ข่าว

'ผู้ชนะ-ผู้แพ้'แห่งศึกยูโร2012

'ผู้ชนะ-ผู้แพ้'แห่งศึกยูโร2012

02 ก.ค. 2555

'ผู้ชนะ-ผู้แพ้' แห่งศึกยูโร 2012 : สกู๊ป ยูโร 2012

          ในที่สุดศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 14 หรือ “ยูโร 2012” ก็ได้เดินทางเข้าสู่เกมฟาดแข้งนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์กันเสียที และหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดในเกมรอบชิงชนะเลิศ เราก็จะได้รู้กันแล้วว่าชาติใดผงาดขึ้นไปครองตำแหน่ง "เจ้ายุโรป" ได้สำเร็จ แต่ผู้ผิดหวังจากเกมการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องกลายเป็น "ผู้แพ้" เสมอไป เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็สามารถ "เอาชนะใจ" แฟนบอลได้เหมือนกัน เพราะโลกของเกมลูกหนังจะต้องมีฝ่ายที่ "สมหวัง-ผิดหวัง" เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว คราวนี้ลองไปดูกันว่า ใครบ้างที่เหมาะสมกับตำแหน่ง "ผู้ชนะ-ผู้แพ้" ประจำการแข่งขันศึกยูโร 2012 ที่ใกล้จะปิดฉากลงกันเต็มแก่

 

ผู้ชนะ

 

"กรีซ" ไม่เคยสิ้นลายเทพนิยาย 

          แม้จะถูกเย้ยหยันให้เป็นเพียงแค่ "ไม้ประดับ" ประจำทัวร์นาเมนต์นี้ แถมสภาพจิตใจของนักเตะโดยรวมอาจจะไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะประเทศบ้านเกิดกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ทว่า กรีซ กลับสามารถรวมใจกันสู้จนผ่านเกมรอบแรกไปได้ราวปาฏิหาริย์ แม้จะต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังเป็นฝ่ายแพ้ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี 2-4 แต่ก็ถือได้ว่าลูกทีมของ เฟอร์นันโด ซานโตส โค้ชชาวโปรตุกีสยังคงเป็นทัพลูกหนังที่พร้อมสร้าง "เทพนิยาย" บทใหม่ได้เสมอ 

 

"สาธารณรัฐเช็ก" ไม่ธรรมดา

          แม้จะถูกมองข้ามให้ต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบแรกเท่านั้น หากดูจากศักยภาพของตัวผู้เล่น แถมยังเป็นฝ่ายแพ้รัสเซีย ในเกมประเดิมสนามไปแบบยับเยินถึง 1-4 ทว่าสาธารณรัฐเช็ก กลับโชว์ความเป็นทีมลูกหนังที่ "ไม่ธรรมดา" ด้วยการร่วมใจกันฮึดสู้ในอีก 2 เกมที่เหลือ ก่อนที่จะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมดจนผ่านเข้ารอบสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการรั้งตำแหน่งแชมป์กลุ่ม เอ ไปได้แบบพลิกความคาดหมาย แม้สุดท้ายจะต้องโดนโปรตุเกสเขี่ยกระเด็นตกรอบ 2 ไปแบบหวุดหวิดก็ตาม

 

"โปรตุเกส" แกร่งเกินคาด

          แม้จะต้องดิ้นรนคว้าตั๋วไปโชว์ฝีเท้าในเกมรอบสุดท้าย หลังทำผลงานในเกมรอบคัดเลือกได้ไม่ค่อยดีนัก แถมยังถูกจับสลากให้อยู่ในสายหินร่วมกลุ่มเดียวกับ 3 ยักษ์ใหญ่อย่าง เยอรมนี, ฮอลแลนด์ และเดนมาร์ก ทว่าลูกทีมของ เปาโล เบนโต้ กลับเอาตัวรอดจาก "กลุ่มแห่งความตาย" ได้อย่างสง่างาม แม้จะถูกครหาว่าเป็นชาติลูกหนังที่พึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของดาวดังประจำทีมอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ถ้าหากขุมกำลังผู้เล่นในตำแหน่งๆ อื่นไม่มีความแข็งแกร่งมากพอก็คงจะไปไม่ได้ไกลอย่างแน่นอน

 

"ฮอดจ์สัน" ดีกว่าที่คิด

          แม้จะโดนปรามาสให้เป็น "โค้ชแก่หลงยุค" หลังได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม "สิงโตคำราม" ในช่วงก่อนเกมฟาดแข้งศึกยูโร 2012 จะเริ่มต้นขึ้นเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น แถมยังมีเวลาเตรียมทีมน้อยมาก ทว่าโค้ชวัย 64 ปีรายนี้กลับนำทัพลูกหนังเมืองผู้ดีผ่านรอบแรกได้ด้วยการเข้าป้ายแชมป์กลุ่ม ดี ไปแบบพลิกความคาดหมาย แม้จะต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังเป็นฝ่ายแพ้ "อัซซูรี" อิตาลี ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน แต่ก็ถือว่าได้ ฮอดจ์สัน โชว์ฝีมือได้ดีกว่าที่หลายๆ คนเคยคิดเอาไว้เสียอีก 

 

