
ศาลรธน.ไต่สวน'8ผู้ถูกร้อง'ปมแก้รธน.วันที่2
ศาลรธน.เริ่มไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง 8 ปาก ปมแก้รธน.50 วันที่ 2 คืบที่ประชุมตุลาการมีมติไม่ให้'สุพจน์-นุรักษ์-วสันต์'ถอนตัวพิจารณาคดี ด้าน'บก.ลายจุด' ชี้ ตลก.รธน. มีปัญหา หลังไม่อนุญาต ให้ '3 ตลก.' ถอนตัว "เทพไท" อัด "เสื้อแดง-เพื่อไทย" ผนึกกำลังบิดความ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 09.30 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาไต่สวนพยานผู้ถูกร้องกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ โดยในวันนี้เป็นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง จำนวน 8 ปาก ประกอบด้วย นายวัฒนา เซ่งไพเราะ หรือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ นายสามารถ แก้วมีชัย นายชุมพล ศิลปอาชา นายภราดร ปริศนานันทกุล นายโภคิน พลกุล นายอุดมเดช รัตนเสถียร
นอกจากนี้ ยังมีผู้ติดตามของฝ่ายพยานผู้ถูกร้อง อาทิ นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการกฤษฎีกา นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายพิชิต ชื่นบาน นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายวัชระ กรรณิการ์ ส่วนฝ่ายผู้ร้อง อาทิ นายสมชาย แสวงการ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ นายวรินทร์ เทียมจรัส นายบวร ยสินธร
โดยบรรยากาศทั่วไปของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการเริ่มพิจารณาไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องจำนวน 8 ปาก นัดแรก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เบื้องต้นทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองผสม จากหน่วยปราบจราจลจำนวน 1 กองร้อย รวมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่สน.ทุ่งสองห้อง จำนวน 50 นาย เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ และดูแลสถานการณ์ทั่วไป
ทั้งนี้ พ.ต.อ.พงษ์ สังข์มุรินทร์ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า เบื้องต้นสถานการณ์โดยทั่วไปของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติแต่อย่างใด และเข้าใจว่าการดำเนินการไต่สวนฝ่ายผู้ถูกร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันนี้คงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย เพราะเท่าที่ทราบเบื้องต้นทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็จะไม่เดินทางมาที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนความเคลื่อนไหวด้านหน้าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ฝั่งทิศเหนือ ที่มีกลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาปักหลักชุมนุมที่บริเวณลานสนามหญ้าหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังปักหลักชุมนุมด้วยความเรียบร้อยปกติทั่วไป ยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น
บก.ลายจุด ชี้ ตลก.รธน. มีปัญหา หลังไม่อนุญาต ให้ " 3 ตลก." ถอนตัว
นายสมบัติ บุญงานอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ในฐานะแกนนำกลุ่มคนวันอาทิตย์สีแดง ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวเนชั่น ต่อประเด็นที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถอนตัวจากการพิจารณในคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมพิจารณาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ว่า เป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีความเอียง ส่วนประเด็นที่ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนตัวจากการพิจารณา เนื่องจากมีข้อครหาว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย แต่องค์คณะตุลาการ ไม่อนุญาต เป็นเรื่องที่ตนไม่เข้าใจว่า เหตุใดเมื่อตุลาการที่ร่วมพิจารณายอมรับว่ามีความเอนเอียง และขอถอนตัวเพื่อรักษามาตรฐานการพิจารณาคดีของศาล แล้วองค์คณะตุลาการถึงไม่ให้อนุญาต
"ศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นศาลสูง ในการทำหน้าที่ต้องไม่มีสิ่งที่บิดเบี้ยวแม้แต่เล็กน้อย แต่กรณีที่องค์คณะตุลาการไม่ยอมให้ตุลาการที่ยอมรับในความเอียงออกจากการพิจารณาคดี แสดงว่ามีปัญหาในทางหลักการ ส่วนจะมีปัญหาในช่วงการพิจารณาคดีด้วยหรือไม่ต้องรอฟังผล" นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ล้ำเส้นอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้นผลการพิจารณาเชื่อว่าจะมีผลไปในทางลบอย่างแน่นอน และเมื่อการตัดสินให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มล้างการปกครอง จะมีคำอธิบายว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ พ.ศ.2517, พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร
"ผมมองประเด็นนี้ว่า จะหลายเป็นวิกฤตศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาขอโทษต่อสังคม และ ทางที่ดีที่สุดควรพิจารณาถอนตัวจากการทำหน้าที่" นายสมบัติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ด้านหน้าศาลรัฐธรรมนูญ มีประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้องแดง และ กลุ่มกองทัพธรรม จำนวนหนึ่ง มาร่วมฟังการไต่สวนผู้ร้อง ในคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เข้าข่ายขัดมาตรา 68 หรือไม่ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างสงบ
ที่ประชุมตุลาการมีมติไม่ให้ สุพจน์-นุรักษ์-วสันต์ ถอนตัวพิจารณาคดี
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ขึ้นบัลลังก์ไต่สวนพยานผู้ถูกร้องกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ โดย นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งว่า นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และ นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ขอถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีเนื่องจากไม่อยากให้เป็นปัญหาในภายหลัง เพราะเคยอยู่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 รวมถึงตัวของ นายวสันต์ เองก็ขอถอนตัวเช่นกันเนื่องจากเคยออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ในที่ประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ตุลาการทั้ง 3 คนถอนตัวเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็น
"เทพไท" อัด "เสื้อแดง-เพื่อไทย" ผนึกกำลังบิดความจริงโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ หวังกดดันให้ถอนตัว
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่การพิจาณาของศาลรัฐธรรมนูญกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ว่า ขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามีขบวนการจ้องทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญไล่ตั้งแต่ การปลุกระดม ให้คนเสื้อแดงมาปิดล้อมกดดันโดยใช้แกนนำของคนเสื้อแดง และสมาชิกของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะการซักถามของนายชูศักดิ์ ศิรินิล หนึ่งในทีมทนายพรรคเพื่อไทย ที่พยายามโยงคำสัมภาษณ์ของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาซักถามทำให้นายจรัญ ต้องถอนตัวออกจากองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปในที่สุด
นายเทพไท กล่าวว่า นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังพยายามรุกคืบบีบบังคับให้ตุลาการอีก 3 ท่านคือ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายนุรักษ์ มาประณีต และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างยิ่ง เพราะหากคนเหล่านี้พยายามรุกล้ำตุลาการที่ไม่สามารถไปล็อบบี้ ตัดสินให้เป็นคุณกับฝ่ายตัวเองได้แล้ว จากนี้ไปก็ใช้วิธีการต่างๆกดดัน จนทำให้องค์คณะเหลือไม่ครบดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้สังคมจับตามมองและให้กำลังใจตุลากการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้หากกระบวนการกดดันสำเร็จ ก็เป็นชัยชนะของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ
นายเทพไท กล่าวอีกว่า ขอให้จับตาความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงต่อจากนี้ด้วย เพราะแม้แกนนำประกาศจะไม่ไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญ แต่คนกลุ่มนี้ก็ไปเปิดเวทีที่อื่นแทน อาทิ ที่ จ.สมุทรปราการ ที่มีการปราศรัยของแกนนำอย่าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกศ นายวรชัย เหมะ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อที่มีท่าทีแข็งกร้าว ปลุกระดมให้คนลุกขึ้นมาต่อสู้ อีกทั้งยังพาดพิง ใส่ร้าย กดดันศาลรัฐธรรมนูญ และพยานฝ่ายผู้ร้องมาประจานรายบุคคล ดังนั้นอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารสูงสุด ได้ออกมาแสดงท่าทีห้ามปราม และแสดงจุดยืนเพื่อให้การทำงานขององค์กรอิสระปราศจากแรงกดดัน
