
'ศาลรธน.'แบไต๋แก้รธน.ได้
ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มไต่สวนปมแก้รธน. แบไต๋แก้ได้แต่ไม่ใช่ทั้งฉบับ "สมเจตน์" ชี้ส่อเค้าล้มล้างการปกครองฯ ขณะที่ "เดชอุดม" ระบุเป็นหน้าที่สมาชิกรัฐสภาแก้รธน.ไม่ใช่สสร. "วิรัตน์"ให้การ"ทักษิณ"กลับบ้านไม่ได้จึงต้องแก้รธน. "สุรพล" มองต้อทำประชามติก่อน
เมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 5 ก.ค.2555 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำโดย นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบังลังก์เพื่อพิจารณาไต่สวนคำร้องการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งในการนั่งพิจารณาไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องนัดแรก โดยเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของคำร้อง นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งกับฝ่ายผู้ร้อง และฝ่ายผู้ถูกร้องว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมาย ให้นายนุรักษ์ มาประณีต และนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาการไต่สวน
นายนุรักษ์ ได้ชี้แจงว่า การกำหนดพยานไต่สวน ศาลได้พิจารณาโดยเลือกพยานที่เป็นผู้ร้อง จำนวน 5 ปาก ประกอบ พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ผู้ร้องที่ 1 นายวันธงชัย ชำนาญกิจ ผู้ร้องที่ 2 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ผู้ร้องที่ 3 นายวรินทร์ เทียมจรัส ผู้ร้องที่ 4 และนายบวร ยสินธร ผู้ร้องที่ 5 ส่วนพยานอีก 2 ปาก คือ นายสุรพล นิติไกรพจน์ และนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ เป็นพยานที่เข้าเบิกความในแง่ของกฎหมาย ส่วนพยานปากอื่นๆ ที่ศาลไม่ได้เรียกเข้าเบิกความ เนื่องจากศาลได้พิจารณาบันทึกถ้อยคำชี้แจงข้อเท็จจริงที่ได้เสนอเข้ามาก่อนหน้า ซึ่งศาลก็ได้มีการพิจารณาเอกสารอย่างครบถ้วน โดยส่วนใหญ่จะชี้แจงในเรื่องข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณาไต่สวนเกิดความกระชับ ไม่ยืดเยื้อ
“สมเจตน์”ชี้ส่อเค้าล้มล้างการปกครองฯแน่
พล.อ.สมเจตน์ หนึ่งในผู้ร้องได้เข้าเบิกความเป็นคนแรกว่า การที่ยื่นคำร้องครั้งนี้เพราะเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แตกต่างจากการปฏิวัติ เพียงแต่การปฏิวัติเป็นการใช้ปืน แต่ครั้งนี้เป็นการล้มล้างการปกครองและล้มรัฐธรรมนูญที่มิชอบ การแก้ มาตรา 291 ไปแก้รัฐธรรมนูญผิดอยู่แล้ว
ส่งผลให้ฝ่ายผู้ถูกร้องและทีมทนายความหลายคนได้ซักถาม พล.อ.สมเจตน์ อย่างหนัก อาทิ นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ตัวแทนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ถามว่า เมื่อไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วทำไม จึงไปร่วมเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาในสัดส่วนของวุฒิสภา
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เรื่องการทำหน้าที่ประธานสภาฯ ยิ่งฟังจากเทปที่ประธานสภาฯพูดจะไว้ใจได้หรือ วางตัวเป็นกลางหรือไม่ ที่ผ่านมาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตนได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยมาตลอดเช่นการลงมติไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามที่ไปร่วมเป็นกรรมาธิการฯ เพราะเป็นขั้นตอนทางรัฐสภา
นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในทีมทนายพรรคเพื่อไทยพยายามซักถามความเห็นถึงเรื่องการล้มล้างการปกครองว่าเป็นอย่างไร และถามว่ามาตรา 291 ห้ามไม่ให้มี สสร.หรือไม่ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการตั้งสสร.มาแก้รัฐธรรมนูญ เช่นในปี 2539 อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยมีคนบอกให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ เช่น นายจรัญ ภักดีธนากุล ที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี 50 ว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ แก้ไม่ยากแก้มาตราเดียวแล้วเราจะหลุดจากอำนาจคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
กรณีดังกล่าวนี้ ทำให้นายจรัญรีบชี้แจงทันควันกลางห้องพิจารณาคดีว่า ที่ให้สัมภาษณ์ก็บอกว่าให้เห็นชอบเพื่อให้พ้นจากอำนาจคณะรัฐประหารแล้วไปแก้ไขได้แต่ไม่ได้บอกว่าให้แก้มาตราเดียวแล้วจะยกเลิกทั้งฉบับ ถ้าจะแก้ 100 มาตราก็ไม่มีปัญหา เพื่อให้สังคมตรวจสอบแต่ไม่เคยบอกว่าถ้าแก้มาตราเดียวแล้วจะยกเลิกทั้งฉบับ
”เดชอุดม”ระบุเป็นหน้าที่สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่สสร.
