ข่าว

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

01 ก.ค. 2555

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

          นั่งอ่านข้อเสนออันแสนจะเชิญชวนและเย้ายวนของธนาคารกรุงไทย ที่เปิดรับเงินฝากประจำ 22 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% กับข้อเสนอของธนาคารกรุงเทพ ที่รับเปิดบัญชีเงินฝากประจำระยะเวลา 5 เดือน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.25% ได้แต่นั่งชั่งใจว่า จะผูกสมัครรักกับ “ยาว” หรือจะปันใจให้แก่ “สั้น” แบบไหนถึงจะดีกว่ากัน
 
          จะเลือกแบบไหน อย่างแรกก็ต้องพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ยว่าจะเป็นไปทางไหน จะไปทางขึ้นหรือจะไปทางลง เพราะถ้าไปทางขึ้น การเลือกระยะเวลาสำหรับฝากเงินก็ต้องเลือกแบบสั้นๆ เพื่อรอเวลาที่ดอกเบี้ยขยับเพิ่มขึ้น แต่หากดอกเบี้ยเป็นขาลงหรือขาทรง ก็อาจจะต้องเลือกระยะเวลาที่ยาวขึ้น เพื่อกำหนดผลตอบแทนที่แน่นอน
 
          ลองนั่งใช้เวลา ไล่เรียงความเห็นจากผู้คนในแวดวงลงทุนแล้ว งานนี้มีปวดขมับได้เหมือนกัน เพราะปัจจัยแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะเรื่องของวิกฤติหนี้ยุโรปยังกลายเป็นปัจจัยลบอันดับหนึ่งที่สร้างความปั่นป่วนและความไม่แน่นอน ดังนั้น ทิศทางดอกเบี้ยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าการแก้ปัญหาของยุโรปจะเป็นไปในทิศทางไหน
 
          ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี แสดงความเห็นว่า แนวโน้มภาวะเงินเฟ้อในปีนี้ จะเป็นไปตามที่แบงก์ชาติคาดการณ์ คือ จะอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เป็นผลดีมาจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง
 
          ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินผลกระทบจากปัญหาหนี้ยุโรปล่าสุด และยังเชื่อมั่นว่า จากที่รัฐบาลไทยหาแนวทางและออกมาตรการรองรับปัญหาหนี้ยุโรปจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังขยายตัวได้ 5.5-6.5% โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) จะใช้นโยบายการเงินดูแลเงินเฟ้อควบคู่กับการดูแลอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากทั้งเงินเฟ้อและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ในเกณฑ์ที่คาดการณ์ดังกล่าวก็คงไม่มีความจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง
 
          แต่ถ้าหากว่า ผลกระทบจากหนี้ยุโรปมีสูงเกินคาดการณ์โดยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 5% แล้วก็มีแนวโน้มว่า แบงก์ชาติจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำลง เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
 
          ขณะที่คุณประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี  บอกว่า จากสัญญาณของแบงก์ชาติในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยน่าจะทรงๆ ตัวต่อไป หรืออาจจะปรับลงได้หากวิกฤติยุโรปรุนแรงขึ้นนั้น ดังนั้น การ "ล็อก" ผลตอบแทนไว้ในกองทุนตราสารหนี้ที่อายุ 12 เดือน ซึ่งอยู่ในราว 3.6% หรือนานกว่านั้น ก็สามารถทำได้ หากส่วนต่างผลตอบแทน อยู่ในระดับที่จูงใจ
 
          เช่นเดียวกับ คุณวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด ที่เชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้จะโตที่ระดับประมาณ 5.5% เนื่องจากการเติบโตที่สูงในช่วงไตรมาสที่ 1 หลังเหตุการณ์น้ำท่วม ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่ลดลง ราคาอาหารที่ต่ำ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยเป็นตัวเสริมให้ตลาดหุ้นไทยเป็นที่น่าลงทุนในอาเซียน ส่วนอัตราเงินเฟ้อมองว่าจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 3.2% จากระดับ 3.5% และส่งผลให้แบงก์ชาติตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ได้หลังจากนี้
 
          ปัจจัยหลักที่มองว่า ทิศทางดอกเบี้ยมีโอกาสปรับตัวลดลง มาจากความกังวลจากเศรษฐกิจยุโรปเป็นหลัก แต่หากมองยาวไปอีกนิด หลายฝ่ายก็มองว่า ทิศทางดอกเบี้ยในช่วงปลายปีมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น
 
          เริ่มจาก คุณอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่บอกว่า ในปี 2555 กบข.ได้วางแผนการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งเตรียมพอร์ตการลงทุนเพื่อรองรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในไทยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2555 และเมื่อเชื่อว่า ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี กบข. จึงเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
 
          คล้ายๆ กับความเห็นของ “ทิสโก้ เวลธ์” บริการที่ปรึกษาการเงินการลงทุนครบวงจรจากทิสโก้ ซึ่ง คุณสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้  มองว่า การที่เงินเฟ้อมีโอกาสที่จะเร่งตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จากเศรษฐกิจไทยที่กลับมาเติบโตโดดเด่นหลังน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว อาจจะเป็นแรงกดดันต่อคณะกรรมการนโยบายการเงินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับที่ 3.00% ณ ปัจจุบัน โดยมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ถึง 3.50% ในสิ้นปี 2555
 
          “เรายังคงคาดการณ์เงินเฟ้อที่ 3.50% ซึ่งสอดคล้องกับแบงก์ชาติที่ปรับคาดการณ์จาก 3.40% เป็น 3.50% อย่างไรก็ตาม ทิสโก้ เวลธ์ ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 6.00% สะท้อนภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวรวดเร็วกว่าคาดไว้ ทั้งด้านการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในโครงการต่างๆ รวมถึงโครงการจัดการน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัยซ้ำซ้อน ขณะที่ความกังวลต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยโดยรวมกลับลดลง”
 
          นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดเงินฝากเริ่มมีขึ้นหลังจากที่แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น การใช้สินเชื่อเติบโตขึ้น ทำให้ธนาคารต่างๆ เร่งระดมเงินฝากมากขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์จึงมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ตลอดปีนี้
 
          สดับจากหลายฝ่ายแล้ว งานนี้ต้องบอกว่า บ้างก็ว่าดอกเบี้ยมีโอกาสลดลง หากยุโรปยังอาการหนัก ดังนั้น ล็อกเงินฝากยาวๆ น่าจะดีกว่า บ้างก็ว่าดอกเบี้ยมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น ล็อกสั้นๆ ก็น่าจะดีกว่า งานนี้หวยก็เลยออกที่ “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” ล็อกแบบกลางๆ ไม่สั้นและไม่นานจนเกินไป แบบเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับทั้งสองกรณีน่าจะดีที่สุด
 
          ว่ากันว่า ถ้าล็อก 3 เดือนก็สั้นเกินไป หรือถ้าล็อก 12 เดือนก็อาจจะนานเกินไป ดังนั้น ล็อก 6 เดือน บวกลบเล็กน้อยจากจุดนี้ ก็น่าจะลงตัว พอเหมาะพอดีกับการบริหารจัดการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนในอนาคตได้
.......................................
(หมายเหตุ รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )