
ผู้ตรวจฯแทงกั๊กคลิปคล้ายเสียง'สมศักดิ์'
ผู้ตรวจฯแทงกั๊กคลิปคล้ายเสียง สมศักดิ์ เข้าข่ายขัดประมวลจริยธรรมหรือไม่ ชี้หากไม่เข้าต้องยกประโยชน์ให้จำเลย "โภคิน"โร่แถลงแจงศาลใช้จินตภาพตัดสิน
4พ.ค.2555 นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เผยแพร่คลิปเสียงความยาว 5 นาที ที่อ้างเป็นเสียงคล้ายเสียงของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พูดกับผู้สนับสนุนในงานครบรอบวันเกิด เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยใจความสำคัญของคลิปดังกล่าวนั้นเป็นการพูดถึงเบื้องหลังการหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่การชะลอผลักดันกฎหมาย พรบ.ปรองดอง ของพรรคเพื่อไทยว่า เรื่องดังกล่าวหากมีผู้ร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบนั้น ทางผู้ตรวจฯก็จะรับเรื่องไว้ เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวอยู่ในอำนาจที่ผู้ตรวจฯจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่
"เพราะคงต้องดูว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายประมวลจริยธรรม ทางผู้ตรวจฯจึงสามารถรับเรื่องไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่ถ้าหากไม่เข้าข่ายหรือประมวลจริยธรรมไม่ได้เขียนไว้ ก็ถือว่ายกประโยชน์ให้จำเลย เพราะผู้ตรวจฯไม่สามารถหยิบยกทุกเรื่องมาพิจารณาได้ ไม่สามารถที่จะจินตนาการตรวจสอบได้ทุกเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ในสังคมได้ หากประมวลจริยธรรมไม่ได้เขียนไว้" นายรักษเกชา กล่าว
"โภคิน"โร่แถลงแจงศาลใช้จินตภาพตัดสิน
นายโภคิน พลกุล สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง แถลงว่า ตนได้ทำคำชี้แจงส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งแล้วและในวันที่ 6 ก.ค.ศาลรัฐธรรมนูญได้เชิญให้ไปชี้แจง โดยผู้ร้องร้องตามมาตรา68ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนที่จะร้องตามมาตรานี้ได้นั้นต้องเห็นว่าใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องคือ 1.ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 2.ให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่ได้มาตามวิธีทางของรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงที่ปรากฎออกมาจนถึงขณะนี้คือ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเข้าไปจากทางรัฐบาล พรรคการเมือง และสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา 291 ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ องค์กรที่จะเสนอได้มี 4องค์กรคือ คณะรัฐมนตรี ส.ส.จำนวน1ใน5 ส.ว.1ใน5 หรือประชาชน 5 หมื่นคนเข้าชื่อ และเมื่อจบวาระ2แล้วมีการเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)
นายโภคินกล่าวต่อว่าตนเคยเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาก่อน การจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงต้องเป็นอันฟังและยุติได้แล้วว่าอยู่ตรงไหน เรื่องนี้ไม่ต้องถามนักกฎหมาย ถามประชาชนเลยก็ได้ว่าต่อให้ผ่านวาระ 3 และเป็นกฎหมายออกไปเพียงแค่ให้มีอีกองค์กรมายกร่างรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่ได้มาตามวิธีทางของรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าทุกคนตอบได้ แต่วันนี้กลายเป็นจินตภาพที่ว่า เมื่อมีส.ส.ร.และสสร.จะเป็นพวกใคร และสสร.จะไปร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งศาลจะตัดสินใครได้ข้อเท็จจริงต้องเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาแล้ว
นายโภคิน กล่าวอีกว่า ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่แทรกซ้อนขึ้นมาคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งไม่เกี่ยวกับมาตรา 68 แต่อย่างใด จะแก้ทั้งฉบับได้หรือไม่ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรา 68 ประเด็นนี้มาได้อย่างไรก็ไม่เข้าใจ สมมติว่ามีประเด็นนี้ขึ้นมาตนอยากถามว่า ตรงไหนที่ห้ามแก้ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญมาตรา 291ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและทุกฉบับในอดีต มาตรา 291 ห้ามแก้แค่ 2 เรื่องคือ 1.รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และ 2.รูปของรัฐ ทุกวันนี้ที่ตนรู้สึกประหลาดก็คือหากศาลตัดสินโดยใช้จินตภาพว่า ในอนาคตจะมีการกระทำผิดเกิดขึ้นจึงจะขอลงโทษคนในปัจจุบัน อันนี้เลวร้ายกว่าการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อลงโทษคนเสียอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความชอบธรรมใช่หรือไม่ ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาเป็นลบ ส.