ข่าว

'800ชาวระนอง'แอบรุกป่าพม่าโดนจับ

'800ชาวระนอง'แอบรุกป่าพม่าโดนจับ

05 ก.ค. 2555

ทหารพม่าสนธิกำลัง 3 กองร้อยเข้าปิดล้อมชุมชนคนไทยซึ่งเป็นชาวบ้านจาก จ.ระนองและใกล้เคียงที่แอบเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่า และตั้งเป็นชุมชนในฝั่งประเทศพม่าควบคุมตัวกว่า 800 คนในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่า ด้านชาวบ้านที่หนีรอดเล่านาทีระทึกทหารพม่ากราดยิงปืนข่มขู่นาน 2 ช

                5ก.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับแจ้งจากชาวบ้าน และ จนท.หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.กระบุรี ว่า มีเหตุการณ์ทหารพม่าเข้าจับกุมชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทยที่เข้าไปตั้งชุมชนฝนเขตประเทศพม่ากว่า 300 ครัวเรือน ประมาณ 800 คน บริเวณบ้านอินทนินขวาง และบ้านยวนปลา ในเขตพื้นที่รอยต่อจ.เกาะสอง และ จ.ปกเปี้ยน ประเทศพม่า ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่แนวรอยต่อระหว่างพรมแดนไทยกับพม่าบริเวณตรงข้ามบ้านในกรัง ม. 9 ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี ฝั่งประเทศไทย

                ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางลงไปยังพื้นที่บริเวณบ้านในกรัง ซึ่งมีฐานทหารไทยตั้งชุดปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ชื่อหน่วยชุดปฏิบัติการพลเรือน กองกำลังเทพสตรี (ไทย-พม่า) ที่ 401

                จากการสอบถาม ร.ท. สุชาติ บัวประดับ หน.ชุดประสานงานด้านกิจการพลเรือน หน่วยประสานงานด้านกิจการพลเรือน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 4 ที่ 1 (ชปส.กร.นปส.สปก.ทภ.4 ) กล่าวว่า มีเหตุการณ์ดังกล่าวจริง แต่จำนวนตัวเลขที่ชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทยถูกทหารพม่าจับกุมนั้นยังไม่ชัดเจน กำลังให้ จนท.เร่งรวบรวมข้อมูล

                โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมาโดยเมื่อกลางดึกวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมามีชาวบ้านที่สามารถหนีรอดออกมาจากเขตประเทศพม่ามาขอความช่วยเหลือยังหน่วยรวม 3 คน ทราบชื่อนายดำ เหล็กแป้น อยู่บ้านเลขที่ 39 ม. 5 บ้านหาดจิก ต.ปากจั่น อ.กระบุรี นายธวัชชัย พรหมแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 250 ม. 6 ต.โคกหาด อ.เขาพนม จ.กระบี่ และนายเอกชัย ไกรศรี อยู่บ้านเลขที่ 51 ม. 6 ต.โคกหาด อ.เขาพนม จ.กระบี่

                จากการสอบถามผู้ที่หนีรอดมาได้ทราบว่าทางทหารพม่าเข้าปิดล้อมชุมชนบ้านอินทนินขวาง ซึ่งเป็นชื่อของชุมชนคนไทยที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในฝั่งพม่า โดยทหารพม่าเข้ามาโอบล้อมหมู่บ้านก่อนที่จะใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่นานนับชั่วโมงจากนั้นได้กวาดต้อนชาวบ้านให้รวมกันบริเวณกลางหมู่บ้าน โดยนายธวัธชัย พรหมแก้ว ชาวบ้านที่หนีรอดมาได้บอกว่าได้นำรถแบคโฮเข้าไปรับเหมาในการปรับพื้นที่ให้กับชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนหน้านี้ โดยทราบจากชาวบ้านว่าเป็นพื้นที่ ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจนจึงทำให้ไม่คาดคิดว่าทางการพม่าจะส่งทหารเข้ามาจับกุม โดยในขณะที่ทหารเข้าปิดล้อมหมู่บ้านตนกำลังนำรถแบคโฮทำงานอยู่เชิงเขา จึงสามารถหนีรอดออกมาได้ ส่วนรถแบคโฮทางการพม่าคงจะยึดไปแล้ว

