ข่าว

ศาลแพ่งยกคำร้องขอคุ้มครอง'จอดำยูโร'

ศาลแพ่งยกคำร้องขอคุ้มครอง'จอดำยูโร'

29 มิ.ย. 2555

ศาลแพ่งยกคำร้อง "ผู้บริโภค" ขอคุ้มครองจอดำบอลยูโร ชี้ยังไม่มีเหตุอันสมควร มองจากภาพรวมเศรษฐกิจ - สิทธิ์ผู้บริโภค - สิทธิ์เอกชนแข่งขันการค้าตาม รธน.

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 29 มิ.ย. 55  ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว คดีหมายเลขดำ ผบ.1841/2555 ที่ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค , น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคกับพวก รวม 5 ราย ซึ่งเป็นผู้บริโภคใช้บริการสาธารณะฟรีทีวี และผู้ใช้ระบบเคเบิ้ลทีวีและดาวเทียม ร่วมเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคดีผู้บริโภค บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัดมหาชน ผู้ให้บริการสถานีโทรทัศน์ทีวีช่อง 3 , กองทัพบก ผู้ให้บริการสถานีโทรทัศน์ ททบ.5, บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสถานีโทรทัศน์ โมเดิร์นไนน์ และบริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 เรื่องร่วมกันทำละเมิด และผิดสัญญา โดยขอให้ศาลไต่สวนเพื่อขอคุ้มครองฉุกเฉิน ให้จำเลยที่ 1-4 แพร่ภาพถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรโดยด่วนที่สุดก่อนการแข่งขันจะสิ้นสุดในวันที่ 2 ก.ค.นี้

          โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การพิจารณากำหนดวิธีการชั่วคราวระหว่างพิจารณาในคดีผู้บริโภคนั้น นอกจากศาลจะต้องพิจารณาประโยชน์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังต้องพิจารณาประโยชน์และความเสียหายของผู้บริโภคอื่นหรือผลกระทบต่อส่วนรวมโดยรอบด้านด้วย ดังนั้นในการพิจารณาหรือมีคำสั่งใดๆของศาล จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และสิทธิของผู้บริโภคทั่วไปซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนรวมฝ่ายหนึ่ง กับ ประโยชน์และสิทธิของปัจเจกชนในฐานเจ้าของลิขสิทธิ์อันมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายในการจำหน่าย จ่ายโอน หรือหวงกันสิทธิของตน อีกฝ่ายหนึ่ง

          โดยที่รัฐธรรมนูญ ฯ 2550 ม.47 บัญญัติว่า "คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ" จำเลยที่ 1 เป็นเอกชนที่ได้เข้าทำสัญญาสัมปทานกับรัฐเพื่อจัดทำบริการสื่อสาธารณะ ส่วนจำเลยที่ 2-3 เป็นหน่วยงานของรัฐที่ประกอบกิจการบริการสื่อสาธารณะอันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ย่อมต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม 

          ดังนั้นในการประกอบกิจการรวมถึงการทำสัญญาซื้อสิทธิหรือให้เช่าเวลาออกอากาศจากเอกชน ซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 ระหว่างจำเลยที่ 1-3 กับจำเลยที่ 4 ก็ย่อมต้องกระทำโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนในการเข้าถึงสื่อสาธารณะ แม้จำเลยที่ 1-3 จะมีอำนาจในการแสวงหาประโยชน์โดยชอบจากการได้รับสัมปทานหรือการจัดการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ดังกล่าว แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่กระทบสาระสำคัญของหลักการใช้ทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

          ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 - 3 ทราบดีอยู่แล้วว่าการที่จำเลยที่ 4 ขอเช่าเวลาของทางสถานีเพื่อถ่ายทอดรายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 เป็นรายการที่มีเนื้อหาอันมีลิขสิทธิ์จากสมาพันธ์ยุโรปและมีเงื่อนไขในการเข้ารหัสเพื่อป้องกันมิให้สัญญาณรั่วไหลออกนอกประเทศ อันจะส่งผลให้ผู้ชมจำนวนหนึ่งที่รับชมทีวีโดยรับสัญญาณภาพและเสียงผ่านจานหรือกล่องรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่มีรหัส ไม่อาจรับชมรายการฟุตบอลผ่านช่องฟรีทีวีของจำเลยที่ 1 - 3 ได้ ซึ่งเป็นการกระทบสิทธิของผู้ชมดังกล่าวในการเข้าถึงสื่อสาธารณะของรัฐ ทั้งการถ่ายทอดรายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนผังรายการปกติเดิมของช่องสถานี จำเลยที่ 1 - 3 น่าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเหมาะสมว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นแก่ผู้ชมมากน้อยเพียงใด แม้ปัจจุบันคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ ( กสทช.) จะยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการขอเปลี่ยนผังรายการ ตาม ม.34 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 แต่ในฐานะผู้บริหารจัดการสื่อสาธารณะของรัฐและผู้ประกอบธุรกิจที่มีจริยธรรมที่ดีย่อมต้องใช้ดุลพินิจของตนพิจารณาความเหมาะสมของการเปลี่ยนแปลงผังรายการได้เองโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรสื่อสารของชาติและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพของตนเป็นสำคัญ ยิงกว่าประโยชน์ในทางธุรกิจ

          อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาสิทธิของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเอกชนที่รัฐธรรมนูญ ฯ 2550 ม.43 บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพในการประกอบกิจการหรืออาชีพโดยการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมทั้ง ม.41 ของรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับรองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินไว้ ดังนั้นการใช้อำนาจของรัฐทุกองค์กรซึ่งรวมถึงศาลก็ย่อมต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลในส่วนนี้เช่นกัน การที่ศาลหรือองค์กรของรัฐจะใช้อำนาจหรือออกคำสั่งใด ๆ เพื่อล่วงล้ำแดนสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้และต้องกระทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

          เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังสามารถได้รับชมการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวจากทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ,5 ,9 ได้โดยผ่านทางสายอากาศรับสัญญาณทั่วไป หรือโดยการรับช่องทางอื่น ดังเช่น ทางอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวในส่วนของจำเลยที่ 1 - 3 ดังที่โจทก์ทั้ง 5 ขอ ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทยอาจใช้เป็นข้ออ้างในเรื่องลิขสิทธิ์ผ่านทางจำเลยที่ 4 เพื่อระงับการส่งสัญญาณให้แก่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3,5,9 ได้ ส่วนการระงับสัญญาณจะเป็นการกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์สิทธิกันในภายหลังระหว่างคู่กรณี แต่กระทบที่จะเกิดขึ้นทันทีก็คือ ไม่เพียงแต่โจทก์ทั้ง 5 และผู้บริโภคที่ใช้บริการในทำนองเดียวกับโจทก์ทั้ง 5 แล้ว ยังลุกลามไปถึงผู้บริโภคอื่นทั้งประเทศที่อาจไม่ได้รับชมการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวไปด้วย อันจะเป็นความเสียหายมากมายยิ่งกว่า นอกจากนี้ผลกระทบยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ก็คือความน่าเชื่อถือของประเทศที่มีต่อประชาคมโลกในเรื่องการรับรองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬารายการอื่นๆ รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต อันยากที่จะเยียวยาแก้ไข

          เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของผู้บริโภคโดยรวมและความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยทั้ง 4 แล้ว เห็นว่า กรณียังไม่เป็นการสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างการพิจารณามาใช้บังคับในคดีนี้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาของโจทก์ทั้ง 5

          ส่วนคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องนี้แล้วจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องค้านของจำเลยที่ 4 อีก ให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อดำเนินการตาม ม.10 พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2551 

          ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลแพ่ง ได้แถลงย้ำคำสั่งของศาลแพ่งว่า ศาลแพ่งได้คำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภค โจทก์ และผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับสิทธิถ่ายทอดบอลยูโร ศาลเข้าใจว่าช่อง 3, 5 และ 9 เป็นโทรทัศน์สาธารณะ มีบทบาทต้องรับใช้สิทธิ์ของประชาชน แต่ช่อง 3, 5 และ 9 ได้ทำสัญญากับทางแกรมมี่ ถ้าหากมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว และให้ถ่ายทอดสดใน 2 ระบบ อาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์และทางยูฟ่าอาจจะระงับสัญญาณได้ ทำให้ประชาชนที่ชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเสาก้างปลาไม่ได้รับชม เมื่อพิจารณาแล้วจึงให้ความคุ้มครองคนส่วนใหญ่ แต่ศาลก็ได้เขียนในคำสั่งให้ช่อง 3, 5 และ 9 คำนึงถึงสิทธิ์ของประชาชนมากขึ้น โดยอยู่ภายใต้กฎหมายของ กสทช.

          เมื่อถามว่า หากศาลมีคำสั่งเช่นนี้แล้ว จะเป็นการตัดสิทธิในการใช้สิทธิฟ้องคดีของผู้บริโภคที่ซื้อเสาก้างปลา ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระเกินความจำเป็นหรือไม่ นายณรัช กล่าวว่า มองในแง่ของผู้บริโภคแล้วก็เป็นไปได้ แต่ศาลก็คำนึงและมองถึงภาพรวมด้วยว่าจะได้ประโยชน์อย่างไร แต่ด้วยกฎหมายที่มีอยู่ถ้าคุ้มครองโจทก์ทั้ง 5 คน อาจทำให้ประชาชนคนอื่นไม่ได้รับชมถ่ายทอดสดบอลยูโรด้วย และเมื่อดูจากสัญญาแล้วถือว่าช่อง 3, 5 และ 9 ได้ทำตามสัญญากับแกรมมี่ ภาระดังกล่าวอาจจะต้องเกิดขึ้นกับประชาชน แต่ในอนาคตเมื่อ กสทช. มีบทบัญญัติควบคุมช่องฟรีทีวีแล้วก็ต้องทำตาม ซึ่งคำสั่งของศาลก็แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจต้องดูแลภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

