ข่าว

ครม.เซ็งศาลรธน.ทำปรับครม.สะดุด

ครม.เซ็งศาลรธน.ทำปรับครม.สะดุด

04 ก.ค. 2555

ครม.มอบ 'วรวัจน์-อัชพร' แจง ศาลรธน. หงุดหงิดถูกดึงเกมช้า ทำปรับครม.สะดุด เชื่อไร้กังวลปมข้อกม. 'แก้วสรร' งง ไม่รู้ถูกอ้างเป็นพยานคดี แก้ รธน.

          ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3ก.ค.55 ว่า บรรดารัฐมนตรีต่างจับตาดูว่า จะมีการหารือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาไต่สวนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 5-6 ก.ค.55 ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ แต่ปรากฏว่า ไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมครม. มีเพียงการนำเอกสารปึกใหญ่ตีตราลับที่สุด ตัวหนังสือสีแดง ซึ่งเป็นบันทึกถ้อยคำรายละเอียดในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ มาให้ครม.ดู

          ทั้งนี้ มีการมอบหมายให้นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และทนายความ เป็นผู้ไปชี้แจงต่อสู้คดีความ ซึ่งการไปชี้แจงของครม. ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ชี้แจงไปในช่วงแรก ๆ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ให้รัฐสภาชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3

 

หงุดหงิด เกมช้า ทำปรับ ครม.สะดุด

 

          อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมบรรดารัฐมนตรีได้จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ นอกวงประชุมครม. โดยคาดการณ์กันในประเด็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะทำการตัดสินชี้ขาดเร็วหรือช้า ซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่อยากให้มีการตัดสินโดยเร็ว เพราะขณะนี้หลายอย่างยังติดขัด เกิดเป็นสุญญากาศ โดยเฉพาะเรื่องการปรับครม.

          "การทำงานของรัฐมนตรีในตอนนี้ บางคนทำงานแบบรอวันโดนปลด ถึงขนาดที่มีคนไปติดต่องาน ก็บอกปัดให้รอไปคุยกับรัฐมนตรีคนใหม่ อย่างไรก็ดี ก็ยังคาดการณ์ว่า ฝั่งตรงข้ามต้องการให้มีการตัดสินช้า หรือดึงเรื่องเอาไว้ก่อน"

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรดารัฐมนตรียังไม่แน่ใจว่า จะมีการตัดสินแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะการพิจารณาครั้งนี้ เป็นการพิจารณาจากสำนวนเอกสาร ไม่ใช่การไต่สวนจากพยานบุคคล

          นอกจากนี้ บรรดารัฐมนตรีต่างเชื่อว่า การต่อสู้ในประเด็นข้อกล่าวหาล้มล้างระบอบการปกครองในแง่ของข้อกฎหมายนั้น ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หวั่นเกรงว่า ศาลจะตัดสินโดยดูจากพฤติกรรมและดูแนวโน้ม โดยอาจจะมีคำว่า “คาดว่า” ซึ่งทั้งหมดเป็นการสันนิษฐาน ดังนั้น จะต้องเตรียมการไปยืนยันในประเด็นนี้ให้พร้อมมากที่สุด

 

'แก้วสรร' งง ไม่รู้ถูกอ้างเป็นพยานคดี แก้ รธน.

 

          ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร้องที่ 2 ได้ขอเพิ่มพยานในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ โดยมีชื่อเขาปรากฎเป็นพยานว่า ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า จะต้องไปเป็นพยาน เพราะไม่ได้รับการติดต่อจากนายวิรัตน์ จึงไม่รู้ด้วยว่า จะต้องไปเป็นพยานในประเด็นอะไร

          "คงต้องไปถามนายวิรัตน์ ว่าจะให้ผมไปเป็นพยานในเรื่องใด ผมยังไม่เห็นหมายเรียกของศาลเลย อย่างไรก็ตาม หากศาลมีหมายเรียกมาจริง ก็คงต้องไป" นายแก้วสรร กล่าว

