ข่าว

'ยูโร2012'เวทีอำลาเกมทีมชาติ

'ยูโร2012'เวทีอำลาเกมทีมชาติ

03 ก.ค. 2555

'ยูโร 2012' เวทีอำลาเกมทีมชาติ ถึงเวลาแข้งเก๋าเลิกรับใช้บ้านเกิด : สกู๊ป ยูโร 2012

          หลังจากที่อยู่รับใช้ทีมชาติมานานแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลาที่บรรดา "แข้งเก๋า" ต้องตัดสินใจโบกมืออำลาจากเกมระดับชาติกันเสียที แถมยังเลือกใช้เกมฟาดแข้งในทัวร์นาเมนต์อย่าง ศึกยูโร 2012 เป็นเวทีโบกมือลาจากเกมทีมชาติด้วยเหตุผลส่วนใหญ่ที่เป็นเรื่องของ "อายุ" ตามสภาพสังขารที่อยู่ในช่วงบั้นปลายของอาชีพค้าแข้ง โดยมีเหล่านักเตะสูงวัยจำนวนหนึ่งที่ประกาศ "รีไทร์" เลิกรับใช้บ้านเกิดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเปิดให้นักเตะรุ่นน้องขึ้นมาทำหน้าที่แทนกันต่อไป 

 

  
          เริ่มจาก "เชวา" อังเดร เชฟเชนโก กองหน้าทีมชาติยูเครน หลังจากลงสนามรับใช้บ้านเกิดมานานถึง 17 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 ก่อนที่หัวหอกวัย 35 ปีรายนี้จะตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยการประกาศ "แขวนสตั๊ด" ไปพร้อมกับหยุดเส้นทางการลงสนามในเกมระดับชาติเอาไว้ที่ตัวเลขตามสถิติ 111 เกม แถมยังขึ้นแท่นเป็นเจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย เพราะซัลโวตาข่ายในเกมระดับชาติได้มากถึง 48 ประตูเลย ส่วนเพื่อนร่วมชาติอย่าง อังเดร โวโรนิน ก็ตัดสินใจเดินตามรอยของ "เชวา" เนื่องจากหัวหอกวัย 32 ปีรายนี้ประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังอยู่รับใช้บ้านเกิดมานานถึง 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2002 ด้วยสถิติลงเล่นไปทั้งหมด 74 เกม ยิงประตูได้ 8 ลูก  

 

          ขณะที่ 2 ดาวดังทีมชาติสาธารณรัฐเช็กอย่าง มิลาน บารอส และ โทมัส โรซิคกี ก็ตัดสินใจอำลาจากเกมระดับชาติเหมือนกัน โดย บารอส อยู่ปักหลักรับใช้บ้านเกิดมาแล้วถึง 11 ปี นับตั้งแต่ปี 2001 แถมยังเคยสร้างชื่อด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในศึกยูโร 2004 ด้วยจำนวน 5 ประตู ก่อนที่หัวหอกวัย 31 ปีรายนี้จะตัดสินใจหยุดสถิติเอาไว้ที่ตัวเลข 93 นัด ยิงประตูได้ทั้งหมด 41 ลูก ส่วน โรซิคกี ที่แม้จะมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีสถิติที่เคยลงเล่นในเกมระดับชาติมากถึง 87 เกม ยิงประตูได้ทั้งหมด 20 ลูก หลังอยู่รับใช้บ้านเกิดมานานถึง 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2000 

 

          เช่นเดียวกับ 2 แข้งเก๋าทีมชาติกรีซอย่าง คอสตาส ชาลเคียส และ นิกอส ลิเบอโรปูลอส ที่ตัดสินใจ "รีไทร์" จากเกมระดับชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ชาลเคียส เพิ่งจะมีโอกาสได้เลื่อนชั้นจากตำแหน่งผู้รักษาประตูมือสองขึ้นไปทำหน้าที่เฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งแบบเต็มตัวหลังจบศึกยูโร 2008 แม้จะอยู่รับใช้บ้านเกิดมานานถึง 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2001 ทว่านายทวารวัย 38 ปีรายนี้กลับมีสถิติการลงเล่นให้ "เทพนิยาย" รวมทั้งหมดเพียงแค่ 38 เกมเท่านั้น ส่วน ลิเบอโรปูลอส ที่แม้จะยู่รับใช้บ้านเกิดมานานถึง 16 ปี นับตั้งแต่ปี 1996 แต่หัวหอกวัย 36 ปีรายนี้กลับมีสถิติลงสนามในเกมระดับชาติเพียง 76 เกม ยิงประตูได้ทั้งหมด 13 ลูก ก่อนที่จะประกาศ "แขวนสตั๊ด" หลังจบศึกยูโร 2012       

 