ส.มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับคำตัดสิน นายโภคิน กล่าวว่า ตนคงตอบแทนไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราเข้าใจแบบที่ตนเข้าใจ หากศาลทำอย่างนั้นก็เหมือนเราเอาอนาคตมาตัดสินปัจจุบันใช่หรือไม่ ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดมาลงโทษคนในปัจจุบัน สมมติว่าส.ส.ร.ไปร่างขึ้นมาและละเมิดรัฐธรรมนูญเสียเองเขาก็ต้องรับผิด แต่ปัจจุบันยังไม่มีความผิดเลย เพียงแต่ไปห่วงว่าอนาคตน่าจะไปทำผิด และมีคนไปอ้างว่าการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกับไปตั้งด่านตรวจ ถ้าอย่างนั้นใครก็ตามที่ไปร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แบบนี้องค์กรทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่ศาลจะไปตัดสินคดีหนึ่งหรือองค์กรอิสระทั้งหลายที่ทำหน้าที่แต่ทราบมาว่าอย่างนั้นอย่างนี้อาจจะเข้าข่ายความผิดมาตรา68 ได้
"ถ้าไปร้องศาลหมดและศาลมาตั้งด่านตรวจ อย่างนี้ศาลต้องระงับทุกองค์กรในการทำหน้าที่และต้องเรียกพยานมาสอบทุกรายเหมือนกับที่ทำอยู่ในขณะนี้ บ้านเมืองก็ไม่ต้องบริหารประเทศกันพอดี เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่าทราบ ก่อนหน้านั้นใช้คำว่ารู้เห็น เพราะถ้ารู้เห็นต้องขนาดที่เรียกว่าเห็นเลยว่าทำอะไร แต่ทราบใครเล่ามาก็ได้ เขาถึงได้มีการให้ร้องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งก่อนว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอถึงระดับที่จะเข้ามาตรา 68 หรือไม่ ดังนั้นถ้าใครอ้างว่าทราบ มีคนเล่าให้ฟังมาและขอให้ศาลบล็อคการทำงานขององค์กรนั้นไว้ก่อน บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร"นายโภคินกล่าว
อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าคาดหวังการพิจารณาของศาลไว้อย่างไร นายโภคินกล่าวว่า ท่านก็เป็นผู้พิพากษากันเยอะ บางท่านก็เคยบอกว่าให้รับรัฐธรรมนูญมาก่อนและค่อยไปแก้ เพราะไม่ได้ดีไปทั้งหมด มีข้อบกพร่องอะไรต่างๆ น่าจะเข้าใจว่าจะวินิจฉัยไปในทางใด เมื่อถามว่า มีการเตรียมใจกับผลที่ออกมาในทางลบบ้างหรือไม่ นายโภคินกล่าวว่า บางฝ่ายก็ออกมาบอกว่าถ้าลบสุดๆจะทำอย่างไรต่อไป บางฝ่ายก็บอกว่าไม่น่าจะถึงขนาดนั้น จะเตรียมการอย่างไรก็แล้วแต่ส่วนหรือบุคคลก็แล้วแต่กันไป แต่ตนยังดีใจที่ฝ่ายที่คิดว่าลบสุดๆยังบอกว่าก็ต้องสู้กันตามกฎหมายต่อไป
การที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า กลุ่มสสร.อาจจะมีความใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้นั้น นายโภคินกล่าวว่า ตนไม่ขอชี้แจง เพราะเป็นประเด็นจินตภาพ แต่คนอื่นจะชี้แจงอย่างไรตนไม่ทราบ แต่นี่เป็นจินตภาพที่นึกเอาเองและคิดไปเอง ทำให้ต้องมีการชี้แจงตามจินตภาพ นี่ยิ่งกว่าเป็นละคร อย่างไรก็ตาม ต้องมีข้อเท็จจริง หลังจากนั้นก็ต้องไปปรับตามข้อกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงตอนนี้ก็คือแค่จะให้มีสสร.ยิ่งไปพูดให้ส.ส.รต้องไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ยิ่งจะเป็นการแทรกแซงสสร.เข้าไปใหญ่ เพราะสสร.เป็นกลุ่มบุคคลที่ประชาชนเลือกมาจะไปบอกให้เขาทำแบบนั้นแบบนี้ได้อย่างไร พวกเขาเป็นอิสระแต่หากเขาทำผิดรัฐธรรมนูญเขาก็ต้องรับผิดชอบตัวเขา
เมื่อถามว่า หากศาลตัดสินในทางลบจะสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายต่อไปอย่างไร นายโภคินกล่าวว่า กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงไม่ต้องรอการยุติ ศาลกำลังฝันเอาว่าเป็นอย่างนี้ และเอาความฝันในอนาคตมาลงโทษคนในปัจจุบัน ตนอยากถามว่าในฐานะปุถุชนจะรับได้หรือไม่ ส่วนจะมีกรณีนี้มาก่อนหรือไม่ ตนไม่ทราบ ต้องไปอ้างเลขาฯกฤษฎีกาที่มีประเทศนี้ที่เดียวในโลก
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า คาดว่าศาลจะใช้เวลาตัดสินนานแค่ไหน นายโภคินกล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ แต่ถ้าตนเป็นศาลจะไม่เอาพยานมาสักคน เพราะข้อเท็จจริงเห็นอยู่ในขณะนี้อยู่แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอยู่แค่วาระ 2 ยังไม่ผ่านวาระ 3 รัฐธรรมนูญยังเป็นรูปแบบเดิมทั้งฉบับ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคนที่เป็นศาลและผู้พิพากษาโดยทั่วไปเขาจะต้องให้ได้ข้อยุติได้ว่าเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเข้าข้อกฎหมาย ถ้ายังไม่ยุติ คิดตามจินตภาพและนำมาเข้าข้อกฎหมาย อันนี้ตนก็ไม่รู้เหมือนกันปุถุชนคนทั่วไปก็ตอบได้



