
'สมศักดิ์'แจงศาลรธน.รับโทรคุยแม้ว
"สมศักดิ์"แจงศาลรธน. รับโทรคุย"ทักษิณ" ปฎิเสธได้รับคำสั่งหรือไม่ "ชุมพล" ยันร่างแก้ไขรธน. ของ ชทพ. ไม่มีการล้มล้างการปกครอง
6ก.ค.2555 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ให้การในการออกนั่งบัลลังก์ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไต่สวนพยานผู้ถูกร้องกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ในช่วงบ่าย โดยระบุว่า ตนเคารพระบบประชาธิปไตยเพราะเป็นช่องทางที่ทำให้ได้เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และได้รับการเลือกตั้งถึง 10 สมัยยาวนานที่สุในภาคอีสาน จึงถือว่าเติบโตทางการเมืองมาด้วยการปกครองระบอบนี้ที่เกื้อหนุน จนไต่เต้าเป็นรองประธานสภา เป็นรัฐมนตรีว่าการ 2 กระทรวง วัฒนธรรม และยุติธรรม จนกระทั่งมาถึงตำแหน่งประธานรัฐสภา เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะชีวิตมอบให้ระบอบนี้ รัฐสภาไม่ใช่บ้านหลังที่สอง แต่เป็นบ้านหลังแรกของตน อายุ 58 ปีใช้เวลาอยู่ในสภามากกว่าคึ่งค่อนชีวิต เป็นประจักษ์พยานได้ว่าตนเลื่อมใสการปกครองระบอบนี้ ไม่มีทางคิดล้มล้างการปกครองแน่นอน เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้ายู่หัว เรื่องเหล่านี้จึงไม่มีในความคิด
สิ่งที่ถูกกล่าวหา จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ขัดความรู้สึกอย่างแรง เพราะไม่แตกต่างจากข้อหากบฏ พร้อมกับยืนยันถึงการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นการดำเนินการตามปกติไม่มีอะไรพิเศษไปกว่ากฎหมายอื่น และขั้นตอนการพิจารณาก็มีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการให้การประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น ส่วนอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องทั้งนั้น เพราะไม่ใช่หน้าที่ หมายถึงว่าก้าวล่วงไม่ได้ แค่ทำให้การประชุมเดินไปได้ และไม่ได้มีการเร่งรัดตามที่มีการกล่าวหา เพราะใช้วิธีการอะลุ่มอล่วยมาโดยตลอด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาแค่ 7 หน้ากระดาษแต่ใช้เวลาพิจารณาถึง 15 วัน 15 คืน เป็นสถิติสูงสุดของสภา การกล่าวหาว่ารวบรัดจึงขัดต่อหลักความเป็นจริง
นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กรณีมาตรา 291/13 ให้อำนาจประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจว่า ร่างรัฐธรรมนูญของ สสร.เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่นั้น ไม่ใช่ตนเป็นผู้กำหนดแต่รัฐสภากำหนดให้ ซึ่งมีการทักท้วงว่าการใช้อุลพินิจของตนจะเชื่อไม่ได้ว่าจะไม่มีการซูเอี๋ยกับ สสร.และส่งให้ทำประชามติโดยไม่ผ่านรัฐสภา ตนจึงจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาแทนตัวเอง แต่ตอนแรกชี้แจงในสภาว่าจะให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาดำเนินการแทน แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ตนก็คิดว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจต่อสังคมโดยรวมจึงคิดว่า คณะกรรมการที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้คงไม่เหมาะที่จะเป็นเจ้าหน้าที่สภาเพราะตนสั่งได้ จึงจะตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางมาใช้ดุลพินิจแทนตน ส่วนกรรมการจะมาอย่างไร จะเป็นเรื่องที่ตนในฐานะประธานรัฐสภามีเกียรติพอที่จะพิจารณาผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางจริง ๆ เช่น เชิญ คณบดีนิติศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย เสนอชื่อเข้ามาให้รับทราบในทางสาธารณะ ถ้ามีการทักท้วงว่ามีพฤติกรรมไม่เป็นกลางก็คัดชื่อออกให้เหลือแต่คนที่เป็นกลางแท้ ๆมาเป็นกรรมการพิจารณา เมื่อมีความเห็นอย่างไรก็จะเห็นตามนั้น เพื่อให้สังคมสบายใจว่าตนมีเจตนาอยากให้ทุกอย่างเดินไปอย่างถูกต้องตามครรลองคลองธรรม
