
ส่งต่อรักจากรุ่นสู่รุ่น
ตระหนักถึงคุณค่าแห่งความรักและคำแนะนำอันมีค่าที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นไปยังลูกน้อยให้เติบโต
ตระหนักถึงคุณค่าแห่งความรักและคำแนะนำอันมีค่าที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นไปยังลูกน้อยให้เติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผลิตภัณฑ์แบรนด์เด็ก "ลิตเติ้ล วาโก้" ชวนคนไทยสร้างสุขในครอบครัวด้วยการจัดโครงการ "3 เจเนอเรชั่น ออฟ เลิฟ ล้อมรัก 3 วัย อุ่นใจไม่มีวันหยุด" พร้อมเชิญ 2 ครอบครัวใหญ่ นำโดย ยายดาริกา- แม่บุณฑริกา ปุณณกันต์- หลาน บุณทรีก์ พรธิติ และ ย่าภัทรา แม่มณีสุดา- หลานณดาธร ศิลาอ่อน มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์สร้างลูกให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงความปรารถนาดีและความห่วงใยระหว่างกัน ที่ห้องบอลรูม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในฐานะคุณแม่ของลูกชายหญิง 4 คน "ดา"ดาริกา เปิดใจถึงการเลี้ยงลูกๆ และเลี้ยงหลาน ว่าค่อนข้างต่างกัน สมัยเลี้ยงลูกเครียดเนื่องจากต้องทำงานด้วยจึงไม่ค่อยมีเวลา แต่มาวันนี้พอไม่ต้องทำงานแล้ว ทำให้มีเวลาให้กับหลานๆ มากพอได้ใกล้ชิดมากๆ จึงรู้สึกผูกพันมาก หลานเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้มีกำลังใจอยากมีชีวิตอยู่ไปนานๆ
"ที่จริงมีคำพูดว่า แขนงแรงกว่าหน่อ ถือว่าเป็นเรื่องจริงนะ เพราะทุกวันนี้อะไรที่เราทำให้หลานได้ก็พร้อมจะทำทุกอย่าง อันที่จริงก็ทำเพื่อลูกนั่นแหละ อย่างถ้าพ่อแม่เขาไม่ว่างไปรับลูกที่โรงเรียนเราก็ช่วยไปรับให้ หรือนอนกับหลานคนโต เล่านิทานให้หลานฟังบางครั้งเราง่วงนอนเล่าผิดเล่าถูกหลานก็จะคอยถามคอยแย้งก็สนุกดี ทั้งนี้ทั้งนั้นบ้านจะอบอุ่นได้ทุกคนต้องรักกัน ลูกต้องเคารพพ่อแม่ ความชื่นใจของพ่อแม่ก็คือลูกกับหลาน อย่างเมื่อก่อนลูกสาวมีงอนแม่บ้าง ครั้นพอเขาไปมีลูกของตัวเองก็ไม่มีอาการนี้แล้ว นี่ถือว่าเป็นบุญคุณของหลานที่ทำให้แม่กับยายเข้าใจกันมากขึ้น" คุณยายและคุณย่าในเวลาเดียวของหลานๆ ทั้ง 5 เล่าพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข
ด้านคุณย่าของหลานชายหญิง 8 คน "ใหญ่" ภัทรา เล่าว่า ที่ผ่านมามักจะมีคำพูดที่ว่า แม่สามีลูกสะใภ้ไม่ค่อยถูกกัน แต่สำหรับตัวเองเป็นคนมีระเบียบไม่ใช่คนเจ้าระเบียบ โชคดีลูกชายรู้ใจหาสะใภ้ถูกใจอยู่ในปกครองของแม่ พี่น้องรักกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน หลานๆ ก็น่ารักทุกคน แค่นี้ก็สุขใจแล้ว
"ทุกวันนี้มีอยู่ 2 สุข คือ ร้าน กับ หลาน ถ้าถามว่ารักลูกกับรักหลานเป็นอย่างไร เราว่ารักคล้ายๆ กัน แต่รักหลานมากกว่า ลูกก็เป็นห่วงแต่หลานยิ่งห่วงกว่า ดีที่หลานๆ มีพ่อแม่ของเขาดูแล ประกอบกับลูกๆ ปลูกบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกันหมด หลานๆ ก็อยู่ด้วยกันได้เจอกันทุกวัน ไม่ต้องวิ่งไปหาหลานที่ไหน ถึงเวลาพ่อแม่เขาก็จัดการดูแลกันเอง ถึงเวลาพามาให้ชื่นใจ" ป้าใหญ่เปิดใจ
มาถึงรุ่นลูก "บุ๋ม"บุณฑริกา ซึ่งออกตัวว่าถึงไม่ค่อยได้บอกรักแม่บ่อยนัก แต่ก็รักคุณแม่มาก โดยเฉพาะเมื่อตัวเองเปลี่ยนบทบาทจากลูกมาเป็นแม่แล้ว ยิ่งรักแม่มากขึ้น เข้าใจแม่มากขึ้น และให้เวลาคุณแม่มากขึ้นด้วย
"แม่เป็นทั้งแม่และทั้งเพื่อน เวลามีอะไรแม่จะคอยให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา พอมีลูกเราเองเลี้ยงลูกไม่เป็น เพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ไม่มีเวลาเตรียมตัว ต้องคอยถามคุณยายทุกอย่าง ถามตลอด เวลาลูกไม่สบาย ทุกวันนี้หลานๆ เป็นเหมือนโซ่ทองคล้องให้แม่กับยายเจอกันหรือติดต่อมากยิ่งขึ้น" ลูกสาวคนเดียวของบ้านปุณณกันต์เผยความในใจ พร้อมกับเล่าถึงเทคนิคการเลี้ยงลูกว่าทุกวันนี้เธอยังยึดหลักรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีควบคู่กับการสอนให้เป็นคนมีน้ำใจ รู้จักมารยาทการเข้าสังคม และสวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งสืบทอดมาจากคุณแม่ของเธอนั่นเอง
ฟากลูกสะใภ้บ้านศิลาอ่อน "เอ็ม" มณีสุดา ก็เลือกใช้ความรักความอบอุ่นที่แม่สามีมอบให้ลูกๆ หลานๆ ในฐานะคุณย่า นำมาต่อยอดสำหรับฟูมฟักลูกๆ ของเธอในอีกขั้นหนึ่ง
"กับลูกๆ ถึงต้องทำงานแต่จะพยายามใกล้ชิดๆ ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างเข้มงวด เพราะอยากให้เขารู้จักหน้าที่ รู้จักกาลเทศะ และมีระเบียบวินัย สำหรับคุณย่าก็ให้ความรักความเมตตาดูแลลูกๆ หลานๆ ทุกคนอย่างดีจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ท่านจะทำอาหารเย็นให้ทานเอง ดังนั้นทุกเย็นจึงเหมือนช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว ทุกคนได้มาพูดคุยมาแชร์กันบนโต๊ะอาหาร" 1 ใน 3 สะใภ้แห่งบ้านศิลาอ่อนเผยวิธีสร้างสุข



