ข่าว

'แดง-เหลือง ก็แค่เรื่องสมมติ'

'แดง-เหลือง ก็แค่เรื่องสมมติ'

03 ก.ค. 2555

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 'แดง-เหลือง ก็แค่เรื่องสมมติ'

80 ปีประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมพลังมวลชนแบบ 'เสื้อคนละสี' การเมืองไทยยามนี้ช่างคึกคัก ชวนติดตาม ทั้งบนฉากพลวัตน้ำเน่าแบบที่เคยเป็น หรือกระทั่งการสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ เชื้อเชิญให้ใคร่ครวญศึกษา

 วันที่ประชาธิปไตยยังล้มลุกคลุกคลานแบบไทยๆ 'สุลักษณ์ ศิวรักษ์' คือหนึ่งในปัญญาชนแห่งสยามที่เฝ้ามองพัฒนาการของมันอย่างใจจดจ่อ คมความคิดของนักสังเกตการณ์ผู้นี้ ยังน่าฟังเสมอ

 เราเริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถามว่า การปกครองที่เราใช้ชีวิตอยู่วันนี้ จะเรียกว่าเป็น 'ประชาธิปไตย' ได้หรือไม่

 'สุลักษณ์' บอกว่า มันเป็นประชาธิปไตยโดยรูปแบบ ที่มีการเลือกตั้ง เสียงข้างมาก แต่ประชาธิปไตยจริงๆ ต้องไม่ลืมว่านอกจากจะมีเสียงข้างมากแล้ว สาระคือคนส่วนใหญ่ก็ต้องฟังเสียงข้างน้อยอยู่ร่ำไป และประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น อำนาจสูงสุดต้องมาจากราษฎร์ส่วนใหญ่ และประเทศไทยเหมือนจะตรงข้าม มิเช่นนั้นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนต้องไม่มากเช่นนี้

 "เมื่อคุณมองเห็นว่าราษฎร์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของประเทศ อย่าแค่ตีฝีปาก อย่างพรรคประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทย ผมถามเลยว่าพวกนักการเมืองพวกนี้เคยลงไปนอนกลางดิน กินกับคนยากคนจนขนาดไหน ไปอย่างเดียวคือไปหาคะแนนจากเขา ไปยกมือไหว้เอาคะแนน อย่างคุณจินตนา แก้วขาว (แกนนำของกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์) เขาทำงานต่อมาตลอด ถูกศาลจำคุก 4 ปี ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนไปเยี่ยมเลย หรือคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ที่สามี (เจริญ วัดอักษร) ต้องเสียชีวิต คนแบบนี้มีเยอะแยะ แต่นักการเมืองเขาไม่สนใจ แต่นี่คือวิถีประชาธิปไตย"

 สุลักษณ์ ตอกย้ำให้เห็นภาพสังคมไทยชัดขึ้นว่า "คุณต้องรู้ว่าในประเทศนี้มีอีกมากที่ถูกเอาเปรียบ เขาต้องสู้กับท่อแก๊ส สู้กับเหมืองแร่โปรแตสที่นายทุนยัดเยียด หรือเรื่องที่ดินที่พื้นที่ทั้งประเทศมีคนครอบครองไม่กี่สกุล แต่คนอีกมากไม่มีที่ทำกิน แล้วคุณจะคิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยได้ไง เมื่อมันไม่เฉลี่ยความเท่าเทียม"

 "เราลืมรากเหง้า ผมบอกว่าทุกวันนี้เราลืมจุดประสงค์ของปรีดี (พนมยงค์) ที่ทำหมด คือการให้ทุกคนเท่าเทียมทางกฎหมาย และสร้างเค้าโครงเศรษฐกิจ"

 วันนี้มีข้อถกเถียงของสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งว่า 'เผด็จการรัฐสภา' อีกฝ่ายหนึ่งว่า 'เผด็จการตุลาการภิวัฒน์' คำอธิบายของสุลักษณ์ในเรื่องนี้ เริ่มด้วยการอ้างถึงคำท่านพุทธทาส ที่เคยกล่าวไว้ว่าจริงๆ แล้วเผด็จการถ้าเป็นไปโดยธรรม ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป

 "ถ้าคุณใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือ มันก็หมายถึงทำอะไรให้รวดเร็วก็ได้ อย่างกรุงโรมสมัยโบราณ การปกครองต้องมีกงสุลสองคนตัดสินใจร่วมกัน แต่บางทีมันก็ขัดกันจนทำอะไรไม่ได้ เขาก็ให้มีผู้นำเผด็จการ หรือ Dictator มาปกครอง เพราะมันรวดเร็ว แต่มันอาจจะดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ แต่เผด็จการหมายถึงความรวดเร็ว จึงต้องถามว่าเผด็จการแบบที่ว่า เป็นเผด็จการอย่างไร ถ้าเผด็จการโดยธรรมมันก็ใช้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอะไร"

 เราถามต่อไปว่า "แล้วเส้นแบ่งระหว่างเผด็จการที่ดี กับเผด็จการที่เลว มันอยู่ตรงไหน"

 สุลักษณ์ บอกว่า "เส้นแบ่งคือคุณต้องไม่เห็นอีกฝ่ายเป็นตัวเลวร้าย และอย่าเห็นตัวเองเป็นเทวดา เราทุกคนมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง มีทั้งความดีและชั่ว ต้องพยายามมองให้รอบคอบ และอันนี้จะเปิดโอกาสให้ธรรมะได้ ธรรมะคือสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม เราทุกคนก็มีธรรมะในตัวเช่นเดียวกับมีความชั่วร้าย จึงต้องฝึกให้รู้จักตัวเราก่อน อย่างศาสนาพุทธเขาสอนเรื่องอัตตาธิปไตย คนจะเห็นว่าตัวเองเป็นใหญ่...

