ข่าว

'พยานศาล'ไปไม่ไปสังคมตัดสินได้

'พยานศาล'ไปไม่ไปสังคมตัดสินได้

06 ก.ค. 2555

'พยานศาล'ไปไม่ไปสังคมตัดสินได้ : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

               ผมได้รับคำถามทั้งจากลูกศิษย์ลูกหาในชั้นเรียนและท่านผู้อ่านที่มีข้อสงสัยต่อกรณีการไปเป็น “พยานในศาลรัฐธรรมนูญ” ว่าการตอบรับหรือปฏิเสธนั้นทำได้หรือไม่ ผมชื่อว่ามุมมองความเห็นต่อไปนี้น่าจะเป็นไปโดยชอบและยืนยันในความสุจริตใจเยี่ยงวิญญูชนทั่วไป พวกเราคงพอคุ้นเคยกับคำว่า “ช่องโหว่ของกฎหมาย” เพราะการร่างกฎหมายใดๆ คงไม่สามารถวิ่งไล่ตามโลกาภิวัตน์ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วได้ครบถ้วน การเปิด “ช่อง” หรือ ให้มี “ทางออกสำหรับการแก้ปัญหา” ในเรื่องนอกเหนือที่บัญญัติไว้ในกฎหมายจึงมีความจำเป็นหลักในการอุดช่องโหว่ของกฎหมายในกรณีอาจมีคำถามว่า การเรียกพยานมาขึ้นศาลนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญไม่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า สามารถมาได้หรือไม่มาได้ ถ้าเรียกไม่มาแล้วจะมีความผิดหรือไม่อย่างไร ในเรื่องนี้หากพิจารณาใน “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4” ท่านบอกไว้อย่างที่ผมใคร่ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า บุรพาจารย์แห่งกฎหมายท่านวางหลักให้เราเลือกได้ตั้งแต่ “การนำเอาจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น กฎหมายที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง กระทั่งถึงหลักกฎหมายทั่วไป”
 
               สำหรับปัญหาข้อพิพาทอย่างใน “ศาลรัฐธรรมนูญ” นั้น ในส่วนของกระบวนการ คงแตกต่างจากคดีอาญาทั่วๆ ไป เพราะความผิดซึ่งอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หากใครศึกษามาก็คงพอทราบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อขัดแย้งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “รัฐธรรมนูญโดยตรง” ส่วนเมื่อผิดจะมีการถอดถอน ดำเนินคดีอาญาต่อเนื่องไปอย่างไรเป็นเรื่องภายหลัง คงไม่เป็นธรรมนักหากจะนำเอา “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาปรับใช้อย่างเคร่งครัด” ยกตัวอย่างหากเรียกพยาน แล้วพยานไม่ไปศาลตามหมายจะต้องมีกระบวนการวิธีเช่นเดียวกับในคดีอาญาคงไม่ถูกต้อง
 
               ทำให้ผมมองว่าหากไม่มีหลักเกณฑ์แน่ชัดก็ต้อง “อุดช่องโหว่กันด้วย นิติวิธี ซึ่งได้แนะนำหรือปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ข้างต้น” เพราะเป็นเรื่องของการ “ละเมิด” เป็นเรื่องของ “สิทธิ เสรีภาพ บทบาท หน้าที่” ซึ่งดูไปจะใกล้เคียงและน่าจะปรับใช้ได้มากกว่า การกล่าวมายืดยาวเพื่อเป็นข้อมูลและบรรทัดฐานในการทำความเข้าใจ “ประเด็นข้อกฎหมาย” ซึ่งหลักการฟังพยานหลักฐานในการตัดสินคดีของศาลนั้นจะพิจารณาทั้ง “ประเด็นข้อเท็จจริง” และ “ประเด็นข้อกฎหมาย” ประกอบกันไป โดยผมคงไม่สามารถไปก้าวล่วงก่อนศาลจะชี้ออกมาว่า การรับคำร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นใครเป็นผู้ร้องได้หรือไม่ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญจัดเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือไม่อย่างไร
 
               แต่สิ่งที่ใคร่ชี้เพิ่มเติมให้ตรงประเด็นกับเรื่องที่เรากำลังสนใจอยู่ คือ ศาลรัฐธรรมนูญยังมี “ข้อกำหนดในการเปิดโอกาสให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐาน” เพื่อ “ประโยชน์แห่งความยุติธรรม” ซึ่งผมเห็นว่าคำหลังนี้เป็นคำที่เหมือน “ยาวิเศษ” สำหรับทุกฝ่าย และเป็นการเปิดช่องให้การดำเนินการ “ไต่สวน” สามารถเป็นไปอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะข้อวินิจฉัยใดๆ ของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันต่อทุกองค์กรตามกฎหมาย และยังขอแย้งกับผู้ที่เห็นว่า เมื่อยื่นพยานหลักฐานแล้วจบแค่นั้น ไม่สามารถเรียกหรือร้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่า “ไม่เป็นความจริง” ก็ด้วย “เหตุผลหรือประโยชน์แห่งความยุติธรรม” ดังกล่าวข้างต้น ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณาเองว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่สมควรประการใด เพราะหากจะเรียกไปเพียง “ไต่ถามความเห็น” ในความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าไม่เกิดประโยชน์ เพราะอะไรที่เป็นความเห็น เป็นสิ่งที่ศาลสามารถ “คิดเห็นหรือมีความเห็นเองได้จากการพิจารณาข้อมูลหลักฐานต่างๆ” แต่หากเรียกมาเพื่อฟังเรื่อง “ข้อกฎหมาย” ซึ่งเป็นประเด็นโต้เถียงกันน่าจะเป็นสิ่งที่ศาลอยากรับฟังหรือยินดีจะเรียก “พยาน” ตามที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างหรือยื่นบัญชีพยานมากว่า
 
               สรุป คือ ทั้งตัวพยาน และ ศาล สามารถมีดุลพินิจและวิจารณญาณในขอบอำนาจของตัวเอง หากศาลเห็นประโยชน์ของการได้พยานบุคคลใดมา ย่อมใช้อำนาจ “ศาล” โดยการปรับกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้ในการเรียกพยานมาได้ ซึ่งการออกมาตอบรับหรือปฏิเสธกันดังปรากฏในหน้าสื่อต่างๆ นั้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ศาลหาได้เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ใครแสดงวิสัยทัศน์ความเห็นอย่างไรในขณะนี้จึงถูก “สังคมตัดสิน” มิใช่ศาลเป็นผู้ตัดสินความถูกผิดในเวลานี้ครับ