักที่ไหน เพราะการหนีออกมาคืนนี้โดยหวังว่าพวกเขาจะออกไปจากเมืองชาร์มเอลเชคนี้ได้อย่างแน่นอน แต่แล้วก็สิ้นหวัง เมื่อเท็กซี่มาส่งถึงตลาดเก่าที่เดิมอีกครั้ง ตลอดทั้งคืนที่ต้องเร่ร่อนหาบ้านพักเพื่อหลับนอนและปิดมือถือ ไม่อยากให้คนไทยในชาร์มเอลเชคที่มาอียิปต์กลุ่มเดียวกันรับรู้เรื่องของตน โดยเฉพาะเจ้าของบริษัทนายจ้าง และที่สำคัญไม่อยากกลับไปยัง "บริษัทนวด" อีกครั้ง
ในขณะที่สี่คนนี้หนีเร่ร่อนอยู่ในเมืองชาร์มเอลเชค สายโทรศัพท์เพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ต่างกระหน่ำโทรเข้ามาเล่าเรื่องความเป็นมาให้ผมฟังตลอดเวลา จึงได้รับรู้เรื่องเบื้องลึกเบื้องหน้าของทั้งสี่คนต่างๆ นาๆ และก็ได้นัดเจอกับคนงานทั้งสี่คน สรุปว่า สองคนที่ผมเจอคือคนที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมที่ผมเคยนัดมาเจอกัน แต่อีกสองคนคือคนที่เข้าร่วมประชุมและต้องการกลับไทยผมทราบดี
จากการพูดคุยสั้นๆ ก็ได้รับทราบข้อมูล ผมเน้นถามว่าทำไมไม่ไปร่วมประชุม เหตุผลสั่นๆ คือ "ไม่ต้องการเจอใครบางคน" ผมเข้าใจว่าอะไรคืออะไร และก็เก็บไว้ในใจโดยไม่พูด เพราะถ้าการพูดไปโดยไม่มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่พร้อมหน้าก็จะกลายเป็นการจับคนพูดเท็จไม่ได้ หาคนถูกต้องไม่เจอ ดังนั้นผมจึงไม่ขอพูดอะไรทั้งสิ้น
ทำไมต้องหนี เราลองมาดูกันครับว่าทำไม นางวลัญช์ชยา บริบูรณ์สมบัติ อายุ 52 ปี เป็นคนจากกรุงเทพฯ เล่าว่า " ทำงานหนักมาก เข้างาน 8 โมงครึ่งตอนเช้า เลิกงานสามทุ่มทุกวัน ไม่มีวันหยุด หากหยุดก็ถูกหักเงินเดือน บางครั้งแม้จะยอมโดนหักเงินเพื่อที่จะหยุด แต่บริษัทฯ ก็ไม่ให้หยุด ส่วนเรื่องการเป็นอยู่ในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวต่างชาติบางคนก็ดี บางคนก็นิสัยแย่มาก บ่อยครั้งที่โดนกระชากคอเสื้อให้ไปทำงาน อาหารเที่ยงบางวันได้กินตอนบ่าย 3 โมง และต้องกินอย่างเร่งรีบเพราะต้องทำงานต่อ
นางสาววรรธนา กาเซ็ม จากจังหวัดกรุงเทพฯ อายุ 47 ปีเล่าว่า " เริ่มทำงานวันที่ 20 มกราคม 2555 ทำสัญญาด้วยปากเปล่า เดือนแรกว่าจะให้ 1,000 ดอลลาร์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่พอตอนหลังให้เพียง 700 ดอลลาร์ เลยรู้ว่าโดนหักเดือนละ 300 ดอลลาร์ ซึ่งแรกๆ ก่อนเริ่มทำงานบริษัทแจ้งว่า ตัวเองมีหนี้ทั้งสิ้น 1,200 ดอลลาร์เท่านั้น และได้ทำการหักไปแล้ว 3 เดือน พอบอกว่าจะกลับประเทศไทย บริษัทแจ้งว่ายังมีหนี้อีก 1,700 ดอลลาร์ รู้สึกงงเป็นอย่างมาก "
นางเพชรไทย คุ้มขุน จากจังหวัดเพชรบูรณ์ อายุ 56 ปีกล่าวว่า " ทำงานหนักมาก ไม่มีวันหยุด ไม่สบายก็ต้องแบกสังขารไปทำ หากไม่ทำก็ถูกหักเงินเดือน บางครั้งในขณะที่ทำงานโดนกลั่นแกล้งโดยไม่ให้พักงาน อาหารมีให้วันละหนึ่งมื้อ และอีกหลายอย่างที่รู้สึกไม่ดีเลย แต่ก็ต้องทนอยู่ ท้ายสุดนี้ไม่ไหวจริงๆ จึงต้องหนีออกมาจากบริษัท "
นายโพธิ์ชัย สินธุจริวัตร จากจังหวัดชัยภูมิ " เรื่องเงินรู้สึกจะวุ่นวายเหมือนๆ กัน หลายๆอย่างแย่ แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้น ที่ต้องทำงานหนักมากไม่ให้หยุดสักวัน ทำงานก็ไม่เป็นเวลา สภาพแวดล้อมทำลายจิตใจและความรู้สึกมากมาย เขาชอบดูถูกคนไทย โดยเฉพาะดูถูกผู้หญิงไทย"
