
กทม.ไม่หวั่นรัฐจ้องฟัน'บีทีเอส'ขึ้นคดีพิเศษ
กทม.ไม่หวั่นรัฐจ้องฟัน 'บีทีเอส' ขึ้นคดีพิเศษ ขู่ลงมติเจอฟ้องแพ่ง-อาญา โยงขัด รธน.50
5 ก.ค.55 นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ ที่ปรึกษา นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เลื่อนประชุมพิจารณาวาระ กทม.โดยกรุงเทพธนาคม (จำกัด) จ้างเดินรถกับบริษัทบีทีเอสเป็นคดีพิเศษว่า กทม.ขอบคุณดีเอสไอที่เลื่อนการพิจารณาออกไป 30 วัน เพราะต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องอำนาจของผู้ว่าฯกทม. แต่คาดว่างานนี้อาจจะไม่ยืดเวลาแค่ 30 วัน โดยอาจยาวออกไปถึงเดือน ก.ย. เนื่องจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ จำนวน 9 ท่าน เข้ามาแทนชุดเก่าที่หมดอายุลงในวันที่ 7 ก.ย.นี้ แต่กทม.ยังมั่นใจข้อเท็จจริง และยืนยันว่าการทำสัญญาจ้างอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯกทม. หรือหากมีการเปลี่ยนกรรมการจริง กทม.ก็พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงเช่นเดิม
นายอัศวัชร์ กล่าวต่อว่า หากดีเอสไอมีการประชุมอีกครั้ง โดยยกเอาประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 พ.ศ.2515 มาใช้อ้างว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องเป็นอำนาจของรัฐมนตรีมหาดไทยนั้น ถือว่าดีเอสไอลืมดูในวรรคท้ายๆ ที่เปิดช่องให้ใช้กฎหมายอื่นๆ ได้ในภายหลังถ้ามีกฎหมายเฉพาะ
นอกจากนี้ ดีเอสไอลืมเปิดรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และ พรบ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ.2542 ด้วยเช่นกัน โดยระหว่างที่การพิจารณาของกคพ. ทางกรุงเทพธนาคม และบีทีเอส จะจัดนิทรรศการเปิดความจริงสัญญาเดินรถไฟฟ้า กทม. 30 ปี และแจกเอกสารอธิบายข้อเท็จจริงอีก 1-2 แสนฉบับให้ประชาชน
" เหมือนกับท่านอธิบดีดีเอสไอ เอายาธาตุน้ำแดงหมดอายุ ไปถามมหาดไทยว่ายังกินแก้ปวดท้องได้หรือเปล่า หรือไม่ท่านก็เพิ่งตื่นจากการนอนหลับ งัวเงียไม่รู้ว่าปีนี้ปี พ.ศ.อะไร และถ้าหากคณะกรรมการคดีพิเศษลงมติ โดยไม่พิจารณาหลักของกฎหมาย คณะกรรมการทุกท่านที่ลงมติก็มีสิทธิถูกร้องเรียนถึงคณะป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) อาจต้องเสี่ยงถูกฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา เพราะการกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด" นายอัศวัชร กล่าว