“ส่วนใหญ่ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นกลางเพราะใช้ดุลพินิจไม่ได้ดั่งใจ ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่กล่าวหาว่าผมรับใบสั่ซึ่งขอยืนยีันว่าเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะเอาศักดิ์ศรีไปเอาเปรียบด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ผมฉลาดพอที่จะไม่ทำ มันไม่ได้อะไรเลย แต่ก็ตั้งประเด็นอีกมุมหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ผ่านมาหลายเรื่อง เช่น ลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 3 พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคมีความเห็นอยากให้ลงมติ รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดง และกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคก็มีความเห็นแบบนี้ มีผมหนึ่งเดียวที่ไม่เห็นด้วย และผมก็นำประเด็นนี้หารือพูดคุยตามระบอบประชาธิปไตย ชี้ชัดว่าผมไม่ได้รับใบสั่ง และถ้าจำได้ผมให้ข่าวว่า ใช้ดุลพินิจเพื่อไม่ให้คนไทยฆ่ากันตาย ผมปรึกษาตามวิธีประชาธิปไตยชี้ชัดว่าไม่มีใบสั่ง และผมทำหน้าที่เป็นกลาง ถ้าไม่เป็นกลางกล่าวหารับคำสั่งจากทางไกล ทำไมวาระ 3 ผมไปเอากับท่านอภิสิทธิ์ล่ะ ท่านเสนอให้ยืดออกไปผมก็เหมือนกัน พรบ.ปรองดองผมก็ยืดตามผู้นำฝ่ายค้าน จะกล่าวหาว่าผมรับคำสั่งผู้นำฝ่ายค้านหรือเปล่า ในฐานะเป็นประมุขหนึ่งในสามอำนาจ เป็นเรื่องใหญ่ ผมไม่ทำตัวผมให้เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความเสื่อมต่อสถาบันศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในสามอำนาจแน่นอน ไม่มีใครสั่ง แต่ในกรอบประชาธิปไตยต้องปรึกษาหารือเป็นเรื่องปกติ” นายสมศักดิ์ กล่าว
หลังจากนายสมศักดิ์ ให้ถ้อยคำเสร็จสิ้น พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะผู้ร้องคนที่ 1 ได้ซักถาม โดยระบุว่า หากนายสมศักดิ์ทำได้ตามที่พูดจริงก็เป็นเรื่องที่ดี แต่การกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนา ซึ่งตนเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมายังไว้วางใจไม่ได้ พร้อมกับตั้งคำถามเกี่ยวกับการบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสุ่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งมีร่างของประชาชนอีก 2 ฉบับ ร่างของประชาชนหายไปไหน แต่เพราะต้องใช้เวลานานจึงไปประนีประนอมเพื่อให้ถอนร่างประชาชนออกไปใช่หรือไม่
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนให้ความสำคัญและที่ไม่รอร่างขอประชาชนเพราะวันที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ อยุ่ในระหว่างตรวจสอบ และได้ปรึกษาหารือกับผู้ที่เสนอร่าง คือ น.พ.เหวง โตจิราการ ก็ไม่ติดใจจึงถอนร่างออกไป
พล.อ.สมเจตน์ แย้งว่า หากไม่เร่งรีบเหตุใดไม่รอร่าง รธน.ของประชาชน และยังมีการท้วงติงว่า ร่างแก้ไขดังกล่าวอาจขัดบทบัญญัติ รธน. แต่ประธานรัฐสภาก็ดำเนินการประชุมจนผ่านวาระ 2 ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ ยอมรับว่า ใช่ เพราะทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ
พล.อ.สมเจตน์ ถามต่อว่า คลิปเสียงที่ออกมาใช่เสียงของ นายสมศักดิ์หรือไม่ และขออนุญาตที่จะซักถามเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่า การล้มล้างการปกครองดำเนินการอย่างเป็นขบวนการมีการสั่งการเชื่อมโยงกันจำเป็นต้องนำสืบถามพยานเพื่อให้เห็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เห็นว่ามีการดำเนินการล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68
นายสมศักดิ์ตอบว่า ประเด็นคลิปเกิดอยู่ข้างนอก เมื่อการพิจารณาวาระสองผ่านไปแล้วจึงไม่เกี่ยวกับกระบวนการในรัฐสภาถือว่านอกประเด็นถ้าสอบถามจะเสียเวลารัฐสภา จึงไม่น่าจะตอบ และขอให้ศาลใช้ดุลพินิจ ขณะที่พล.อ.สมเจตน์ ระบุว่า อยากชี้ให้เห็นว่าเกี่ยวข้องกันคือ ในฐานะที่เป็นประธานรัฐสภาไม่วางตัวเป็นกลาง ร่วมประชุมกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ติดต่อคนทางไกลหนีโทษอาญาของแผ่นดิน และวางแนวทางการดำเนินการต่อ พรบ.ปรองดอง ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการล้มล้างการปกครองนั้นทำเป็นขบวนการ ทำให้นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกส่วนตัวนายสมศักดิ์พยายามช่วยว่านายสมศักดิ์ไม่ต้องตอบ