                นายเรืองฤทธิ์ แปเมืองปัก อยู่บ้านเลขที่ 14/7 ม. 9 ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี จ.ระนอง ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ม. 9 ต.จ.ป.ร. เจ้าของพื้นที่ตรงข้ามจุดที่เกิดเหตุกล่าวว่าขณะนี้ทราบว่าคนไทยที่ถูกทหารพม่าควบคุมตัวมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 800 คน ส่วนชาวบ้านที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานบริเวณดังกล่าวมีไม่ต่ำกว่า 300 ครัวเรือน หรือไม่ต่ำกว่า 1,000 คน แต่ในช่วงนี้ย่างเข้าฤดูฝนจึงมีการข้ามไปมา ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดว่ามีคนไทยข้ามฟากไปอยู่ฝั่งพม่าจำนวนกี่คนแต่จากการสอบถามข้อมูลผู้ที่หนีรอด รวมถึงญาติที่ถูกจับคาดว่าน่าจะมีคนไทยตกค้างอยู่ในฝั่งประเทศพม่าไม่ต่ำกว่า 500-800 คน ซึ่งหากไม่ถูกจับกุมก็อาจจะหลบซ่อนตามไหล่เขาต่างๆ

                นายเรืองฤทธิ์ ระบุว่าขณะนี้ได้ประสานให้ จนท.อปพร.ในหมู่บ้านจัดชุดลาดตระเวนเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือผู้ที่หลบหนีรอดออกมาได้ซึ่งอาจจะได้รับบาดเจ็บและหิวโซ หรือมีอาการขาดน้ำ ส่วนการให้ความช่วยเหลือในการนำตัวคนไทยกลับมานั้นคงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งขณะนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างเอาใจช่วย แต่พบว่าชาวบ้านที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าในจุดดังกล่าวมีคนในหมู่บ้านเพียง 4 คน ที่เหลือเป็นชาวบ้านจากต่างพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียง

                นายจรินทร์ อุดมผลชัยเจริญ ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง อ.กระบุรี กล่าวว่า ในส่วนของอำเภอนั้นกำลังเร่งหาข้อมูลที่แน่ชัดถึงจำนวนตัวเลขของบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจำนวนมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเป็นไปตามคำบอกเล่าของชาวบ้านอาจจะมีมากถึง 1,000 คน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวชาวบ้านเข้าไปบุกรุกมานาน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามชี้แจงทำความเข้าใจถึงปัญหาจุดแนวเขตแดนที่ยังเป็นปัญหาแต่ชาวบ้านไม่เชื่อ จนเกิดปัญหาในที่สุด ซึ่งขณะนี้ประการแรกคงจะต้องเร่งหาทางช่วยเหลือคนไทยที่ถูกควบคุมตัวให้ได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด ส่วนประเด็นอื่นๆ คงจะต้องแก้ไขปัญหากันต่อไป และนอกจากชาวบ้านที่ถูกควบคุมตัวเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีทรัพย์สินประกอบด้วยรถแบคโฮจำนวน 6 คัน แทรกเตอร์ 2 คัน และรถยนต์กระบะส่วนตัวอีกจำนวนประมาณ 25-30 คันที่ถูกทหารพม่ายึดไป

                นายโสภณ พิเศษสิน อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160 ม. 9 ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวรอยต่อพรมแดนไทย-พม่า และเป็นจุดที่กลุ่มคนไทยที่ข้ามฟากไปยังฝั่งพม่านำรถยนต์ส่วนตัวมาจอดกว่า 50 คันในแต่ละวัน กล่าวว่าที่ผ่านมาเคยบอกกับชาวบ้านที่นำรถมาจอดว่าพื้นที่ ที่เข้าไปทำสวนยางพารานั้นยังไม่แน่ชัดว่าเป็นของไทยหรือพม่า แต่ปรากฏว่าไม่มีใครเชื่อฟัง และก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่าในช่วงต้นเดือนยังได้รับแจ้งจากแรงงานพม่าที่ข้ามฟากมาซื้อสินค้าฝั่งไทยว่าทหารพม่ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติให้คนไทยที่ข้ามฟากไปทำสวนยางพาราในฝั่งพม่าหยุดดำเนินการสักระยะ ทั้งนี้เมื่อได้แจ้งข่าวดังกล่าวปรากฏว่าไม่มีใครเชื่อจนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

