ข่าว

'ประกันภัยข้าว'ทำลายระบบ-รัฐแบกภาระ

'ประกันภัยข้าว'ทำลายระบบ-รัฐแบกภาระ

02 ก.ค. 2555

ห่วงประกันภัยข้าวรอบใหม่ ทำลายระบบ-รัฐแบกภาระอ่วม : รายงานพิเศษ : โดย ... ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง

          โครงการประกันภัยข้าวนาปี 2555/2556 ที่เพิ่งเริ่มเดินหน้าหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแบบจวนเจียนเวลาไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ก่อนจะเข้าสู่ฤดูการผลิตในเดือนกรกฎาคมนี้ เพียงเล็กน้อย เป็นเพราะมีปัญหาในการกำหนดเบี้ยประกันภัยที่กว่าจะเจรจาตกลงและหาข้อสรุปที่รัฐบาลยอมรับได้โดยที่ไม่ให้กระเทือนฐานเสียงกลุ่มเกษตรกรก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน

 

          สำหรับตัวเลขค่าเบี้ยที่รัฐบาลเคาะออกมาในปีนี้ กำหนดให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจ่าย 60 บาทต่อไร่ รัฐบาลเข้าไปสมทบอีก 60 บาทต่อไร่ เมื่อรวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยประกันภัยจะอยู่ที่ 129.47 บาทต่อไร่ เท่ากับปีก่อน โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรผู้เอาประกัน บริษัทผู้รับประกันภัย

          ส่วนความคุ้มครองกรณีเกิดความเสียหายจะครอบคลุมจากภัยธรรมชาติ 6 กรณี ประกอบด้วย อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย โดยจะได้รับวงเงินคุ้มครองที่ 1,111 บาทต่อไร่ และปีนี้พิเศษได้ขยายการคุ้มครองไปสู่ภัยศัตรูพืชและโรคระบาดด้วย โดยได้รับการคุ้มครองที่ 555 บาทต่อไร่

          อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองดังกล่าวจะเป็นส่วนนอกเหนือจากที่รัฐบาลจ่ายชดเชยให้เกษตรกรอยู่แล้วในอัตรา 2,222 บาทต่อไร่ โดยจะได้รับความชดเชยหลังจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งหลักเกณฑ์ส่วนของการปลูกข้าวนี้อาจจะออกตามมาในภายหลัง

          ส่วนข้อแตกต่างของการประกันภัยนาข้าวปีนี้กับปีก่อนอยู่ที่การปรับการรับผิดชอบให้เหลือช่วงเวลาเดียวตลอดระยะเวลาประกัน  ไม่ต้องแบ่งเป็นช่วง 60 วันแรกได้รับเงินชดเชย 606 บาท และหลังวันที่ 60 จะได้รับอีก 1,400 บาท รวมเป็น 2,006 บาทต่อไร่ เหมือนปีก่อน โดยปีนี้หากปลูกข้าวแล้วเกิดความเสียหายก็จะได้รับการชดเชย 3,333 บาทต่อไร่ ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน

 

ชี้รัฐบาลดันทุรังกดค่าเบี้ยต่ำเกินจริง

 

          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า การปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่โดยไม่กำหนดช่วงเวลาการเพาะปลูก 60 วันแรกและหลังจาก 60 วันนี้เป็นแนวคิดของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง ที่ต้องการจูงใจให้เกษตรกรเข้าโครงการมากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้ามีเกษตรกรเข้าโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านไร่ และยังมีเรื่องการกำหนดค่าเบี้ยประกันด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังและสมาคมประกันวินาศภัยได้มีการหารือกันมาหลายครั้งและภาคเอกชนประเมินความเสี่ยงการประกันภัยในประเทศไทยสูงกว่าปีก่อนจากที่ระดับ 6% มาอยู่ 12 % หลังจากที่ไทยประสบปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน

          ทำให้บริษัทประกันภัยได้เสนอคิดอัตราค่าเบี้ยที่ระดับ 290 บาทต่อไร่ เพิ่มจากปีก่อนค่อนข้างมาก แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไป เกษตรกรอาจจะรับภาระค่าเบี้ยที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว จึงต่อรองกับบริษัทประกันภัยให้ปรับลดลงมาเหลือที่ 210 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ยอมรับได้ เพราะรัฐมีภาระในการจ่ายเงินค่าเบี้ยแทนเกษตรกรเพียงปีละ 1,400 ล้านบาทเท่านั้น และเตรียมเสนอเรื่องต่อประชุม ครม.แล้ว แต่รัฐบาลได้สั่งให้ไปปรับลดค่าเบี้ยประกันลงมาอีก โดยให้เหตุผลว่า ในปีนี้รัฐบาลมีโครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำใช้งบหลายแสนล้านบาท และเร่งสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมต่างจากปีก่อนแล้ว ค่าเบี้ยประกันก็น่าจะถูกลง

          ทั้งนี้ การกำหนดค่าเบี้ยประกันที่ระดับเดิม 120 บาทนั้น ต้องดึงกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลตั้งขึ้นเข้ามาร่วมด้วย แม้บริษัทประกันภัยของไทยจะเข้ามาขายกรมธรรม์ให้ แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่หรือทั้งหมดน่าจะส่งต่อให้กองทุน เพราะปีก่อนบริษัทประกันของไทยส่งต่อให้ประกันภัยต่างชาติถึง 90% ขณะที่กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติสามารถรับได้ถึง 99%