ต่อมา นายเดชอุดม พยานฝั่งผู้ร้องเข้าชี้แจงเป็นคนถัดมาว่า เจตจำนงการแก้รัฐธรรมนูญ ที่มีการแปรญัตติและอภิปรายกันก็คือต้องให้รัฐสภาทำ การให้ สสร.ไปทำมันไม่ถูกต้อง ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่การ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
แต่ที่น่าสนใจปรากฎว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งได้ถาม นายเดชอุดม ว่า ในฐานะนักกฎหมายคิดว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของใคร โดยคำถามนี้นายเดชอุดม กล่าวตอบว่า ต้องประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านการทำประชามติประชาชนทั้งประเทศมาแล้ว
จากนั้น นายวันธงชัย พยานและหนึ่งในผู้ร้องได้เข้าชี้แจงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย ตนและปวงชาวไทยได้มอบความไว้วางใจเลือก สส. และสว. มาทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาฯ แต่สภาฯกลับมอบอำนาจการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สสร. ดำเนินการแทน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291 อย่างชัดเจน
หลังจากนั้นเวลา 11.55 น. นายวสันต์ ได้ชี้แจงให้พยานผู้ร้องและผู้ถูกร้องรับทราบถึงการพิจารณาการไต่สวนว่า ศาลขอพักการไต่สวนและจะเริ่มไต่สวนอีกครั้งในเวลา 13.30 น.
"วิรัตน์"ให้การ"ทักษิณ"กลับบ้านไม่ได้จึงต้องแก้รธน.
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สส. พรรคประชาธิปัตย์ พยานผู้ร้องให้การในช่วงบ่ายว่า มาตรา 291 ระบุชัดว่า ต้องแก้เป็นรายมาตราเท่านั้น แก้ทั้งฉบับไม่ได้ ซึ่งตามร่างของ ครม. เป็นการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ และ เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์เป็นประมุข ถึงจะระบุว่าจะไม่มีการแตะหมวดพระมหากษัตรย์ แต่ไม่ได้เขียนระบุชัดเจนว่า จะไม่ไปปรับองค์กรอิสระและศาลไม่ก้าวล่วง ล้มเลิกคำพิพากษาหรือคดีที่อยู่ในศาล เราจึงไม่เห็นด้วยเลย ทั้งนี้ยังมีพฤติกรรมการล้มล้างระบบประชาธิปไตยทั้งในและนอกสภา และยังมีการลดความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกระบวนการต่างๆ แม้บอกว่า ไม่แตะหมวด 2 แต่อย่าลืมว่า พระมหากษัตรย์มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญนี้ ที่ยังอยู่ในหมวดอื่นอีกมาก
"นอกจากนี้จำนวน สสร. 77 กับ 22 ตนเข้าใจว่าจะเป็นของพรรคเพื่อไทย 45 แน่ ส่วนอีก 22 ในส่วนของการแต่างตั้งก็เป็นเพื่อไทย จึงมีเสียง สสร.ไม่ต่ำกว่า 67 คน ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก ทำให้ใครอยากได้อะไรทั้งในและนอกประเทศ ก็ทำได้ และเมื่อผ่านแล้วอำนาจอยู่ที่ ประธานรัฐสภาคนเดียว ทำไมไม่เอาไว้กับศาลรัฐธรรมนูญหรือรัฐสภา เพราะหากประธานเป็นกลางหรือไม่รับคำสั่งกับใคร แต่ประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บงการ เพราะอยากกลับไทย แต่กลับไม่ได้จึงต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ
"สุรพล"ชี้แก้รธน.ทำประชามติก่อน
นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้องให้การว่า เหตุที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 68 ว่า การกระทำดังกล่าวน่าจะขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะม.291 มีสาระสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเท่านั้นแต่ไม่ได้มีการล้มล้างทั้งฉบับ แต่การแก้ไขเพิ่มเติม ม.291 แม้จะแก้เพียงมาตราเดียวแต่จะมีผลทำให้แก้ไขทั้งฉบับโดยผู้แทนของประชาชน ซึ่งควรต้องแยกกับเจ้าของอำนาจอธิปไตย หากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ให้ล้มล้างทั้งฉบับ อำนาจก็ควรอยู่ที่เจ้าของอำนาจอธิปไตยคือ ประชาชน จึงควรทำประชามติก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญ หากมีการทำโดยผู้แทนจะเป็นการใช้อำนาจผิดกลไก เป็นเจตนาที่ผู้แทนจะล้มล้างเจตนารมณ์ของประชาชน โดยไม่ให้มีการทำประชามติก่อนว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายสุรพลยังตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจจะมีการละเมิดหลักการเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งที่เป็นหลักการที่มีการยอมรับมายาวนาน รวมถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจของประชาชนในเรื่องการตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมืองโดยประชาชนและองค์กรอิสระ ซึ่งมีสาระสำคัญที่จะต้องเป็นฝ่ายตรวจสอบอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร ที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากระบบพรรคการเมือง
"วรินทร์”ชี้รธน.ไม่ได้บัญญัติใหั้ตั้งสสร.
