ข่าว

เข้ม'16สถาบัน'เสี่ยงสกัด'ยกพวกตีกัน'

เข้ม'16สถาบัน'เสี่ยงสกัด'ยกพวกตีกัน'

08 ก.ค. 2555

คุมเข้ม '16 สถาบัน' เสี่ยง เกมรุก...สกัด'ยกพวกตีกัน' : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบก.น.3 โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์

              ปัญหาเด็กนักเรียนนักเลงยกพวกตีกัน ยังคงเป็นปัญหาโลกแตกที่ยังแก้ไม่ได้ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพยายามในการเยียวยาแก้ไขอย่างต่อเนื่องแต่ดูเหมือนยังคงไม่ได้ผล นับวันยิ่งทวีความรุนแรง และแทบทุกครั้งมักมีผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับศึกแห่งศักดิ์ศรีกำมะลอของกลุ่มนักเรียนนักเลงเหล่านั้นด้วย
 
               พื้นที่รับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 โดยเฉพาะในพื้นที่ของ สน.มีนบุรี เป็นหนึ่งในหลายพื้นที่ ซึ่งบรรดานักเรียนนักเลงใช้เป็นสังเวียนห้ำหั่นกันเป็นประจำ ตำรวจต้องปรับกลยุทธ์และมาตรการในการป้องกันและกำราบไม่ให้นักเรียนนักเลงก่อเหตุร้ายในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ถือโอกาสพูดคุยกับ พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบก.น.3 ถึงการแก้ปัญหานักเรียนนักเลงตีกันในพื้นที่ บก.น.3 เป็นการเฉพาะ

ปัญหานักเรียนนักเลงในพื้นที่ยังถือว่าวิกฤติหรือไม่
 
               ต้องยอมรับว่ายังตีกันอยู่แทบทุกวัน นี่ก็เพิ่งไปปิดล้อมตรวจค้นนักเรียนมาได้ทั้งปืน ทั้งมีด ทั้งระเบิดปิงปอง วันก่อนก็เพิ่งไปตามจับนักเรียนช่างย่านพระโขนง แต่มาก่อเหตุยิงปืนแถวๆ จรเข้น้อย พวกเขาก็ก่อเหตุกันทุกวันทั้งๆ ที่เราเองพยายามไล่จับ ไล่ตรวจสอบ รวมถึงประสานกับโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหากันตลอด
 
               ผมว่าทุกวันนี้ไม่ให้นักเรียนตีกันหวังได้ยาก เพราะมันกลายเป็นวัฒนธรรมรองของบรรดาเด็กนักเรียนที่เรียนสายช่างไปเสียแล้ว พวกเขาอุปโลกน์วันสถาปนาสถาบันขึ้นมา แล้วก็ไปก่อเหตุยกพวกตะลุมบอนกันเหมือนเป็นการสร้างบารมี มีการเอาสีไปพ่นตามสถานที่ต่างๆ เพื่อยั่วยุกันระหว่างสถาบัน พอเจอกันก็มีเรื่อง เราก็ประสานกับโรงเรียนกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในพื้นที่ บก.น.3 ทั้ง 16 โรงเรียนเพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกันกระทั่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดส่งชุด "คลีนนิ่ง" ซึ่งเป็นอาสาสมัครเด็กนักเรียนของโรงเรียนต่างๆ กระจายกันไปทำความสะอาดบริเวณที่มีการพ่นสียั่วยุกัน ซึ่งก็สามารถลดการยั่วยุที่เป็นสาเหตุของการยกพวกตีกันลงได้ในระดับหนึ่ง
 
               แต่ล่าสุดกลุ่มพวกนักเรียนนักเลงเขาก็มีช่องทางใหม่ในการท้าทายกัน คือหันไปใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ทั้งทวิตเตอร์ ใช้สื่อออนไลน์ท้าทายยั่วยุกันไปมา หรือแม้กระทั่งใช้เป็นสื่อในการนัดหมายไปตะลุมบอนกันก็มี ทำกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นปัญหาใหม่ที่ตำรวจอย่างเราต้องหาทางรับมือ 
 