                นายอนุสรณ์ ศรีสุกใส อยู่บ้านเลขที่ 155/6 ม. 11 บ้านรังแตนใต้ ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี ซึ่งเดินทางมาพบนายจรินทร์ อุดมผลชัยเจริญ ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง อ.กระบุรี เพื่อขอช่วยให้ จนท. เร่งหาทางช่วยเหลือบิดา และมารดาของตนที่ถูกทหารพม่าจับกุมตัวไป โดนบิดาชื่อนายบุญยืน ศรีสุกใส มารดานางแก่นเพชร ศรีสุกใส ซึ่งทั้งสองคนเข้าไปทำสวนยางโดยซื้อต่อจากคนไทยคนหนึ่งเมื่อสองปีที่ผ่านมา และต่อมานายอนุสรณ์กล่าวว่าได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากนางแก่นเพชร มารดาว่าสามารถหนีรอดมาได้โดยหลบอยู่บนไหล่เขาในฝั่งประเทศพม่ายังหาทางลงไม่ได้ ซึ่งขณะนี้เป็นห่วงมารดามากเพราะอายุมากและเป็นห่วงสุขภาพรวมถึงหากหลบซ่อนอยู่ในป่านานอาจจะถูกยุงกัดเจ็บไข้ได้ป่วยได้ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาทางช่วยเหลือบิดา มารดาและคนไทยคนอื่นๆ อย่างเร่งด่วน

                จากเรื่องดังกล่าวผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เพื่อรับทราบถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกทหารพม่าควบคุมตัง ปรากฏว่า ได้รับแจ้งจากหน้าห้องว่านายพีระศักดิ์ ติดราชการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศพม่า

                อนึ่งก่อนหน้านี้พล.ต.มนัส คงแป้น ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนแยก 1 เปิดเผยในระหว่างบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-พม่าด้าน จ.ระนอง-เกาะสองให้กับคณะกรรมาธิการการทหารวุฒิสภาที่เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่ จ.ระนองว่า ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ จ.ระนองกำลังวิตกกับกรณีปัญหาราษฏรไทยแอบเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตแดนพม่า ตรงข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และ ตรงข้าม อ.กระบุรี จ.ระนอง ซึ่งพบว่ามีผืนป่าของพม่าที่ถูกคนไทยเข้าไปบุกรุกแผ้วถางแล้วกว่า 6,000 ไร่ ซึ่งทราบว่าส่วนใหญ่ต้องการที่จะใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรปลูกปาล์ม,ยางพารา,กาแฟ ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศได้ในอนาคต โดยทางออกในเรื่องดังกล่าวทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหาช่องทางที่จะเข้าไปพูดคุยกับพม่าเพื่อขอให้พม่าจัดสรรพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ให้ราษฏรไทยเช่า ซึ่งจะลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันได้ ส่วนกรณีปัญหาการบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตพื้นที่ จ.ระนอง ขณะนี้ยอมรับเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันแก้ไขไม่เช่นนั้นคงจะไม่เหลือผืนป่าไว้ให้ลูกหลานอีกต่อไป

                พล.ต.มนัสกล่าวต่อว่า กอ.รมน.ภาค 4 สย.1 รับผิดชอบพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง มีเขตแดนติดต่อกับสหภาพพม่าตั้งแต่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ถึง อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ระยะทางยาวประมาณ 255 กม. ทางบก 45 กม.ลำน้ำกระบุรี 139 กม. ชายฝั่งทะเลอันดามัน 61 กม. จากลักษณะภูมิประเทศที่ติดกัน ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีการเดินทางไปมาหาสู่กันทั้งการติดต่อระหว่างกัน การค้าขายซึ่งมีอยู่ตลอดแนวชายแดน โดยใช้เส้นทางสัญจรข้ามแดนได้หลายจุดทั้งทางบกและทางน้ำ ส่งผลให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจ แต่ก็เกิดปัญหาจุดอ่อนจากสภาพทางภูมิศาสตร์นำมาซึ่งหลายปัญหาตามแนวชายแดน ทำให้พื้นที่ จ.ระนองและ จ.ชุมพรต้องกลายเป็นพื้นที่รองรับปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้าน