          “ในเมื่อรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนจะดูแลเกษตรกรให้เสียค่าเบี้ยต่ำ ในภาวะความเป็นจริงที่ตลาดประกันภัยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นค่าเบี้ยแพงขึ้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของกองทุนภัยพิบัติที่จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้แทนบริษัทเอกชน ซึ่งไม่มีใครกล้ารับ เพราะเข็ดจากปีก่อนที่เก็บค่าเบี้ยได้ 120 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสินไหมเกือบ 700 ล้านบาท หรือขาดทุนกว่า 500 ล้านบาท”

 

หวั่นทำลายกลไกประกันภัยข้าว

 

          แหล่งข่าวระบุว่า ประกอบกับกองทุนก็เพิ่งขายกรมธรรม์ภัยพิบัติให้ภาคธุรกิจและประชาชนไปได้แค่หลักพันล้านบาทเท่านั้น จึงยิ่งประจวบเหมาะ หากดึงกองทุนเข้ามาดูแลเพียงปีเดียวในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนก็ไม่น่าจะมีผลกระทบ หรือเป็นภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐมากนัก แต่หากทำต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป มองว่าอาจสร้างภาระในระยะยาวและทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของการผลักดันให้เกิดโครงการประกันภัยข้าวที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากที่รัฐรับทั้งหมดไปให้เอกชนรับภาระบางส่วน 

          เนื่องจากมองว่าการดึงกองทุนภัยพิบัติเข้ามาดำเนินการส่วนนี้ เท่ากับเป็นการโยนภาระกลับมาให้รัฐบาลทั้งหมด จากที่ต้องจ่ายชดเชยความเสียหายอยู่แล้วไร่ละ 2,222 บาท ก็ต้องมาจ่ายเพิ่มอีกไร่ละ 1,111 บาท ซึ่งจากจำนวนเป้าหมาย 8 ล้านไร่นั้น ถือว่าใกล้เคียงกับจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในแต่ละปีอยู่แล้ว จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องจ่ายเงินชดเชยทั้งหมด ซึ่งจะต้องใช้เงินอีกประมาณ 8,888 ล้านบาท ซึ่งก็ต้องมาจากเงินกู้ตามพ.ร.บ.ที่กำหนดไว้ 5 หมื่นล้านบาทอยู่ดี

          ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีภาระต้องจ่ายชดเชยให้เกษตรกรที่ประสบภัยอยู่แล้วปีละ 2 หมื่นกว่าล้านบาท จึงได้แต่มองในแง่ดีว่า พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ 8 ล้านไร่ จะไม่ได้รับความเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีส่วนของค่าเบี้ยประกันที่รัฐต้องจ่ายแทนเกษตรกรอีกปีละ 555 ล้านบาท จึงคิดเป็นเม็ดเงินไม่น้อยหากจะดำเนินโครงการในลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากมองว่าการจ่ายชดเชยความเสียหาย 2,222 บาทต่อไร่นั้น คงยากที่จะไปปรับลดลง เพราะเกษตรกรจะเคยชินกับการได้รับในอัตราดังกล่าว

          อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเคยศึกษาแนวทางการปรับลดส่วนของการชดเชยลงมาเมื่อรวมกับการจ่ายโดยระบบประกันภัยควรอยู่ในอัตราครึ่งๆ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ แต่รัฐบาลมองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ดังนั้น แนวทางที่รัฐบาลทำได้คงต้องดูแลการเงินชดเชยส่วนนี้ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป 

 

ธ.ก.ส.กระตุ้นสาขาดึงเกษตรกร

 

          นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า หลังจากที่ ครม.อนุมัติให้เดินหน้าโครงการประกันภัยข้าวนาปี ธ.ก.ส. ได้เรียกประชุมผู้จัดการสาขาทั้ง 700 กว่าแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เตรียมความพร้อมดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้ รวมทั้งกำชับให้ไปชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ในการทำประกันภัยข้าว เพราะปีนี้ยังได้ขยายการคุ้มครองออกไปเพิ่มเติมนอกเหนือจากภัยธรรมชาติยังมีภัยศัตรูพืชและโรคระบาด ซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรมากกว่าการไม่ทำประกัน อีกทั้งเริ่มคุ้มครองตั้งแต่ลงมือเพาะปลูกด้วย ส่วนรายที่ปลูกไปแล้วก็ยังเข้ามาทำประกันภัยได้หากผลผลิตยังไม่ได้รับความเสียหาย

          สำหรับเป้าหมาย 8 ล้านไร่ในปีนี้ จากจำนวนพื้นที่เพาะปลูก 57 ล้านไร่นั้น แม้จะน้อยแต่ถือว่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีเกษตรกรสมัครใจเข้าโครงการเพียง 5.5 หมื่นราย พื้นที่ 1.05 ล้านไร่ เพราะยังใช้วิธีการโดยสมัครใจไม่ได้เป็นระบบบังคับ หรือพ่วงกับการจำนำข้าว 

          นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายจะให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเข้ามาร่วมดูแลความเสี่ยงภัยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแทนบริษัทประกันภัยนั้น คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าคณะกรรมการกองทุนจะเรียกหารือเพื่อวางแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะถือเป็นบทบาทหน้าที่ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาจากที่เคยมีหลักเกณฑ์ไปก่อนหน้านี้

 

 

----------

(หมายเหตุ : ห่วงประกันภัยข้าวรอบใหม่ ทำลายระบบ-รัฐแบกภาระอ่วม : รายงานพิเศษ : โดย ... ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง)

----------