"เฉลิม"ชี้ตุลาการศาลรธน.ทยอยถอนตัวเป็นผลดีกับประเทศ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญว่า ตนกลับไปทำการบ้านพบว่าเจตนารมณ์การตั้งศาลรัฐธรรมนูญต้องการให้มีหน้าที่วินิจฉัยว่ารัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่และรัฐสภาประกาศใช้พ.ร.บ.นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่หากจะไปไกลอีกนิดนั้นต้องดูว่ารัฐบาลประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีนี้รัฐธรรมนูญ 2550 ยังบังคับใช้ รัฐสภาเพียงแค่คิดยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291เพื่อหาสรร.มายกร่างใหม่และยังไม่ผ่านวาระที่สามตอนนี้ยังบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยยังไม่มีฉบับใหม่บังคับใช้ ส่วนที่อ้างว่าการยกร่างไขขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นถามว่าขัดในบทบัญญัติใด มันเพ้อฝัน คิดไปเอง ตรงนี้ไม่คาดคิดว่าหลายคนที่เคยพูดในช่วงประชามติว่า ขอให้ประชาชนรับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อนไม่อย่างนั้นอาจไม่มีการเลือกตั้งจากนั้นค่อยแก้ไขในวันข้างหน้า
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ตน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคตส.และนายจรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุตรงกันว่าขอให้รับไปก่อนแล้วไม่อย่างนั้นจะไม่มีเลือกตั้ง แล้วค่อยแก้ไขภายหลัง และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขาธิการ สสร.2550 ออกมาระบุว่า ห้ามแก้ไข มาตรา 291 ตนจึงไปค้นข้อมูลพบว่าไม่มีการห้ามแก้ไข นายสมคิดจึงออกไปก่อน ตนขอขอบคุณไว้ที่นี้ด้วย และวันนี้ศาลกำลังทำอะไร มันยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉบับใดจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ส่วนกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมฯยทยอยถอนตัวในกรณีนี้นั้น การข่าวของตนระบุว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับและจะออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมากแต่จะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และตนยังประเมินไปข้างหน้าว่าจะยุบทุกหน่วยงานที่ผูกพันกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ มันจะเกิดข้อโต้แย้งรุนแรงและคราวนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศจะออกมาเรียกร้องทุกหน่วยงานว่าอย่าฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญรวมทั้งจะเกิดการกระทบกระทั่งรุนแรง
“หากไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศมันลำบาก ตนไม่ได้ขู่แต่สถานการณ์มันเป็นแบบนั้นก็บอกไป เพราะมีการบอกว่าอย่าไปฟังแล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น ส่วนองค์การต่างๆหากฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนั้นจะลำบาก ตนอ่านข่าวที่พบว่ายิ่งไปไกลที่จะเชิญสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติรับร่างแก้ไขต้องมาชี้แจงนั้น ข่าวนี้ยิ่งไปไกล สส.และสว.ทำงานตามหน้าที่ จะเอาอำนาจใดมาสั่งไปชี้แจงไปไกลและกินยาผิดซองแล้ว”รองนายกฯกล่าวและว่าตามที่ตนทราบมานั้นทราบว่ามีหนังมือถึงประธานรัฐสภาให้ สว.และ สส.ไปชี้แจงแม้ทำตามหน้าที่แต่การทำเเบบนี้มันผิดหน้าที่ ไปไกลและเอาอำนาจใดมาสั่งให้มาชี้แจง
เมื่อถามว่า การที่ตุลการถอนตัวหมายความเช่นใด รองนายกฯกล่าวว่า งานนี้อะไรที่ไปไม่ได้อย่าไปฝืนเลยทั้งความเป็นจริงและกฎหมาย
ส่วนที่นายจรัญอ้างว่าไม่เคยระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรทำแก้ไขได้ทั้งฉบับ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนรักกับนายจรัญจึงไม่อยากโต้แย้งเมื่อก่อนนี้ตนเคยทำงานกับนายจรัญพบว่านายจรัญน่ารักมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดแบบนี้เสมือนว่าส่งเสียงข่มขู่ออกไปหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้ขู่ สถานการณ์เป็นแบบนี้ตนจึงออกไป เพราะมีการระบุว่าอย่าไปฟัง แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น
