
'ปู' ถอยเพื่อ 'อยู่'
'ปู' ถอยเพื่อ 'อยู่' แตะเบรก 'สหรัฐ' คืนถิ่นเก่า หนี 'กับดัก' คู่ขัดแย้งเดิม
แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน จะหาทางลงให้กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ต้อง 'เสี่ยง' กับ 'เกม' การเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้บ้าง
กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งป้อมโจมตีอย่างหนัก ว่าการมาทำสัญญาขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา ของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) มีความไม่ชอบมาพากล และอาจเข้าข่าย มาตรา 190 วรรคสอง
ด้วยการแก้ 'เกม' นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 แทนที่จะเป็น มาตรา 190 วรรคสอง ตามความเห็นของฝ่ายค้าน
สำหรับมาตรา 179 ระบุว่า "ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกฯ จะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้"
ส่วนที่ถือว่าเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง มีองค์ประกอบ ดังนี้
1.หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย 2.หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ 3.หนังสือสัญญาที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา
4.หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง 5.หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ประเด็นที่น่าสนใจ แม้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย จะเชื่อมั่นว่า กรณีนี้ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 วรรคสอง และแม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา จะยืนยันว่า ไม่เข้าข่าย นั่นหมายความว่ารัฐบาล หรือ ครม. สามารถมีมติอนุมัติหรือไม่ ได้เลย
แต่ปรากฏว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับเลือกที่จะปลอดภัยเอาไว้ก่อน ไม่ 'เสี่ยง' เดินเข้าสู่พื้นที่ 'สังหาร' อีกครั้ง ซ้ำรอยความเชื่อ ที่ ครม.สั่ง 'ถอย' เกมตุลาการภิวัฒน์ สั่งชะลอพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 เมื่อไม่นานมานี้
เรื่องนี้เห็นได้ชัด ทั้งกรณีรัฐมนตรีจับกลุ่มวิเคราะห์กันหลังเลิกประชุมว่า ทางออกของการทำตาม ม.179 น่าจะปลอดภัยสำหรับรัฐบาล เพราะสำหรับฝ่ายตรงข้ามแล้ว มีกลไกที่เตรียมจะเล่นงานรัฐบาล อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
"ซึ่งรองนายกฯ เฉลิม (อยู่บำรุง) และรัฐมนตรีหลายคนก็มีความเห็นว่า หากมีมติผ่านเรื่องนี้ ก็น่าเชื่อว่าจะเป็น ป.ป.ช.ที่เข้ามารับลูก และคนที่เป็นเป้าหมายคือ รมว.ต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรี สุ่มเสี่ยงต่อการซ้ำรอยกับรัฐบาลในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน
หลังจากรัฐบาลดันพลาดไปเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้ แต่กลับกลายเป็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กลับใช้โอกาสครั้งนั้นยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที
"ดังนั้นครั้งนี้ เราจะไม่พลาดท่าให้กับพรรคประชาธิปัตย์อีกแล้ว เพราะถ้าพลาดอีก นายกฯ กับ รมว.ต่างประเทศ เสร็จแน่ๆ เราจึงจะเปิดให้ประชาธิปัตย์ถล่มในสภาฯ ดังที่เขาต้องการ แต่ไม่ใช่มาตรา190 วรรคสอง แต่จะเป็นมาตรา 179 แทน มีแรงเท่าไรก็พูดไป เพราะไม่ได้มีการลงมติ" แหล่งข่าว ระบุ
หรือกรณี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า "ที่ถอยอาจจะเป็นเพราะเราเป็นลูกเมียน้อย ลูกไม่มีพ่อ เป็นลูกกำพร้า การทำอะไรทุกก้าวของรัฐบาลต้องระมัดระวัง อะไรที่ไม่ควรเสี่ยง ก็ไม่ควรเสี่ยง เพราะเราตระหนักว่าเราเป็นลูกกำพร้า ผมพูดได้แค่นี้สังคมไปคิดเอาเอง เรื่องนี้หากเราเดินหน้าก็ถูกสอยอีก เราต้องรอบคอบ"