 

'สุรพล' เผยบันทึกถ้อยคำ เป็นความเห็นที่พูดกับสื่อฯ

 

          นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในพยานของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร้องที่ 2 กล่าวถึงเนื้อหาการยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ว่า เนื้อหาในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงนั้น เป็นเนื้อหาที่นายวิรัตน์ รวบรวมความคิดเห็นของเขาที่เคยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่อกรณีดังกล่าว

          ทั้งนี้ เขาได้ดูในรายละเอียดแล้ว ก็เห็นว่า เป็นความจริงที่ได้เคยพูดไว้ทั้งหมด จึงได้เซ็นรับรองเอกสารดังกล่าวไป ส่วนการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เขาไม่ได้ไปยื่นแต่อย่างใด

          เมื่อถามว่า พร้อมหรือไม่หากศาลจะเรียกไต่สวนเพิ่มเติมด้วยวาจา ในวันที่ 5 ก.ค.55 นี้ นายสุรพล กล่าวว่า ส่วนตัว คิดว่า ยื่นเอกสารแค่นี้น่าจะเพียงพอแล้ว อีกทั้งการไต่สวนของศาลโดยปกติแล้ว จะไม่ค่อยเรียกพยานบุคคลไปชี้แจงต่อหน้าองค์คณะตุลาการ หากเอกสารที่ชี้แจงไปครบถ้วนแล้ว

 

'ผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง' ไม่ติดใจนำพยานมาสืบ

 

          แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รวบรวมเอกสารพยาน ที่ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ได้ยื่นบันทึกถ้อยคำชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ และนำส่งให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญศึกษา ก่อนที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมพิจารณาในวันที่ 4 ก.ค.นี้ว่า จะอนุญาตให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องนำพยานปากใดเข้าไต่สวน ในวันที่ 5-6 ก.ค.บ้าง ซึ่งขณะนี้ ตามบัญชีพยานที่ทั้ง 2 ฝ่ายยื่นต่อศาลมีทั้งสิ้น 26 ปาก โดยในจำนวนนี้ ยังมีอีกหลายคน ยังไม่ได้ยื่นบันทึกถ้อยคำชี้แจงให้กับศาลรัฐธรรมนูญ

          สำหรับกรณีนายปริญญา ศิริสารการ และนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พยานของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งนายวิรัตน์ ได้ยื่นหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ออกหมายเรียกบุคคลทั้งสองมาในวันที่ 26 มิ.ย.55 ที่ผ่านมา และศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกให้ไปในวันที่ 27 มิ.ย.55 เป็นหน้าที่ของผู้ร้องเอง ที่ต้องไปติดต่อประสานงาน ไม่เกี่ยวกับศาล

          ส่วนกรณีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ที่ปรึกษา (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ ที่มีประสบการณ์ ทักษะ และสมรรถนะ) สำนักงานศาลปกครอง และนายสมคิด เลิศ ไพฑูรย์ เป็นพยานของพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่อ้างในฐานะเคยเป็นอดีต สสร. 50 ซึ่งพล.อ.สมเจตน์ แจ้งขอให้ศาลฯ ออกหมายเรียก 27 มิ.ย.55 และศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกหมายเรียกให้กับผู้ร้องไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ซึ่งการออกหมายเรียกของศาลฯ ก็เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ในการไปนำพยานมาไต่สวนต่อศาลเท่านั้น

          ทั้งนี้ มีรายงานจากทีมกฎหมายของ พล.อ.สมเจตน์ ระบุว่า ในส่วนของนางกาญจนารัตน์ นั้น พล.อ.สมเจตน์ ไม่ติดใจที่จะนำสืบต่อศาลฯ โดยจะไปแถลงด้วยวาจาในวันไต่สวน แต่ก็ไม่ได้มีการยื่นแจ้งขอถอนชื่อออกจากบัญชีพยาน ต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนของนายสมคิด ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจน โดยทราบว่า อยู่ระหว่างการพูดคุยของพล.อ.สมเจตน์กับนายสมคิด