นายวรินทร์ เทียมจรัส พยานและหนึ่งในผู้ร้องได้เข้าชี้แจงว่า บันทึกยืนยันถ้อยคำข้อเท็จจริงของผู้ถูกร้องได้ระบุว่า ไม่มีเจตนาในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเท็จจริงจากการตรวจพยานหลักฐาน ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ เขียนไว้ชัดเจนว่าจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญใหม่แน่นอน แต่ในมาตรา 291 เขียนชัดเจนว่า การแก้ไขเพิ่มเติมต้องทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่จะต้องไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบอบการปกครองฯ หรือรูปแบบรัฐใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ปรากฏว่าให้อำนาจรัฐสภา ถ่ายโอนนำอาจที่ได้มาจากประชาชนมอบให้บุคคลอื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายบวร ยสินธร ผู้ร้องที่ 6 ไต่สวนต่อศาลว่า หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรจะกระทำตามมาตรา 136 ให้รัฐสภาเห็นชอบแล้วจึงให้มีการลงประชามติ
ทั้งนี้ เวลา 17.25 น. นายวสันต์ ได้แจ้งต่อพยานผู้ร้องและผู้ถูกร้องถึงรายงานกระบวนการพิจารณานัดไต่สวนพยานผู้ร้องวันที่ 5 ก.ค.นี้เป็นอันเสร็จกระบวนการไต่สวน และในวันที่ 6 ก.ค. ศาลได้นัดพิจารณาไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง เข้ามาชี้แจงตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม การพิจารณานั่งไต่สวนฝ่ายผู้ร้องในวันนี้ ใช้เวลานานกว่า 7 ชั่วโมง
"วัฒนา"พอใจแจงศาลรธน.
นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ทีมกฎหมายของผู้ถูกร้องที่ 1 กล่าวว่า การไต่สวนของศาลรัฐะรรมนูญในภาพรวมนั้น เราได้พยายามอธิบายว่า กระบวนการที่ผ่านมาชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการใช้สิทธิของ ส.ส. และ ส.ว. บางคนที่มายื่นต่อศาลในวันนี้นั้นน่าจะไม่สุจริต ได้พยายามซักให้เห็นว่าตัวร่างแก้ไขรัฐะรรมนูญนั้นไม่ปรากฏข้อความใดๆที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งผู้เบิกความของฝั่งผู้ร้อง บอกว่าเป็นความกังวล ดังนั้นเราจึงพยายามบอกต่อศาลว่ากรณีดังกล่าวเป็นแค่ความเห็น วันข้างหน้าอาจจะเป็นหรือไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้เช่น ส.ส.ร. อาจจะไม่แก้ทั้งฉบับก็ได้
"วันนี้ผู้ถูกร้องได้ซักความเต็มที่ ได้เสนอหลักฐานอย่างเต็มที่ แม้แต่ขอถามภายหลังศาลยังให้ เราจึงรู้สึกสบายใจและน่าพึงพอใจ"นายวัฒนากล่าว
......................................
(หมายเหตุ : ข่าวที่เกี่ยวข้อง -ศาลเริ่มไต่สวน7พยานปมร่างแก้รธน. http://www.komchadluek.net/detail/20120705/134429/ศาลเริ่มไต่สวน7พยานปมร่างแก้รธน..html)