 แนวทางการแก้ปัญหาของตำรวจทำกันอย่างไร
 
               ผมบอกตรงๆ ตำรวจทุกคนเหนื่อยหน่ายกับปัญหาเด็กนักเรียนนักเลง เพราะขยันก่อเหตุกันเหลือเกิน เรามีทั้งมาตรการป้องกัน มาตรการกำราบแต่ก็ยังเกิดเหตุซ้ำ ทั้งนี้เพราะว่าเขาเป็นเด็กบทลงโทษเลยมีน้อย อีกทั้งยังอยู่ในวัยคะนองทำอะไรลงไปไม่ค่อยยั้งคิด ไม่ได้คำนึงถึงอนาคตตัวเอง กฎหมายบ้านเราโทษน้อยมากและยิ่งกับเด็กและเยาวชนยิ่งน้อยใหญ่ อย่างพกพาอาวุธมีด โทษแค่ปรับ ส่วนใหญ่ปรับที 100-200 บาท เด็กเขาไม่กลัวหรอกครับเขาพร้อมจ่าย ผมได้สอบถามมาแล้วหลายคนเขาบอกว่าพกมีดแล้วถูกจับไม่เป็นไรโทษน้อย พกติดตัวไว้ดีกว่าไปไหนมาไหนแล้วเจอคู่อริรุมทำร้ายจะได้เอาออกมาต่อสู้กัน ตำรวจเองเราไม่ได้ปล่อยปละละเลยมีการตั้งด่านตรวจค้นตามจุดเสี่ยงต่างๆ ทั้งป้ายรถเมล์ที่เป็นจุดรวมของเด็กนักเรียน ท่ารถ ร้านเกม ตลาดมีนบุรี รวมถึงหน้าโรงเรียนทุกแห่ง เพื่อค้นหาอาวุธทุกประเภท ซึ่งพบบ่อยมากทั้งปืน มีด ระเบิดปิงปอง เช่นเดียวกับการจู่โจมปิดล้อมตรวจค้นโรงเรียนพบอาวุธเหล่านี้อยู่เสมอ จนอดคิดไม่ได้ว่าเขาไปเอามาจากไหนกันหนักหนา
 
               ล่าสุด ได้ประสานกับโรงเรียนกลุ่มเสี่ยงทั้ง 16 โรงเรียนในพื้นที่รับผิดชอบของ บก.น.3 ให้คัดกรองนักเรียนที่มีพฤติกรรมเป็นหัวโจก ให้ส่งรายชื่อและประวัติต่างๆ มาให้ตำรวจเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามรวมถึงควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสไปรวมกลุ่มกับเพื่อนนักเรียนแล้วชักชวนไปก่อเหตุยกพวกตีกับกลุ่มอื่นได้ ซึ่งได้ข้อมูลมามากพอสมควร เร็วๆ นี้เราจะเชิญผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้มาพูดคุยเพื่อให้ดูแลบุตรหลานให้ดีและอาจต้องนำไปเข้าค่ายอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ตำรวจได้ร่วมกับโรงเรียนและทหารกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งผู้ปกครองของเด็กจะต้องออกค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นมาตรการทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องการบีบให้ผู้ปกครองเอาใจใส่บุตรหลานให้มากขึ้น

 "หัวโจก" ที่ว่ามีเฉพาะเด็กนักเรียนหรือมีคนนอกร่วมด้วย
 
               มีทั้งที่เป็นนักเรียนจริงและบุคคลภายนอก หรือที่เรียกกันว่า "เด็กนอก" คนกลุ่มนี้แสบกว่านักเรียนที่เรียนหนังสืออยู่จริงมาก เด็กนอกที่ว่าจะใช้วิธีการไปสมัครเข้าเรียนตามโรงเรียนที่เขาอยากเรียน แต่โรงเรียนไม่รับหรือเข้าเรียนไม่ได้ หลังจากนั้นก็ไปแอบอ้างกับนักเรียนตัวจริงว่าเป็นรุ่นพี่ชักชวนกันเข้ากลุ่ม ไปหลอกไปปลุกระดมสร้างค่านิยมผิดๆ บางรายเอายาเสพติดเข้าไปจำหน่ายให้เด็กนักเรียนด้วย ขณะนี้เราพยายามสกรีนเด็กกลุ่มนี้ออกมา ซึ่งจะดำเนินการทางกฎหมายสถานหนักเพื่อให้เข็ดหลาบ
 
               เมื่อเร็วๆ นี้ พื้นที่ สน.มีนบุรี นี่แหละ หัวโจกเป็นเด็กนอกไม่ได้เรียนหนังสือ ถูกจับข้อหาครอบครองอาวุธปืน เกิดแค้นชาวบ้านในละแวกที่เขาถูกตำรวจจับเพราะเข้าใจผิดคิดว่าชาวบ้านย่านนั้นแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ พอได้รับการประกันตัวก็ไปหลอกเด็กนักเรียนโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่งแถวๆ ตลาดมีนบุรี ยกพวกไปหมายจะตะลุมบอนชาวบ้านย่านนั้น ซึ่งชาวบ้านย่านนั้นเขาเป็นชุมชนเข้มแข็งอยู่แล้วเขาก็ล้อมกรอบเอา โชคดีที่ตำรวจไประงับเหตุทัน ไม่เช่นนั้นคงบานปลายไปกันใหญ่ เพราะชาวบ้านเขาก็ต้องป้องกันตัว
 
