
เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอะไรที่ต้องห่วง!
เรายังมีอะไรต้องคิด...และเป็นห่วงอีกหลายสิ่ง ในครึ่งปีหลัง : คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ในวันที่ผมเขียนบทความนี้ก็เป็นวันแรกของครึ่งปีหลังปี 2555 ในฐานะผู้ที่ต้องขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัท หรือกิจการไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ต่างก็ต้องเหลียวหลัง ครุ่นคิด วางแผน และตระเตรียมสิ่งต่างๆ สำหรับช่วง 6เดือนข้างหน้า ดังคำพระที่ว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล วันนี้เป็นเหตุ อนาคตเป็นผล จะเห็นได้ว่าคนโบราณท่านมีคำสอนดีๆ ไว้ให้เราทุกคนได้คิด ได้ใช้ โดยไม่ต้องพึ่งพาตำราเมืองนอก อย่างที่เราเคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับมันว่าจะเป็นตำราสำหรับทางออกจากสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
จากที่ได้สำรวจตรวจสอบแล้ว ผมเห็นว่าเราควรให้ความสนใจกับ 3 เรื่องใหญ่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่
1. วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของยุโป หรือที่เราเรียกว่า กลุ่มประเทศในยูโร (Euro zone) ที่นับวันจะ "เอาไม่อยู่" เช่น สเปน ธนาคารของเขาต้องใช้เงินเป็นแสนล้านยูโรในการเข้าแก้ไข กรีซต้องรัดเข็มขัดจนคนในประเทศหายใจไม่ออก เราได้เห็นฝรั่งเข้าแถวรอรับผัก ผลไม้ อาหาร ผู้นำประเทศประชุมแล้วประชุมอีกว่าจะจัดการอย่างไร กลายเป็นนาโตกันหมดคือ No Action Talk Only เราได้เห็นการลดอันดับความน่าเชื่อถือทีเดียว 15 ธนาคาร ไม่รู้ว่าต้องใส่เงินอีกเท่าไหร่จึงจะแก้ไขปัญหาได้
ตลาดหุ้นก็ปั่นป่วน สามวันดีสี่วันไข้ สิ่งที่เกิดส่วนนี้ส่งผลมายังไทยให้ต้องเตรียมรับมือ เรื่องคนของเราในภาคอุตสาหกรรมจะตกงานมากขึ้นหรือไม่ ผู้ส่งออกเราจะได้รับค่าสินค้าหรือไม่ และถ้าเราส่งออกได้น้อย หรือต่ำกว่า 15% ที่ตั้งใจไว้ประเทศเราจะมีการเติบโตได้ถึง 7-8% หรือไม่ ใครอยู่ในธุรกิจไหนต้องกลับไปประเมินความสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้มากเพื่อวางแผนให้รอด...
2. ปัญหาความเข้าอกเข้าใจ การจัดการกับความแตกแยก ความเห็นต่างที่จะลุกลามไปเป็นความขัดแย้งและรุนแรงขนาดไหน ไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทย เมืองพุทธ คนไทยที่รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด จะไม่มีการลดราวาศอกกันได้ถึงขนาดนี้ อะไรที่เราเห็นในหนังสือพิมพ์ เห็นในสื่อออนไลน์ ที่เขียนที่โพสต์กัน แทบไม่น่าเชื่อว่าจะห้ำหั่นกันได้ขนาดนั้น ท่านที่เขียนที่พูดที่แสดงความเห็น ท่านจะรู้ไหมหนอว่า "ชนใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล หากชาติย่อยยับอับจน เราทุกคนจะอยู่ได้อย่างไร"
สิ่งที่ผู้คนและธุรกิจกังวลและกลัวมากที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้คือ การเกิดความสูญเสียล้มตายกันอีก ประเด็นนี้เป็นเรื่องภายในประเทศเราอย่างเดียว คนอื่น ชาติอื่นไม่เกี่ยวเลย เราจะทำอย่างไรกันดี เลิกอ่าน เลิกรับรู้ ไม่ฟัง ไม่คิด ได้หรือ ในเมื่อยังไงมันก็คือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา กิจการของเรา สถานการณ์นี้เรียกว่า "ตัวประกันของความเห็นต่างและความล้มเหลวของการสื่อสารระหว่างคนไทยด้วยกัน"
3. ปัญหาจากภัยธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ และโรคระบาด วันนี้มากันแทบครบเครื่อง พายุเข้า แผ่นดินไหว ไฟป่า หมอกควัน ดินโคลนถล่ม อย่างที่เราทราบกันเมื่อเราใช้ทรัพยากรเกินขีด เหมือนขับรถยนต์เกินกำลังเครื่องร้อนเกินที่สุดคือเครื่องพัง ไฟไหม้ ระเบิดออกมาในทางธุรกิจก็ต้องเตรียมแผนฉุกเฉิน ต้องมีสถานที่สำรองแห่งที่หนึ่งไม่พอ ต้องมีแห่งที่สอง แถมต้องหาที่ซึ่งน้ำไม่ท่วม ไม่อยู่ในแนวลอยเลื่อนแผ่นดินไหว ต้นทุนการดำเนินงานทั้งสิ้นที่ต้องเพิ่ม ที่ต้องลงทุน การรับมือภัยพิบัติขณะนี้ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการธุรกิจ และนโยบายของแต่ละแห่งแล้ว
การปรับตัว การเอาตัวรอด การที่ต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกันทุกคนทั้งที่มีความต่าง การบรรลุเป้าหมายที่ตั้ง การส่งคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เป็นภารกิจที่ผู้นำองค์กรทั้งไซส์ S M L XL XXL ของประเทศไทยต้องผ่านให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นไดโนเสาร์ที่ตายทับถมกันเพื่อเป็นน้ำมันดิบให้แก่คนอีกหลายร้อยปีข้างหน้า...ขอบคุณครับ
----------
(หมายเหตุ : เรายังมีอะไรต้องคิด...และเป็นห่วงอีกหลายสิ่ง ในครึ่งปีหลัง : คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)
----------



