ข่าว

ว่าด้วยการแก้ไขและพิทักษ์รธน.ปี55

ว่าด้วยการแก้ไขและพิทักษ์รธน.ปี55

05 ก.ค. 2555

ว่าด้วยการแก้ไขและพิทักษ์รัฐธรรมนูญในปี พ.ศ.2555 : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             ผมบอกตรงๆ ว่า ผมไม่ประทับใจบรรยากาศการถกเถียงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้เอาเสียเลย แต่ก็นั่นแหละครับ ผมคงไม่สามารถเสนอได้ว่าความคิดของผมนั้นถูกกว่าของคนอื่น
 
               ผมเพียงแต่ขอใช้พื้นที่เล็กๆ เพื่อเสนอความเห็นในเรื่องนี้เพื่อหวังว่าทุกฝ่ายจะได้พยายามเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันสักหน่อย
 
               ประการแรก ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้หรือไม่ สิ่งที่ควรเข้าใจในมิติทางรัฐศาสตร์ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญ การมีและการออกแบบสถาบันทางการเมือง และการแก้ไขความขัดแย้ง นั้นเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย
 
               แต่ในวันนี้ เราไม่ค่อยพูดเรื่องของการแก้ไขความขัดแย้ง ในฐานะหนึ่งในเรื่องที่สำคัญต่อประชาธิปไตย
 
               ประเด็นอยู่ที่ว่า เราเผชิญปัญหาว่าเราแยกเรื่องของประชาธิปไตยกับการแก้ความขัดแย้งออกจากกัน โดยไม่ได้ช่วยกันมองว่า เราจะสามารถอ้างได้เชียวหรือว่า ประชาธิปไตยจะแก้ความขัดแย้ง หรือการโต้ประชาธิปไตยต่างหากที่จะแก้ความขัดแย้ง
 
               ความอันตรายก็คือกระแสโต้ประชาธิปไตยในวันนี้แทงหมดหน้าตักเช่นกันโดยไม่พยายามที่จะอ้างอิงถึงประชาธิปไตยกับเขาเอาเสียเลย เมื่อเราลองย้อนกลับไปคิดว่าในสมัยก่อน แม้แต่เผด็จการเต็มรูปยังจะต้องอ้างอิงความเป็นประชาธิปไตยในเวอร์ชั่นของตน
 
               และปล่อยให้เรื่องของประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
 
               ประการที่สอง สิ่งที่ต้องระวังกันให้มากก็คือท่าทีในการแก้ปัญหา ซึ่งเราคงต้องคิดกันด้วยว่าเราต้องการจะแก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ หรือจะแก้ปัญหาเพียงแต่ในมุมว่า ปัญหานั้นจะต้องถูกแก้ ด้วยเครื่องมือบางอย่างเท่านั้น ซึ่งบางทีเราอาจพบว่าวิธีการแก้ปัญหาบางอย่างมันสร้างปัญหาและผลกระทบมากมาย เมื่อมองย้อนหลังกลับไป
 
               เช่นวิธีคิดว่า การแก้ปัญหานั้นแก้ด้วยองค์กรบางองค์กร เพื่อให้ถึงที่สิ้นสุด หรือแก้ด้วยเสียงข้างมาก หรือแก้ด้วยผู้รู้ แต่บางทีเราอาจลืมไปว่าการแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน และสื่อสารกันเพื่อให้เกิดการอยู่กันด้วยความจริงใจ
 
               ขณะที่ตอนนี้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าถ้าไม่มีมวลชน ก็มีความชำนาญในการตีความเรื่องภาษา แต่ทั้งสองฝ่ายก็ถูกกล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งทำเพื่อคนคนเดียว และอีกฝ่ายก็ต้านคนคนเดียวเช่นกัน
 
               ประการที่สาม การถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้เป็นเรื่องน่าหวั่นใจ เพราะว่ากลายเป็นเรื่องของการถกเถียงว่าด้วยเรื่องของเสียงข้างมาก กับเรื่องของการตีความภาษาในนามของหลักการ (คือห้ามแก้เพราะกฎเขาห้ามแก้)
 
               ถ้าตีลังกาคิดให้ดีเรื่องนี้ อาจจะพบว่าเป็นการต่อสู้ในลักษณะของการผลักสังคมให้กลับไปตั้งหลักกับการทำรัฐประหารอยู่ดี ด้วยว่าการห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในนามของการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือการต้านการ "ประหารรัฐ" ทั้งที่รัฐธรรมนูญนี้ก็มาจากการประหารรัฐอยู่ดี (สังเกตว่าทั้งสองฝ่ายก็อ้างว่าจะต้องอิงกับการทำประชามติอยู่ดี)
 
               สิ่งที่ต้องตั้งหลักก็คือ การปกป้อง/พิทักษ์รัฐธรรมนูญ นั้นน่าจะทำในนามของการพิทักษ์เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และที่มาของรัฐธรรมนูญ คำถามคือทำไมไม่ทำในแง่นั้น? ทำไมมาตั้งแง่กันที่ภาษาและข้อกฎหมาย
 
               ถ้าคิดว่าฝ่ายที่เขาจะแก้รัฐธรรมนูญจะกระทำในฐานะการรัฐประหาร ผมคิดว่าการพิทักษ์รัฐธรรมนูญน่าจะอยู่ที่การย้อนกลับไปเชิดชูการรัฐประหาร การทำประชามติที่ผ่านมาด้วยการส่งข้อมูลว่าค่อยแก้ทีหลังได้ และประชามติด้วยกฎอัยการศึกและไม่ปล่อยให้พรรคการเมืองตรงข้ามเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ในนามของพรรคการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร
 
               และสุดท้าย...ควรจะเชิดชูคุณค่าของรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอย่างจริงใจมากกว่าใช้เทคนิคทางภาษาและการตีความครับผม