                นอกจากปัญหาดังกล่าวล่าสุดที่มีราษฏรไทยเข้าบุกรุกแผ้วถางป่ารุกล้ำเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านที่เสี่ยงจะเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ ยังพบว่ามีอีกหลายปัญหาที่อาจจะส่งกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนที่ทุกฝ่ายจำเป็นจะต้องจะต้องเร่งแก้ไขอาทิปัญหาแนวเขตชายแดนในทะเลที่ไม่ชัดเจนบริเวณเกาะหลาม เกาะคัน และเกาะขี้นก ซึ่งไทยและพม่าถือแผนที่คนละฉบับ โดยไทยถือแผนที่ชุด L 7017 ระวาง 4728 IV เขียนเส้นเขตแดนกันเอาเกาะทั้งสามอยู่ในเขตไทย ส่วนพม่าถือแผนที่เดินเรืออังกฤษหมายเลข 216 มาตรส่วน 1/200,000 ที่พม่าเรียกว่า แผนที่สากล จัดพิมพ์ในปี ค.ศ. 1948 ได้แสดงเส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-พม่า ด้วยเส้นประและกันเกาะทั้งสามไว้ในเขตแดนพม่า จึงกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำกระบุรี บริเวณ ต.มะมุ และ ต.ปากจั่น อ.กระบุรี ซึ่งพม่าได้ประท้วงว่าจะเป็นสาเหตุให้แม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน รวมถึงปัญหาการอ้างสิทธิ บริเวณเกาะกลางแม่น้ำกระบุรี(เกาะตายิ้ม) ที่ยังคงไม่มีข้อสรุปจนถึงปัจจุบันนี้

 

เร่งประสานพม่าช่วยเหลือเด็ก-สตรี

               ล่าสุดมีชาวบ้านที่สามารถหลบหนีการจับกุมมาได้จำนวน 3 คน ประกอบด้วยนายดำ เหล็กแป้น,นายธวัชชัย พรหมแก้ว,นายเอกชัย ไกรศรี บอกว่ายังมีชาวบ้านที่เป็นคนไทยที่ถูกทหารพม่าควบคุมตัวอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กและสตรี ซึ่งต้องการที่จะให้ทางการไทยเร่งประสานให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพราะทุกคนต่างอยู่ในสภาพขวัญหนีดีฝ่อ และอิดโรยอันเป็นผลจากการขาดอาหารและน้ำดื่ม
 
               นายจรินทร์ อุมดมผลชัยเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.กระบุรี กล่าวว่า กำลังเร่งประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งช่วยเหลือคนไทยที่ถูกทหารพม่าควบคุมตัวอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะเด็กและสตรี นอกจากนี้ได้จัดตั้งจุดประสานงานช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมขึ้นที่บริเวณค่ายทหารของชุดปฏิบัติการพลเรือน กองกำลังเทพสตรี (ไทย-พม่า) ที่ 402 เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการประสานงานในทุกกรณี
 
               โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทั้งผู้ที่หลบหนีรอดมาได้ โดยจะนำมาลงชื่อที่จุดดังกล่าว พร้อมกับช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บหรือนำส่งภูมิลำเนากรณีที่ยานพาหนะถูกทางการพม่ายึด รวมถึงกรณีญาตที่จะมาแจ้งรายชื่อบุคคลที่ถูกควบคุมตัวในฝั่งพม่า โดยขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับกุมอย่างเต็มที่และเร่งด่วน โดยเฉพาะคณะกรรมการท้องถิ่นชายแดนไทย-พม่า (TBC) แต่ล่าสุดยังไม่ได้รับคำตอบจากทางพม่าในเรื่องดังกล่าวแต่ประการใด

 

...........

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)