แต่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์แย้งว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังพิจารณาโดยตรง ขอให้ศาลได้อนุญาตให้ซักในเรื่องนี้ แต่ศาลชี้ว่าถ้าถามไปนายสมศักดิ์ก็อาจไม่ตอบ ขณะที่นายนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง เสริมว่า การมุ่งที่นายสมศักดิ์อาจเป็นการพยายามทำลายความน่าเชื่อถือมากเกินไป และศาลสามารถดูด้วยตัวเองได้เนื่องจากมีการยื่นหลักฐานไว้แล้ว แต่พล.อ.สมเจตน์ แย้งว่า มีกระบวนการที่ให้ได้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าการซักถามจะมีประโยชน์ แต่นายสมศักดิ์ อ้างว่า ได้ตอบทุกคำถามของนักข่าวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตอบที่นี่เพราะเป็นเรื่องนอกประเด็น อย่างไรก็ตาม พล.อ.สมเจตน์ ยอมที่จะไม่ซักถามเรื่องคลิปตามที่ศาลใช้ดุลพินิจ
จากนั้น พล.อ.สมเจตน์ ถามว่า นายสมศักดิ์ ได้รับความเห็นจากผู้ตรวจการแผ่นดินที่ระบุว่า การให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการใช้ดุลพินิจแทนศาลรัฐธรรมนูญได้ ทำไมจึงไม่มีการหารือกับกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๆ ที่หารือในเรื่องอื่นได้
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนสั่งกรรมการยุทธศาสตร์ไม่ได้ แต่หารือกัน และไม่ได้หารือในเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา จากนั้น พล.อ.สมเจตน์ ถามอีกหลายคำถาม แต่นายสมศักดิ์ บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ก่อนจบคำถาม พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้ายว่า 7 หน้ากระดาษในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นำไปสู่การมี สสร.เพื่อล้มล้าง รัฐธรรมนูญ จึงมีความหมายต่อประเทศชาติ และที่การประชุมยืดเยื้อเพราะขั้นตอนของกรรมาธิการฯในเรื่องแปรญัตติมีการรวบรัด ทำให้เสียเวลามากในการพิจารณาของรัฐสภา นายสมศักดิ์ทราบหรือไม่
นายสมศักดิ์ กล่าวว่าเป็นเรื่องกรรมาธิการไม่ใช่หน้าทีของประธาน การกล่าวหาเรื่องล้มล้างการปกครองเป็นแค่จินตนาการ ทำให้พล.อ.สมเจตน์ สวนทันทีว่า ถ้าตนจินตนาการก็จินตนาการด้วยความเป็นห่วงประเทศชาติ ไม่มีผลประโยชน์ใดอยู่เบื้องหลังตน พร้อมกับตั้งคำถามอีกหลายเรื่องแต่นายสมศักดิ์ ก็ไม่ตอบอ้างว่าตอบผู้สื่อข่าวไปแล้ว หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่นอกประเด็น
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพราะเจ็บปวดที่ต้องกล่าวหาคนร่วมชาติว่าล้มล้างการปกครองและสถาบัน เป็นความเจ็บปวดของตนเหมือนกัน
ขณะที่นายสุวัตรได้ถามต่อว่า ได้เคยโทรศัพย์คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ยอมรับว่าได้โทรศัพท์กันบ้าง นายสุวัตรถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้สั่งอะไรหรือไม่ นายสมศักดิ์ปฏิเสธจะตอบคำถามนี้ แต่โดยย้อนว่า "คงคิดไปเอง"
"ชุมพล"ยันร่างชทพ.ไม่มีการล้มล้างการปกครอง
นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เบิกความในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง ในคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ว่า ทางพรรคชาติไทยพัฒนาขอปฏิเสธในคำร้องที่มีผู้ยื่นคำร้องคดีดังกล่าว เนื่องจากว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เพราะไม่ได้เป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาหรือเป็นดุลยพินิจของอัยการสูงสุด ก่อนที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา และยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคชาติไทยพัฒนานั้น ไม่มีบทบัญญัติใดที่เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับของพรรคชาติไทยพัฒนา มาตรา 291/11 ระบุชัดเจนว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดการรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วภูมิภาคอย่างทั่วถึง เป็นการแสดงถึงความโปร่งใส อีกทั้งในมาตรา 291/13 ระบุว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่มีผลเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือการปกครอง
จากนั้นเป็นการซักถามโดยผู้ร้อง เริ่มจาก พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กล่าวว่า มีส่วนรู้เห็นกับการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เสนอโดยนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา หรือไม่ รวมถึงเจตนารมย์ที่แท้จริงที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้มาตรา 237 ที่เป็นต้นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ โดยนายชุมพล ชี้แจงว่า มาตรา 237 มีปัญหา เพราะกรรมการบริหารที่ถูกส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 คนทำผิด ก็ยุบทั้งพรรค ซึ่งเป็นผลให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นปัญหาทางการเมือง อย่างไรก็ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคชาติไทยพัฒนานั้น ตนร่วมลงชื่อด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงการซักถามของ พล.อ.สมเจตน์ เป็นไปอย่างดุเดือด โดยในคำถามที่ว่าการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และเลือกตั้ง สสร. ใช้เงินในการเลือกตั้งคนละเท่าไร นายชุมพล ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงอารมณ์โมโห ว่า “หากผมไปลงเลือกตั้งที่ภาคใต้ผมจะใช้เงินเท่าใด” พร้อมกับชี้นิ้วไปทางพล.อ.สมเจตน์ ที่ยืนซักถามอยู่ ทำให้พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า คนละสองล้านบาทใช่หรือไม่ ทำให้นายชุมพล กล่าวพร้อมเบือนหน้าหนีว่า “ผมไม่ตอบแล้วหากผมลงพื้นที่ภาคใต้หละเท่าไร” จากนั้นพล.อ.สมเจตน์ ถามว่า หากรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ผ่านประชามติประชาชน ส.ส.สามารถกลับนำมาทำซ้ำใหม่ๆ หลายๆ รอบจนกว่าจะพอใจใช่หรือไม่ ทำให้นายชุมพลกล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “ไม่มีใครที่สติไม่ดีไปทำถึงขนาดนั้น” และในคำถามสุดท้ายของพล.อ.สมเจตน์ ที่ถามว่า ระหว่างส.ว.สรรหา ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ กับนักการเมืองที่มาจากพ่อค้า นักธุรกิจคอรัปชั่น ในมุมมองประเภทไหนดีกว่า นายชุมพล กล่าวว่า ปัญหาคือมาจากใคร มีหมกเม็ดหรือไม่
นายวรินทร์ เทียมจรัส อดีต ส.ว.สรรหา ซักถามต่อประเด็นการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งยึดโยงกับมาตรา 68 โดยนายชุมพล ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กล่าวเพียงว่าหากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีบทบัญญัติใดห้ามไม่ให้แก้ไขทั้งฉบับหรือห้ามไม่ให้ตั้ง สสร.
นายวรินทร์ ถามเพิ่มเติมว่า ภายหลังพรรคชาติไทยถูกยุบนายชุมพล เป็นนอมินีทางการเมืองของนายบรรหารใช่หรือไม่ โดยนายชุมพล กล่าวว่า “ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ ในความหมายที่ผมระบุ คือ ไม่มีบุคคลอื่น ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นกรรมการบริหาร มีแค่คนรถ คนสวน คนใช้ มาเป็นกรรมการบริหาร และด้วยเหตุนี้ทำให้ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ทำให้นายวรินทร์ กล่าวถามย้ำว่า หากคนขับรถ คนสวน คนใช้มาเป็นกรรมการบริหารพรรค แล้วเขาเหล่านั้นได้รับคำสั่งจากใคร ซึ่งนายชุมพล ชี้แจงว่า “ไปตอบนอกรอบดีกว่า มันไม่เป็นสาระ ไม่ขอตอบ”
ผู้สื่อข่าวรายงานในช่วงท้ายการซักถาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซักถาม เพื่อขอความรู้ทางวิชาการต่อประเด็นวิธีการแก้ไขให้ร่างรัฐธรรมนูญ กลับไปใช้บทบัญญัติตามร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอ โดยนายชุมพล กล่าวว่า “ผมขอหลังไมค์ได้หรือไม่ ตอนนี้ทุกคนถอยหมดแล้ว อย่างมากก็เหลือแต่ตัวรัฐธรรมนูญ ที่จะบอกว่า ผมขอหลังไมค์ดีกว่า” จากนั้นได้หัวเราะ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเดิมถามต่อว่า ขณะนี้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระสองไปแล้ว จะมีหนทางใดอีกหรือไม่ที่จะกลับมาแก้ไขได้อีก โดยนายชุมพล กล่าวว่า “อำนาจตามมาตรา 68 ยังมี และขอให้ใช้อย่างเคร่งครัด เอาอย่างนี้ ผมขอคนละครึ่งทางแล้วกัน”