"ปิร์โล" ขิงแก่อันตราย 

          แม้จะมีอายุเข้าสู่ช่วงบั้นปลายของอาชีพค้าแข้งแล้ว แถมยังเคยโดนอดีตต้นสังกัดอย่าง เอซี มิลาน โละทิ้งให้ย้ายไปร่วมทัพยูเวนตุส แบบไม่มีค่าตัวด้วยเหตุที่มองว่า "แก่เกินแกง" ทว่ามิดฟิลด์วัย 33 ปีรายนี้กลับเป็นพวก "ขิงแก่" ที่ยังคงมีความเผ็ดร้อนอยู่ในตัวเสมอ เพราะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้อิตาลีโชว์ฟอร์มในศึกยูโร 2012 ได้แข็งแกร่งมาก ก่อนที่จะกลายหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกเอ่ยถึงมากที่สุดอีกคนหนึ่ง หลังโชว์ความเหนือชั้นด้วยการชิพบอลเข้ากลางประตูจากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดที่เฉือนชนะอังกฤษในช่วงดวลเป้าตัดสิน

 

ผู้แพ้

 

"หมีขาว" ท่าดีทีเหลว

          แม้จะเคยถูกยกให้เป็น "ม้ามืด" ที่น่าจะมีโอกาสเข้าป้ายคว้าแชมป์ยูโร 2012 ได้เหมือนกัน หากดูจากศักยภาพโดยรวมทั้งหมด แถมยังเปิดตัวในเกมนัดได้อย่างสวยหรูด้วยการไล่ต้อนชนะสาธารณรัฐเช็กไปขาดลอย 4-1 แต่สุดท้าย รัสเซีย กลับต้อง "ตกม้าตาย" ไปแบบเหลือเชื่อ เพราะในเกมนัดสุดท้ายกลุ่ม เอ ดันพลาดท่าเป็นฝ่ายแพ้ กรีซ 0-1 จึงทำให้ "หมีขาว" กระเด็นตกรอบแรกไปแบบพลิกความคาดหมายด้วยผลงานตามสถิติ "เฮดทูเฮด" ที่เป็นรองทัพลูกหนังจากดินแดนเทพนิยาย  

 

"ฮอลแลนด์" สุกจนงอมไปเลย

          แม้จะถูกยกเป็น "เต็งแชมป์" ในลำดับต้นๆ หากดูจากศักยภาพขุมกำลังที่มีแต่นักเตะฝีเท้าดีอยู่เต็มไปหมด แถมผู้เล่นส่วนใหญ่ยังคงเป็นสมาชิกจากทีมชุดเดิมที่เพิ่งคว้าตำแหน่ง "รองแชมป์ฟุตบอลโลก 2010" เมื่อ 2 ปีก่อน ทว่า "กังหันสีส้ม" กลับทำผลงานในศึกยูโร 2012 ได้อย่างย่ำแย่ หลังกระเด็นตกรอบไปแบบแพ้รวดทั้ง 3 เกม หากเปรียบลูกทีมของ เบิร์ท ฟาน มาร์ไวค์ เป็นเหมือนกับผลไม้ก็คงต้องบอกว่าสุกจนงอมกินไม่ได้เสียแล้ว    

 

"เจ้าภาพร่วม" ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

          แม้จะสวมบทเป็น "เจ้าภาพร่วม" ที่ทำให้ได้สิทธิลงเล่นในถิ่นของตัวเอง แถมยังน่าจะได้เปรียบในเรื่องของเสียงเชียร์ ทว่าโปแลนด์และยูเครนกลับไม่สามารถอาศัยความได้เปรียบเรื่องดังกล่าวในแต่ละเกมที่ลงสนาม เพราะไปไม่ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังจอดป้ายเพียงแค่รอบแรกเหมือนกัน โดยเฉพาะโปแลนด์ที่ยังคงรักษาสถิติเก็บชัยชนะจากการลงเล่นในรอบสุดท้ายไม่ได้เสียที      

 

"บลองก์" คุมเอาไว้ไม่อยู่

          แม้จะเป็นผู้ปลุกทัพลูกหนังเมืองน้ำหอมให้ฟื้นคืนชีพ หลังประสบความล้มเหลวจากศึกฟุตบอลโลก 2010 แบบไม่เป็นท่า แถมยังเคยสร้างสถิติไร้พ่ายเอาไว้ได้หลายนัด แต่สุดท้าย "โลโล่" โลรองต์ บลองก์ กุนซือ "ตราไก่" กลับไม่สามารถหลอมรวมใจของลูกทีมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะมีปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้นภายในทีมเหมือนอย่างเมื่อ 2 ปีก่อนไม่มีผิด จึงทำให้ฝรั่งเศสไปได้ไกลที่สุดเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น   

 

"อาร์ชาวิน-นาสรี" ตายเพราะปาก

          แม้จะเป็นหนึ่งในขุมกำลังสำคัญของทีมชาติ ทว่า อังเดร อาร์ชาวิน กองหน้ากัปตันทีมชาติรัสเซีย กลับมีพฤติกรรมคล้ายกับสุภาษิตไทยที่ว่า "ปลาหมอตายเพราะปาก" หลังเลือดร้อนไปมีปากเสียงกับกองเชียร์ของตัวเองแบบไม่จำเป็น ขณะที่ ซามีร์ นาสรี กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสก็มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวเหมือนกัน เพราะไปมีเรื่องมีราวกับสื่อเมืองน้ำหอม จึงทำให้ทั้งคู่อาจถูกตัดชื่อออกไปจากระบบการรับใช้บ้านเกิดได้ทุกเมื่อ   

 

 

----------

(หมายเหตุ : 'ผู้ชนะ-ผู้แพ้' แห่งศึกยูโร 2012 : สกู๊ป ยูโร 2012)

----------