 พื้นที่เสี่ยงที่เราต้องเฝ้าระวังนักเรียนตีกันมีที่ไหนบ้าง
 
               ที่หนักสุดเห็นจะเป็นตลาดมีนบุรี เพราะเป็นจุดรวมที่เด็กแต่ละโรงเรียนต้องไปรอขึ้นรถโดยสารที่นั่น ได้จัดส่งกำลังตำรวจเข้าประจำจุดเพื่อควบคุมเหตุร้าย มีการตั้งจุดตรวจค้นหาอาวุธกลุ่มเด็กนักเรียนอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังมีที่เล็ดลอดไปก่อเหตุได้ ตลาดหัวตะเข้หลังๆ ก็มีบ่อย แต่ส่วนมากจะเป็นเด็กในต่างพื้นที่เข้ามาก่อเหตุแล้วก็ไป ส่วนถนนสายหลักอย่างรามอินทรา รามคำแหง เสรีไทย และสุวินทวงศ์ เผลอไม่ได้ เพราะเป็นเส้นทางที่นักเรียนโรงเรียนกลุ่มเสี่ยงใช้เดินทางจากบ้านมายังโรงเรียน และจากโรงเรียนกลับบ้าน สามารถเกิดเหตุตะลุมบอนกันได้ตลอดเวลา อย่างแยกพณิชยการมีนบุรี ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านรินทอง ป้ายรถโดยสารรามคำแหง 166 ปากซอยถนนสามวา ร่มเกล้า 14 อู่รถเมล์สาย 26 สถานที่เหล่านี้เผลอไม่ได้ ต้องมีกำลังตำรวจไปประจำจุดอยู่ตลอด เพราะบ่อยครั้งที่พื้นที่เหล่านี้จะเป็นสังเวียนตะลุมบอนของนักเรียนนักเลง

 สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ปัญหานักเรียนนักเลงแก้ยากคืออะไร
 
               ผมว่าอยู่ที่ครอบครัวนะ เท่าที่ผมสัมผัสกับเด็กนักเรียนที่มีปัญหาส่วนใหญ่มีปัญหาครอบครัวแตกแยก หรือพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก บางรายลูกถูกยิงตายถามพ่อแม่ยังไม่รู้เลยว่าลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนไหน ปล่อยปละละเลยกันถึงขั้นนั้น บุตรหลานก็เลยกลายเป็นเด็กมีปัญหา กลายเป็นปมด้อยก็เลยพยายามไปทำตัวให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน แสดงให้เพื่อนๆ เห็นว่าตัวเองเก่งตัวเองแน่ เป็นหัวโจก ชวนกันไปก่อเหตุยกพวกตะลุมบอนกันเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม
 
               ผมอยากให้พ่อแม่หันมาเอาใจใส่ดูแลลูกบ้าง พฤติกรรมนอกลู่นอกทางของลูกหลานจะได้ลดน้อยลง ที่สำคัญคืออยากให้เห็นแก่อนาคตของบุตรหลาน เพราะหากพลาดพลั้งไปถูกคู่อริฆ่าตายหรือบาดเจ็บหรืออาจพิการก็จะกลายเป็นความสูญเสียต่อครอบครัว และหากไม่ตายไม่เจ็บ ทำผิดก็ต้องถูกตำรวจติดตามจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย อาจต้องติดคุกสูญเสียอนาคต โตขึ้นมาแม้ว่าจะมีโอกาสกลับเข้าเรียนหนังสือมีโอกาสจบการศึกษาในชั้นสูงๆ แต่พอเข้าสู่ตลาดอาชีพกลับไม่มีใครรับเข้าทำงาน เพราะมีประวัติอาชญากรติดตัว อาชีพในวงข้าราชการอย่าไปหวังเพราะระเบียบได้ระบุไว้ชัดว่า ไม่รับบุคคลที่เคยต้องโทษในคดีอาญา ขณะที่ภาคเอกชนก็คงไม่แตกต่างกัน ผมถามหน่อยว่ามันคุ้มกันหรือไม่
 
               ผมอยากให้เด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมเป็นนักเลงทั้งหลายได้ลองนั่งคิดทบทวนดู อารมณ์เพียงชั่ววูบในวัยเด็กที่ไปทำผิดกฎหมายผลแห่งความผิดนั้นจะตามติดตัวราวกับเงาไปตลอดชีวิตมันคุ้มค่ากันแล้วหรือ?

.........

(หมายเหตุ : คุมเข้ม '16 สถาบัน' เสี่ยง    เกมรุก...สกัด'ยกพวกตีกัน'  : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบก.น.3    โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์)