          ส่วนทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ มีรายงานว่า ในส่วนการขอเพิ่มพยานของนายวิรัตน์ ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5 ปากนั้น มีเพียงนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตอบรับ และทำบันทึกถ้อยคำชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ได้ยื่นต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

          ทั้งนี้ ในกรณีของนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคตส. และนายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย เครือข่ายภาคประชาชน ทางทีมกฎหมายได้ประสานงานไป ซึ่งหากถึงวันไต่สวนยังไม่ได้รับการตอบรับ นายวิรัตน์ จะแถลงต่อหน้าองค์คณะ ไม่ติดใจที่จะนำสืบ แต่หากศาลมีการขยายระยะเวลาการไต่สวนออกไป นายวิรัตน์ ก็อาจจะขอให้มีการเรียกบุคคลเหล่าเข้าสืบพยานด้วย

          ด้านแหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การที่พยานทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ทยอยออกมาปฏิเสธ ในการมาเป็นพยานคดีดังกล่าว แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีหนังสือเรียกพยานมอบผู้ร้องไปดำเนินการ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะพยานเหล่านี้ไม่ใช่พยานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่น่าจะกระทบกับผู้ร้องและผู้ถูกร้องเองมากกว่า เนื่องจากอาจทำให้หลักฐานการสู้คดีขาดน้ำหนัก

          ขณะเดียวกัน จากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ ออกมาให้ข้อมูลว่า นางฉัตรแก้ว เลิศไพฑูรย์ ภรรยาของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการเลื่อนขั้นจากข้าราชการระดับ 8 เป็นระดับ 9 ในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีความเชื่อมโยงกับการเข้าเป็นพยานของผู้ร้อง ในคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ขัดกับมาตรา 68 หรือไม่นั้น ทางสำนักงานฯ ยังไม่ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

          ทั้งนี้ มีรายงานว่า นางฉัตรแก้ว เป็นข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งเมื่อปี 2541 โดยย้ายมาจากกรมที่ดิน สังกัดก.มหาดไทย ซึ่งขณะนั้น นางฉัตรแก้ว เป็นข้าราชการในระดับ 6 เมื่อโอนย้ายมาก็ดำรงตำแหน่งระดับ 6 ในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้น ก็ได้เลื่อนขั้นมาลำดับชั้น จนกระทั่งมาอยู่ในระดับ 8 เมื่อต้นปี 2550 และดำรงตำแหน่งรักษาการผอ.สำนัก ซึ่งเทียบเท่าระดับ 9มาตั้งแต่ปี 2553 ก่อนจะเข้ารับการประเมินเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งระดับ 9 เมื่อเดือน พ.ค.2555

          "นางฉัตรแก้ว ผ่านการประเมิน ก่อนที่จะมีการรับคำร้องให้วินิจฉัยตามมาตรา 68 ด้วยซ้ำ กรณีกล่าวหาในทำนองว่า ได้ขึ้นตำแหน่ง เพราะนายสมคิด จึงไม่น่าเกี่ยวข้องกัน อีกทั้ง นางฉัตรแก้ว มีความอาวุโสเพียงพอ โดยเพื่อนของนางฉัตรแก้วที่โอนย้ายมารุ่นเดียวกันต่างก็ขึ้นเป็นระดับ 9 ไปก่อนหน้านี้แล้ว"

          แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า สำหรับตำแหน่งผอ.สำนักประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นตำแหน่งใหม่ของนางฉัตรแก้ว หน้าที่หลักของสำนักนี้ ก็คือการประสานงานกรณีมีงานพระราชพิธี ที่ตุลาการฯและสำนักงานฯ ต้องเข้าไปร่วม และงานการประชุมของคณะตุลาการฯ โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มงานคดีแต่อย่างใด