สังคมแรงงานไทย โดยเฉพาะหมอนวดที่เมืองชาร์มเอลเชค ซึ่งเป็นประเด็นดังอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นที่บริษัทนวด หรือโรงแรมของอาหรับ แต่เกิดขึ้นที่คนไทยเราเองต่างหากที่สร้างปัญหา ขัดผลประโยชน์ สร้างความแตกแยกในกลุ่ม โดยไม่มีความรับผิดชอบดีพอ ถ้าการนำหมอนวดขึ้นมาส่งถูกต้อง ปรองดองระหว่างคนไทยฉันท์พี่น้อง ปัญหานี้ก็คงไม่เกิด สาเหตุที่เราแตกแยกทำให้คนอียิปต์กลายเป็นประเทศโหดไปโดยปริยาย
ดังนั้นเราลองมาฟังความคิดเห็นของหมอนวดที่ยังคงทำงานอยู่ในบริษัทเดิมบ้างว่าเขาคิดกันอย่างไร "พี่ชื่อสุนแก้ว กาวิรส เป็นคนกรุงเทพฯ พี่มองว่าไม่มีปัญหาอะไรมากมาย มันขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่า อาจจะเป็นที่พี่มีธรรมะติดตัวมาเสมอ ทำให้พี่เป็นคนตรงไปตรงมาและไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบและไม่เอาเปรียบใคร การทำงานในอียิปต์แรกๆ ก็มีปัญหา เนื่องจากเรื่องภาษาและการไม่รู้จักนิสัยคนอียิปต์ก็ลำบากบ้าง แต่พอทำได้สักระยะเราจะเข้าใจอะไรได้เยอะ ทำให้ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน ขอบคุณคุณจุ๋มที่เข้ามาดูแลและช่วยเป็นล่ามให้เสมอเวลาที่มีปัญหาในบริษัท"
อีกคนที่ยังคงอยู่ด้วยกัน "ผมชื่อกิ่งเพชร ปลาโพธิ์ ตอนแรกไม่ได้อยากมาอียิปต์ แต่เพราะมีการออกค่าเครื่องให้ก่อน ก็เลยเดินทางมาแบบไม่ต้องใช้จ่ายอะไรเลย แล้วก็มาทำงานจ่ายหนี้ให้กับบริษัท แต่ก็ผิดหวังนิดหน่อยกับบางเรื่องที่หวัง นึกว่างานน้อย เงินดี มีค่าพยาบาลฟรี แต่พอมาถึงกลับไม่ใช่อย่างนั้น แม้จะมีบ้านพักฟรี อาหารการกินฟรีก็ตาม แต่เงินเดือนถูกลดลงอีกเนื่องจากงานไม่ค่อยมี อาจจะเป็นที่เราหวังไว้สูงเกินไปในตอนแรก แต่ก็มีความสุขดีในตอนนี้"
ตลอดระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ ที่ 4 หมอนวดไทยพักอยู่บ้านผม แม้จะเป็นคอนโดราคาถูก แต่เต็มใจที่รองรับความทุกข์ได้ เราได้พูดคุยกันหลายๆ เรื่องเข้าใจในหลายๆ ด้าน ผมไม่โทษใครเป็นการส่วนตัวแต่ผมกลับคิดว่า "เพราะความผิดหวัง พลาดหวัง" จึงกลายเป็นประเด็นเกิดขึ้น
การเดินทางมาทำงานในต่างแดน หากขาดซึ่งความอดทน อย่าหวังว่าจะได้ความสุขในวันข้างหน้า เหตุการณ์เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้รับบทเรียนสอนใจกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นนายหน้า ผู้ทำการติดต่อคนงานไทย ผู้อาสาทำเรื่องเอกสารขอวีซ่า หรือผู้ที่ต้องการทำงานในต่างแดน
คนไทยที่กำลังตัดสินใจมาทำงานในต่างแดนหากอ่านแล้ว กรุณาอย่าเชื่อใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะนายหน้าหาคนงาน วันแรกอาจไปในมาดนางฟ้า วันต่อมาอาจเป็นนางมารร้ายก็ได้ แล้วจะเป็นอย่างเช่นเหตุการณ์ในตอนนี้ ขอให้คิดให้ดี ศึกษางาน ศึกษาสังคมของคนในประเทศนั้น ก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะนายหน้า หรือผู้เดินเอกสารเรื่องวีซ่า ก่อนจะไปรับใครมาก็ต้องดูให้ดีเช่นกัน ช่วยคนให้มีงานจะกลายเป็นช่วยคนให้มาตาย มิฉะนั้นชื่อเสียงที่เคยทำดีหายไปในพริบตากับสังคมที่จะคอยนินทาอยู่ตลอดไป
ขอบคุณบังศราวุฒิ สูบเด็น รุ่นพี่ร่วมสถาบัน ม.อัลอัซฮัร ขอบคุณ อัครราชทูต ชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ และคุณสุจิตรา เมืองนิล เลขานุการโท ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการไปรับคนงานและทำเรื่องเอกสารเพื่อสงคนงานทั้งสี่คนกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย
..............................................
('ผิดที่เธอ' หรือ 'ผิดที่ใคร' กับชีวิต 'หมอนวดไทย' ในอียิปต์ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร)