แต่ถามว่า 'เกม' จะจบลงแค่นี้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ เพราะถ้าฟังจากฝ่ายที่กัดไม่ปล่อยเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่ามี 'เกม' ใหม่ที่จะเล่นอยู่เหมือนกัน
โดยเฉพาะสัญญาณที่ส่งมาจาก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้สัมภาษณ์ผ่าน 'สำนักข่าวเนชั่น' ถึงประเด็นที่รัฐบาลเตรียมนำเรื่องการอนุมัติให้ 'องค์การนาซา' ใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานปฏิบัติการสำรวจสภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และให้ทางการสหรัฐอเมริกา ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ว่า
ตนมองว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้มาตรา 179 มาแทนมาตรา 190 ได้ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งเข้าข่ายในบทบัญญัติของมาตรา 190 ชัดเจน
"...ดังนั้นแม้ว่ารัฐบาลจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาแล้ว ท้ายสุดรัฐบาลยังไม่สามารถไปลงนามในข้อตกลงหรือสัญญาใดๆ กับนาซา หรือสหรัฐได้"
ยิ่งกว่านั้น น.ต.ประสงค์ เชื่อว่า หากรัฐบาลดื้อดึงไปลงนามในหนังสือสัญญากับต่างประเทศ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา จะทำให้รัฐบาลมีปัญหา เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจส่งผลให้พรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมถูกยื่นยุบพรรค
ส่วน ส.ส.ที่ร่วมด้วยมีสิทธิที่จะถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ส่วนตัวเชื่อว่าภายหลังจากที่รัฐบาลไปลงนามในหนังสือสัญญาใดกับสหรัฐ จะมีบุคคลไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที
สอดรับกับที่ คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ได้โพสต์ข้อความในเวบไซต์เฟซบุ๊ค 'คำนูณ สิทธิสมาน' ระบุว่า หากดูข้อความตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 อย่างเดียว อาจมองต่างกันว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็ได้ แต่หากพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาด้วยแล้ว จะพบว่าเข้าข่ายแน่ๆ เพราะศาลฯ ตีความมาตรา 190 อย่างกว้างเพื่อให้ใช้บังคับได้จริงสมตามเจตนารมณ์ (เหมือนที่ตีความมาตรา 68 กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับขายขาด)
ในวรรคท้ายๆ ของคำวินิจฉัยฉบับนั้นใช้คำว่า 'สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ...', 'อาจก่อให้เกิดความแตกแยก...', 'อาจก่อให้เกิดวิกฤตความสัมพันธ์...' และอรรถาธิบายว่า หากแปลตรงตัวตามตัวบทมาตรา 190 จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมาย แม้จะไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตฯ ชัดเจน แต่แค่ 'อาจ...' ก็ถือเป็นหนังสือสัญญาที่เข้าข่ายต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามมาตรา 190 แล้ว...
หมากเกมนี้ถือว่าเข้าทางประชาธิปัตย์ ทั้งขึ้น-ทั้งล่อง ขณะเดียวกัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็นับว่ารู้ทัน และทันเกมอยู่พอสมควร เพราะไม่บุ่มบ่ามเดินไปเข้าทางประชาธิปัตย์และฝ่ายต่อต้านอย่างง่ายดาย แต่กระนั้นก็ไม่ง่ายที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ ต่อให้นำเข้าสภาฯ ตามมาตรา 179 ไปแล้ว ซึ่งถึงที่สุด อาจต้องยอมตามมาตรา 190 วรรคสองอยู่ดี (อย่างที่อีกฝ่าย 'ขู่' เอาไว้แล้ว) เพื่อความปลอดภัย
แล้วสุดท้าย 'เกม' การเมือง ก็ทำให้แทบทุกเรื่อง 'ติดกับดัก' มิติขัดแย้ง จนยากก้าวข้ามไปได้ เหมือนอย่างเคย!?