เมื่อถามว่า คลิปของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ปรากฏในช่วงนี้จะกระทบกับเรื่องนี้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เกี่ยวด้วย กรณีนั้นมันเป็นเรื่องของนายสมศักดิ์ที่ไปงานเลี้ยงและคุยกับคนอื่น ตนบอกได้เพียงว่าคนที่คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จริงนั้น ไม่พูดหรอกและเรื่องนี้ไม่สมควรพูดเพราะหากตนพูดไปอาจกระทบใจกัน สมมติว่าตนสร้างราคาตัวเองว่าได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างนั้นอย่างนี้ ตนก็โปรโมทตัวเอง กรณีนี้เช่นกันตนไม่เชื่อและยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวข้อง
"เอาอย่างนี้ ควรยอมรับว่าตั้งแต่แรกคือพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีการรณรงค์ต่อต้านแบบถึงลูกถึงคน ตนไปปราศรัยและบอกว่าประชาชนควรเลือกพรรคพลังประชาชนเยอะๆจะได้แก้รัฐธรรมนูญแต่ปรากฏว่าได้ สส.232 เสียง จึงทำไม่ได้และโดนยุบพรรคและเมื่อมาอยู่พรรคเพื่อไทยตนก็พูดแบบนั้นอีก ต่อมานายสมศักดิ์ได้รับตำแหน่งนี้หลังการเลือกตั้ง ถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และขอถามอีกว่านายสมศักดิ์พูดที่ใดและมันเกี่ยวข้องอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย รวมทั้งเป็นคลิปของจริงหรือไม่ ทำไมไปพูดไกลถึงจ.เพชรบูรณ์ ส่วนมันจะเป็นเรื่องดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่นั้นไม่ขอพูดเพราะวันนี้การเมืองเล่นกันแรงอยู่แล้ว แต่ระวังพวกดักฟังโทรศัพท์จะโดนติดคุก และเรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่กระทบกับการทำงาน ย้ำว่ามันคนละเรื่องกัน" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
เมื่อถามว่า หากองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาครบนั้นจะเป็นเช่นใด รองนายกฯ กล่าวว่า เรื่องก็ยุติไป ลักษณะแบบนี้ชัดเจนว่าไปไม่ได้ดื้อทำไม นักธุรกิจพูดกันแล้วไม่ฟังกันบ้างหรือว่าหากบ้านเมืองนิ่ง การเมืองดี ประเทศจะเจริญ หากทำแบบนี้คือแพ้ไม่รู้จักแพ้
ต่อข้อถามที่ว่า ส่วนการไต่สวนในช่วงเวลาที่ผ่านมาผลจะออกมาแบบใดนั้น รองนายกฯกล่าวว่าขออธิบายว่าเวลาฟังคำร้องนั้นน่ากลัวเพราะพูดฝ่ายเดียวเมื่อมาฟังการแก้ต่างก็น่าฟังและชั่งทั้งสองฝ่าย ศาลรัฐธรรมนูญคือศาลการเมืองที่ระบุว่าวิจารณ์ได้และไม่เป็นการดูหมิ่นศาล ฉะนั้นศาลต้องฟังการเมืองอย่าเอาแต่ใจ ไม่ใช่เทวดามาจากไหน มันต้องฟังประชาชน
ส่วนข้อกังวลบางฝ่ายที่ระบุว่าหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้เกิดขึ้นจะยุบองค์กรอิสระนั้น รองนายกฯกล่าวว่าโครงสร้างประเทศนี้ต้องมีความเหมาะสมกับสังคมไทย ตนไม่เห็นด้วยกับระบบศาลคู่มาตั้งนานแล้ว วันนี้องค์กรอิสระมีอำนาจมากและใครก็ตรวจสอบไม่ได้ รวมทั้งไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนเพราะคัดสรรกันมาเอง เมื่อมีประกาศิตที่ไม่สอดคล้องกับสังคมและกฎหมายไทย มันไปไม่ได้หรอก ส่วนตุลาการที่เริ่มถอนตัวนั้น ตนมองว่าตุลาการบางคนพิจารณาแล้วเห็นว่าหากทำตามใจใครบางคนจะเสียหายดังนี้ เกียรติยศของตัวเองกับครอบครัว นักวิชาชีพ และความขัดแย้งแบบรุนแรงในสังคมที่พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าและนำมาสู่ผลเสียของประเทศในภาพรวม
"จตุพร"รับการไต่สวนศาลรธน.มีความชัดเจนดี
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. กล่าวถึงการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า มีความชัดเจนดี แต่ตนยืนยันว่า อย่างไรเสีย ขั้นตอนก็ต้องผ่านอัยการ
ทั้งนี้ ตนขอปฎิสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ไปกดดัน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี
....................................
(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)
....................................
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
-"อุดมเดช" ยันไม่ถอดถอน "สุพจน์-นุรักษ์ ออกจากการพิจารณา http://www.komchadluek.net/detail/20120706/134502/ยันไม่ถอดถอนสุพจน์นุรักษ์ออกจากการพิจารณา.html



