
ผวา'วินาศภัย'จี้ย้าย'โรงกลั่นบางจาก'
ผวา'วินาศภัย'จี้ย้าย'โรงกลั่นบางจาก' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เช้าตรู่วันที่ 4 กรกฎาคม ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกริมทางรถไฟสายเก่า ซอยสุขุมวิท 64 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กทม. ต้องอกสั่นขวัญแขวน หลังเกิดเหตุระเบิดและเพลิงลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยดังกล่าว
เปลวเพลิงที่สูงเกือบเท่ากับตึก 6 ชั้น พร้อมกลุ่มควันที่พวยพุ่งจากจุดเกิดเหตุหลอกหลอนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเกิดความหวาดกลัวต่างรีบอพยพเอาตัวรอดกันอย่างจ้าละหวั่น ส่งผลให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดชนิดวินาศสันตะโรไปทั่วทั้งเมือง
หลังเกิดเหตุดังกล่าวประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงกลั่นแห่งนี้ต่างเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า "ให้ผู้เกี่ยวข้องรีบย้ายโรงกลั่นน้ำมันบางจากไปให้พ้นๆ"
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเพลิงไหม้ในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก แต่ครั้งก่อนไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ พวกเรารู้สึกหวาดกลัว เหมือนอยู่ในบ้านที่มีระเบิดเวลาตั้งอยู่ ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ 20 ปี ไม่มีวันใดเลยที่จะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย กังวลไปหมด" นายวินิตย์ อินทร์พรหม อายุ 50 ปี ชาวชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้โรงกลั่นน้ำมันบางจากระบายความรู้สึก
แม้ว่าโรงกลั่นน้ำมันแห่งนี้จะตั้งมากว่า 50 ปี ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น นายวินิตย์ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งย้ายโรงกลั่นน้ำมันให้พ้นไปจากชุมชน เพราะเกรงจะเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้วเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่
นางกลั่น จูสนิท แม่ค้าขายอาหารอยู่ริมทางรถไฟสายเก่า วัย 55 ปี ตั้งร้านอยู่ห่างจากโรงกลั่นน้ำมันประมาณ 300 เมตร ยอมรับว่า คิดจะย้ายออกจากชุมชนใกล้โรงกลั่นน้ำมันบางจากมานานหลายปีแล้ว เพราะกลัวอันตรายและผลกระทบที่เกิดจากโรงกลั่นน้ำมัน ทั้งเรื่องของเหตุร้ายและภัยต่อสุขภาพ แต่ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน
"เมื่อเช้าฉันกำลังเตรียมอาหารขายลูกค้า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น คิดว่าจะเกิดการวินาศกรรมกันเสียแล้ว กลัวทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งไประยะเวลาหนึ่ง กระทั่งมีลูกค้าวิ่งมาบอกว่าไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันให้รีบหนีเพราะเกรงจะเกิดระเบิดครั้งใหญ่ ฉันจึงได้สติรีบหนีออกจากชุมชน แต่ก็เป็นไปด้วยความโกลาหลเพราะแต่ละคนก็ต่างจะเอาตัวรอด" นางกลั่นเล่าอย่างระทึก
นางกลั่น บอกด้วยว่า เพิ่งคลายความกังวลเกี่ยวกับเหตุร้ายโรงกลั่นน้ำมันไปไม่นานมานี้ ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ขวัญผวากลับมาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้สมัยที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง มีเหตุคนร้ายยิงอาร์พีจีใส่คลังน้ำมันที่โน่นที่นี่ก็กลัวว่าสักวันหนึ่งจะมีคนร้ายมายิงหรือวางระเบิดถล่มโรงกลั่นน้ำมันแห่งนี้ จนกระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ความวิตกกังวลเช่นเดิมๆ กลับมาอีกครั้ง
"หากเป็นไปได้ก็อยากให้เขาย้ายโรงกลั่นไปที่อื่นนะ น่าจะไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หรือสถานที่อื่นที่พิเศษ ห่างไกลจากผู้คน เพราะหากเกิดเหตุร้ายขึ้นความสูญเสียจะได้ไม่มาก นี่โรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่กลางชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หากเกิดเหตุร้ายแรงกว่านี้จะมีคนเจ็บคนตายมากน้อยแค่ไหน" นางกลั่นแสดงความกังวล
