ข่าว

ที่นี่บัวแก้ว:ทิศทางสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

ที่นี่บัวแก้ว:ทิศทางสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

02 ก.ค. 2555

คอลัมน์ ที่นี่บัวแก้ว : ทิศทางสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ หลังนาซาขอใช้อู่ตะเภาชะงัก : โดย ... นันทิดา พวงทอง

         บทเรียนที่เกิดขึ้นจากกรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการสำรวจและเก็บข้อมูลสภาพอากาศในทะเลอ่าวไทย สุดท้ายต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณารัฐสภา ได้สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายเรื่อง ทั้งความพร้อมทางกฎหมายของไทยว่าเอื้ออำนวยต่อความร่วมมือกับต่างประเทศหรือไม่ เอกภาพทางการเมือง และระบบตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 

 

         ซึ่งในวงเสวนา หัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ : แนวโน้มทิศทางและเป้าหมายหลังการหารือเชิงยุทธศาสตร์” จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับศูนย์อเมริกันศึกษา และสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสหรัฐในแง่มุมต่างๆ ร่วมแสดงทัศนะเพื่อสะท้อนความคิดเห็นไปยังรัฐบาล ในการกำหนดยุทธศาสตร์ไทยต่อสหรัฐในอนาคต

         นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าวว่า รัฐบาลของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีนโยบายการสร้างความสมดุลในเอเชีย จึงเห็นว่าสหรัฐควรเข้ามามีบทบาทในเอเชียในรูปแบบที่หลากหลายและมากขึ้น ซึ่งรูปแบบการให้ความช่วยเหลือก็เปลี่ยนมาเป็นการหารือเชิงยุทธศาสตร์ โดยทำควบคู่กันระหว่างฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหาร

         สำหรับการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ ไทย-สหรัฐ ครั้งที่ผ่านมา เป็นการพูดคุยถึงความมั่นคง การค้า เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน และด้านมนุษยธรรม รวมไปถึงโครงการช่วยเหลือศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ หรือเอชเอดีอาร์ โดยยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศเจรจาบนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศและมีความร่วมมือกับประชาคมโลกด้วย

         ด้านนายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่าเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีการเมืองเข้าแทรก ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างกรณีนาซา ซึ่งคงต้องติดตามดูความร่วมมือและความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ต่อจากนี้ไปอย่างใกล้ชิด มาถึงตอนนี้ คงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งแล้วคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ 

         ขณะที่นายประภัสสร์ เทพชาตรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า หลังเกิดการปฏิวัติวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยยังไม่มีข้อเสนอเชิงรุกต่อสหรัฐอย่างชัดเจน และมาถึงรัฐบาลปัจจุบันก็ยังมีสภาพเช่นนั้นอยู่ สหรัฐมองว่าปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้ไทยเสียโอกาสการเป็นผู้นำประชาคมอาเซียน ทั้งที่สหรัฐมองว่าไทยเป็นประเทศ 1 ใน 5 ของประเทศพันธมิตรชั้นหนึ่งในทวีปเอเชีย และต้องการให้ไทยเป็นประตูให้แก่สหรัฐเข้าสู่อาเซียนและลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง แต่เมื่อการเมืองไทยยังไม่นิ่ง สหรัฐจึงเริ่มหันเหไปสานความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรแก้ไขสถานการณ์ และกำหนดยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐให้ชัดเจน 

         "โชคดีที่ไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางอาเซียน จึงมีความสำคัญในแง่ยุทธศาสตร์การสกัดกั้นการแผ่ขยายอำนาจของจีน ขณะที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศจีน หากในอนาคต สหรัฐกับจีนมีความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น แล้วไทยถูกบีบให้เลือกข้างใด เราต้องคิดถึงในจุดนี้ด้วย ทั้งการคงความสัมพันธ์กับสหรัฐ และสร้างสมดุลกับสหรัฐ และจีน" นายประภัสสร์กล่าว

         นายประภัสสร์มีข้อเสนอแนะว่า ขณะที่สหรัฐพยายามเข้ามามีบทบาทในอาเซียน หากไทยมีส่วนสำคัญสนับสนุนเพิ่มบทบาทสหรัฐ ในเวทีอาเซียนเพื่อถ่วงดุลอำนาจของจีน และแสดงความจริงใจช่วยผลักดันการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-สหรัฐให้บรรลุผลสำเร็จ เชื่อว่า ไทยจะมีอำนาจต่อรองได้

 

 

----------

(หมายเหตุ : คอลัมน์ ที่นี่บัวแก้ว : ทิศทางสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ หลังนาซาขอใช้อู่ตะเภาชะงัก : โดย ... นันทิดา พวงทอง)

----------