          ส่วน เชย์ กิฟเวน ผู้รักษาประตูทีมชาติไอร์แลนด์ ก็ตัดสินใจเลิกเฝ้าเสาในเกมระดับชาติเหมือนกัน หลังอยู่รับใช้บ้านเกิดมานานถึง 16 ปี นับตั้งแต่ปี 1996 ก่อนที่นายทวารวัย 36 ปีจะผงาดขึ้นแท่นกลายเป็นเจ้าของสถิติลงสนามรับใช้ "ยักษ์เขียว" มากที่สุดด้วยตัวเลขที่หยุดอยู่ที่จำนวน 125 นัด ขณะที่ 3 แข้งเก๋าเพื่อนร่วมชาติอย่าง ริชาร์ด ดันน์, เดเมียน ดัฟฟ์ และร็อบบี คีน ก็เริ่มแสดงทีท่าพร้อมที่จะเดินตามรอยเท้าของ กิฟเวน อยู่เหมือนกัน เพราะทั้ง 3 คนดังกล่าวรับใช้บ้านเกิดมานานกว่า 10 ปีแล้วนั่นเอง 

 

          ด้าน มาร์ค ฟาน บอมเมล กองกลางกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์ ตัดสินใจโบกมืออำลาจากเกมระดับชาติไปอีกรายหนึ่ง แม้จะมีศักดิ์เป็นถึงลูกเขยของ เบิร์ท ฟาน มาร์ไวค์ โค้ชคนปัจจุบัน แถมยังอยู่รับใช้บ้านเกิดมานานถึง 12 ปี นั้บตั้งแต่ปี 2000 ทว่ามิดฟิลด์วัย 35 ปีรายนี้กลับเลือกที่จะหยุดสถิติการลงสนามในเกมระดับชาติเอาไว้ที่ตัวเลข 79 นัด ยิงประตูได้ทั้งหมด 10 ลูก แต่คนที่เป็นพ่อตาก็เริ่มมีสิทธิ์ที่จะได้เดินตามรอยเท้าของลูกเขย เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลฮอลแลนด์ พร้อมที่จะสั่งปลด ฟาน มาร์ไวค์ ได้ทุกเมื่อ หลังประสบความล้มเหลวในศึกยูโร 2012 เพราะจอดป้ายเพียงรอบแรกด้วยผลงานแพ้รวดทั้ง 3 เกม

 

          คราวนี้ลองไปดูบุคคลที่สวมบทบาทเป็น "กุนซือ" ที่ต้องยุติการทำหน้าที่นี้ในช่วงหลังจบศึกยูโร 2012 กันบ้าง ซึ่งตอนนี้มีถึง 3 รายแล้วด้วยกัน เริ่มจาก ฟรานซิสเซค สมูดา โค้ชวัย 64 ปีที่ลงจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติโปแลนด์แต่โดยดี หลังนั่งเก้าอี้ตัวนี้มานานแล้วถึง 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2009 แต่กำลังจะหมดสัญญาคุมทีมบ้านเกิดในช่วงหลังจบทัวร์นาเมนต์พอดี เพื่อรับผิดชอบผลงานที่ไม่สามารถพาชาติเจ้าภาพผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เหมือนอย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ เช่นเดียวกับ สลาเวน บิลิช โค้ชวัย 43 ปีที่จะหมดสัญญาคุมทีมชาติโครเอเชียหลังเกมฟาดแข้งรายการนี้เหมือนกัน หลังอยู่คุมทีมชาติบ้านเกิดมานานถึง 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2006 แถมยังได้งานใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วแล้ว เพราะได้เซ็นสัญญาย้ายไปรับงานคุมทีมระดับสโมสรให้ โลโคโมทีฟ มอสโก ตั้งแต่ช่วงฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป

 

          ปิดท้ายด้วย ดิก แอดโวคาท โค้ชชาวดัตช์ที่ขออำลางานคุมทีมชาติรัสเซียทันที หลังทัพลูกหนัง "หมีขาว" จอดป้ายเพียงแค่รอบแรกเท่านั้น แม้จะเพิ่งอยู่ทำหน้าที่นี้ได้เพียงแค่ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2010 ทว่ากุนซือวัย 64 ปีรายนี้ใกล้ที่จะหมดสัญญาในช่วงหลังจบทัวร์นาเมนต์นี้พอดี แถมยังได้งานใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะได้เซ็นสัญญาย้ายกลับไปรับงานคุมทีมระดับสโมสรในถิ่นบ้านเกิดให้ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน เป็นครั้งที่ 2 โดยเตรียมตัวเริ่มงานใหม่ตั้งแต่ช่วงฤดูกาลหน้าเหมือนกัน      

 

          ต่อจากนี้เราคงจะไม่ได้เห็นบรรดา "แข้งเก๋า" เหล่านี้ในเกมระดับทีมชาติอีกต่อไป หลังจากที่พวกสูงวัยได้ตัดสินใจใช้ "ศึกยูโร 2012" เป็นเวทีโบกมืออำลาจากการลงสนามรับใช้บ้านเกิดนั่นเอง

 

 

----------

(หมายเหตุ : 'ยูโร 2012' เวทีอำลาเกมทีมชาติ ถึงเวลาแข้งเก๋าเลิกรับใช้บ้านเกิด : สกู๊ป ยูโร 2012)

----------