ด้านนายสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เตรียมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งย้ายโรงกลั่นน้ำมันให้พ้นไปจากชุมชน เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันต่างๆ ไม่สมควรที่จะตั้งอยู่กลางชุมชน เพราะมีผลกระทบทั้งเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ควรย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมและเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษอย่างเช่นนิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ในละแวกท่าเรือน้ำลึก เพราะเป็นพื้นที่บริหารจัดการพิเศษ ซึ่งมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง ในประเทศไทยมีสถานที่เหมาะสมเท่าที่คิดได้ขณะนี้อยู่เพียง 2 แห่ง คือ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และมาบตาพุด จ.ระยอง
"โรงกลั่นน้ำมัน มันไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดเหตุร้ายขึ้น อีกทั้งยังตกเป็นเป้าการก่อวินาศกรรมได้ง่าย หากเกิดเหตุร้ายขึ้นจริงจะสร้างความเสียหายรุนแรงกินเนื้อที่หลายตารางกิโลเมตร คิดดูแล้วมาตั้งอยู่กลางใจเมืองอย่างนี้ โดยเฉพาะย่านบางจาก ย่านพระโขนง และคลองเตย เราก็รู้กันอยู่ว่ามันคือสลัมคนอยู่กันอย่างหนาแน่นหากเกิดเหตุร้ายขึ้นจะมีคนตายคนเจ็บเท่าไหร่ไม่อยากจะคิด" นายศรีสุวรรณขยายความ
นอกจากภัยอันตรายที่อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุและเหตุวินาศกรรมแล้ว ในกระบวนการขั้นตอนของการกลั่นน้ำมันยังเป็นตัวการสำคัญในการก่อมลพิษในอากาศ สารพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในกระบวนการการกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นอินทรีย์ระเหย อย่างเช่นก๊าซไฮโดรคาร์บอน เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาโลกร้อน และที่สำคัญคือกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงอีกด้วย
นายศรีสุวรรณ บอกด้วยว่า ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ จะทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงานให้ย้ายโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวไปที่อื่นที่ห่างไกลชุมชน หลังจากนั้นจะให้เวลา 90 วันเพื่อพิจารณาดำเนินการ เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มีความคืบหน้าจะร่วมกับชาวกรุงเทพมหานครที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรงกลั่นน้ำมันฟ้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนใบอนุญาตและไล่รื้อโรงกลั่นดังกล่าวต่อไป
ขณะที่ น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ผู้ประสานงานศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม ซึ่งร่วมกับชุมชนแก้ปัญหาโรงกลั่นน้ำมันบริเวณพื้นที่มาบตาพุดมาหลายสิบปี แสดงความเห็นว่า โรงกลั่นน้ำมันบางจากตั้งมานานเกือบ 50 ปีแล้ว เมื่อชุมชนขยายตัวมาตั้งบริเวณรอบนอกรวมถึงโรงเรียนและมีถนนทางด่วนผ่านด้วยแล้ว จึงถือว่าเป็นสภาวะเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เนื่องจากไม่มีเขตกันชนหรือแนวเขตเว้นระยะระหว่างจากโรงงานกับชุมชน ถือเป็นปัญหาการวางผังเมืองที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนคำพูดที่ผู้บริหารบางจากอ้างว่าโรงกลั่นน้ำมันตั้งมานานก่อนชุมชนเข้ามาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นนั้น ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าเป็นเหตุผลที่ดี เพราะหากวางแผนป้องกันหรือสร้างเขตกันชนแต่แรกไม่ให้มีการสร้างที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น ปัญหานี้คงไม่เกิดขึ้น
"ไม่ควรมองว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จากสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ สรุปได้ว่าไม่ควรมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ตั้งอยู่ติดกับชุมชน เพราะโรงกลั่นตั้งมาหลายสิบปีแล้ว อุปกรณ์หลายอย่างอาจเสื่อม หรือหมดอายุการใช้งาน วิธีแก้ปัญหาคือทุกฝ่ายต้องมาจัดเวทีหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน เช่น ตัวแทนผู้บริหารบางจาก, ชุมชน, ผู้บริหาร กทม., ฝ่ายผังเมือง, กรมโยธาธิการฯ หากปล่อยไว้แบบนี้ในอนาคตอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกว่าวันนี้ก็ได้ เช่น หากจะให้โรงกลั่นย้ายออกไป ควรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ควรปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานอุปกรณ์หรือโครงสร้างที่เสื่อมอย่างไร ระบบป้องกันอุบัติเหตุที่เข้มงวดมากกว่าเดิม หรือถ้าจะให้ชุมชนย้ายออกไปบางส่วน หรือย้ายทั้งหมด ต้องร่วมมือกันจัดการอย่างไร ทั้งผลตอบแทนหรือค่าเสียหายที่สร้างความพอใจให้แก่ทุกฝ่าย" น.ส.เพ็ญโฉมกล่าวแนะนำ
............
(หมายเหตุ :ผวา'วินาศภัย'จี้ย้าย'โรงกลั่นบางจาก' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