 "อย่างคุณทักษิณนี่อัตตาธิปไตยเต็มตัวเลย ฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณก็ใช่เหมือนกัน สองคือ คุณต้องเห็นว่าอัตตาธิปไตยสร้างโอกาสที่จะทำให้คุณเห็นแก่ตัวมาก เพราะฉะนั้นต้องฝึกให้เข้าใจโลกาธิปไตย ให้คนอื่นเป็นใหญ่กว่าเรา เพื่อจะลดอัตตาให้เกิดการอ่อนน้อมถ่อมตน แต่โลกาธิปไตยก็ใช่ว่าจะถูกเสมอไป เพราะคนส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะถูกทั้งหมด คุณต้องเข้าหาธรรมาธิปไตย หาความถูกต้องดีงาม"

 ส่วนตั้งโจทย์ว่าเมื่อนักการเมืองไม่อาจฝากความหวังได้มากไปกว่าการตีฝีปาก แล้วชาวบ้านจะทำอย่างไร เขาบอกว่า โจทย์คือต้องทำอย่างไรให้ประชาชนรู้ข้อเท็จจริงที่แท้ ให้สัจจะ เอาความจริงมาสู้กัน ลงไปสร้างความเป็นมิตร และคนรากหญ้าเองที่เข้มแข็งแล้วก็มีจำนวนไม่น้อย

 "ผมคิดว่าปัญญาชนเราวันนี้ หลงตัวเองกันเยอะ แต่ไม่เคยรู้จักชาวนาจริงๆ กินข้าวอยู่ทุกวัน ก็ซื้อกิน ทั้งที่สังคมนี้รัฐบาลมันกดราคาข้าวเพื่อให้คนชั้นกลางไม่ฮือ แต่กดขี่เอาเปรียบชาวนา ถ้าไม่รู้จักชาวนา หากไม่มองในจุดนี้สิ่งที่ทำคืออยู่เป็นเพียงช่องว่างเท่านั้น" 

 "คนข้างล่างหากไปเรียนจากเขา จะเกิดพลังจะมหาศาล เป็นพลังในสันติวิธีนะ คือวิธีกะล่อนเพื่อเอาคะแนนเสียง มันใช้ได้แค่ระยะสั้น และระยะยาวผมว่าหากฝ่ายการเมืองไม่คิดถึงประชาชน เหลืองกับแดงก็สามารถร่วมกันเรียกร้องได้"

 เพราะไม่ว่าจะแดง หรือเหลือง มันเป็นแค่สมมติบัญญัติในช่วงเวลาหนึ่ง

 เราชวนคุยประเด็นหน้าฉากการเมือง จำพวกการปรองดอง กระทั่งเจรจาหาข้อยุติระหว่างชนชั้นนำว่ามีความเห็นอย่างไร

 ปัญญาชนสยามบอกว่า "ความปรองดองมีโอกาสเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ต้องเริ่มทำจากเล็กๆ การเริ่มเจรจา ก็ต้องเจรจาในระดับที่คุยกันรู้เรื่อง ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายหรือมากกว่า ไม่กี่คน เริ่มจากจุดเล็กๆ แต่ไม่ใช่การสมยอมกันนะครับ แต่มันเป็นการคุยเพื่อหาจุดร่วมกัน พระพุทธเจ้าเองตรัสรู้วันนี้ อีกสองเดือนก็มีปัญจวัคคีย์

ทั้งห้าองค์ มันเกิดจากจุดเล็กๆ ทั้งนั้น แต่คนเล็กๆ ต้องมีกึ๋น มีจริยธรรม ความกล้าหาญ พร้อมที่จะอ่อนน้อมถ่อมตัว ฟังอีกฝ่าย ให้โอกาสอีกฝ่าย สำหรับสังคมไทยเองก็ต้องยอมรับสภาพความจริงว่า ที่แท้จริงแล้วราษฎร์ส่วนใหญ่ถูกเอาเปรียบอย่างไรบ้าง"

 "จะลดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำ อย่าแค่ตีฝีปากหรือเอาเป็นของเล่นอย่างกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เก็บภาษีมรดกนี่ทำได้เลยครับ ต้องเชื่อและทำ เราต้องลงไปหาคนข้างล่างมากขึ้น คุยกับคนข้างล่าง พลังคนพวกนี้สำคัญมาก พวกเสื้อแดงก็ต้องโยงไปหาคนข้างล่าง เลิกใช้คนเป็นเครื่องมือ คุณทักษิณก็ต้องเคารพนับถือเขาจริงๆ ในฐานะมิตร ทักษิณก็ต้องมีกัลยาณมิตร จะคิดสั่งอย่างเดียวไม่ได้ และแน่นอนว่าการเอาเงิน เอาทรัพยากรไปให้ประชาชน มันย่อมดีกว่าการไปให้งบประมาณทหารโดยที่ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไรแน่นอน"

 "ที่สำคัญคือกระบวนการยุติธรรมต้องใช้ได้จริง อย่าให้กฎหมายเป็นแค่กระดาษ ตราบใดกระบวนการประชาธิปไตยใช้ไม่ได้ ถึงจะได้ชื่อว่าปกครองระบอบประชาธิปไตย มันก็ไม่มีประโยชน์"