          นางสารี อ่องสมหวัง กล่าวว่า เรายอมรับคำวินิจฉัยของศาล อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่ว่าคำสั่งของศาลจะให้คุ้มครองหรือไม่ ก็เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นการเตือนผู้ประกอบการธุรกิจให้ตระหนักว่า การทำสัญญาโดยละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐจะต้องพิจารณาเงื่อนไขของสัญญาก่อนว่าจะไม่ขัดกับสิทธิการรับรู้ของประชาชน ซึ่งในคำสั่งของศาลก็ระบุว่า ได้พิจารณาถึงภาพรวม หากมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราว แต่ในส่วนของคดีนี้ยังเดินหน้าต่อไป

          "กรณีนี้สะท้อนว่ากฎหมายของบ้านเราก้าวไม่ทันระบบธุรกิจที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ จึงอยากให้ทุกหน่วยงานนำเรื่องนี้ไปเป็นบทเรียน และพิจารณาเรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ผู้บริโภคด้วย ส่วนจะนำคำสั่งของศาลไปเสนอต่อ กสทช. หรือไม่นั้น เห็นว่าอาจจะใช้เนื้อหานี้ส่วนหนึ่ง แต่เชื่อว่าคำพิพากษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะส่วนวางรากฐานต่อไป"

          ขณะที่ นายเดียว วรตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการสายงาน Platform Strategy บ.จีเอ็มเอ็ม ฯ กล่าวว่า ในคดีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทางแกรมมี่เอง ทีวีช่องต่าง ๆ และ กสทช.ต้องตระหนักถึงปัญหาและมีการมาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก อย่างในคดีนี้ก็จะเป็นปัญหาที่เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ไปกระทบกับสิทธิในการรับชมขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่จะเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อป้องกันปัญหาลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต ซึ่งก็ต้องมีการพูดคุยและตกลงในข้อสัญญากันให้มีความชัดเจน อย่างเช่นเรื่องที่ว่า การส่งสัญญาณทางดาวเทียมกับการส่งคลื่นความถี่ทางภาคพื้นดินมีความแตกต่างกันอย่างไรและอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาด้วยหรือไม่

          เมื่อถามว่าจะมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่จะทำให้การถ่ายทอดสดที่มีปัญหาลิขสิทธิ์ไม่ให้หลุดไปในต่างประเทศแต่ได้ดูในฟรีทีวีทุกช่องได้หรือไม่ นายเดียวกล่าว ว่าเรื่องนี้ทางแกรมมีก็ต้องมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีควบคู่กันไปด้วยแต่ติดปัญหาคือในทางสัญญาละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีการทำกับองค์กรต่างประเทศซะมากกว่าที่เราต้องมีการพูดคุยกันให้เข้าใจในผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

"สุภิญญา”ถกวรวัจน์ล้อมคอกปัญหาถ่ายทอดกีฬา

              น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. เดินทางเข้าพบและหารือกับนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล และให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือนาน 1 ชั่วโมงว่า กสทช.และรัฐบาลมีจุดยืนร่วมกันว่าหลังจากนี้จะต้องกำหนดรายการโทรทัศน์ที่ประชาชนควรได้รับชม เช่น ฟุตบอลโลก กีฬาโอลิมปิก หรือการถ่ายทอดรายการสำคัญ ๆ จากต่างประเทศ โดยรายการเหล่านี้ต้องออกอากาศทางฟรีทีวีได้ และหากมีการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็จะต้องหารือกันต่อไปว่ารัฐบาลควรเป็นผู้ไปประมูลซื้อลิขสิทธิ์นั้นมาเพื่อดำเนินการออกอากาศทางทีวีพูลหรือไม่
 
              “รายการต่าง ๆ ที่รัฐเห็นว่าประชาชนควรมีสิทธิได้รับชมหรืออาจเรียกว่ารายการประชานิยม อาจเป็นไปได้ว่ารัฐจะเป็นผู้ไปประมูลลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ หรือ กสทช.อาจเป็นผู้ประมูลเอง และนำมาออกอากาศทางพลูทีวี เพื่อป้องกันการแข่งขันแบบทุ่มตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงของภาคเอกชน จนเป็นปัญหาให้ผู้บริโภครับชมทางฟรีทีวีไม่ได้เหมือนในปัจจุบัน”น.ส.สุภิญญากล่าว
 
              กรรมการกสทช. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 5 ส.ค.ที่จะถึงนี้กสทช.จะเรียกผู้ที่ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิก 2012 และฟุตบอลโลก 2014 มาหารือร่วมกัน และจะขอคำยืนยันจากผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั้งสองรายการว่าจะไม่เกิดปัญหาจอดำในการถ่ายทอดสดกีฬาทั้งสองรายการจนเป็นปัญหากระทบต่อผู้ชมอีก


กสทช.จี้รัฐสั่งไทยคมดูแลทีวีดาวเทียมโฆษณาเกินจริง

              น.ส.สุภิญญา  กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้ขอให้รัฐบาลในฐานะผู้ให้สัมปทานดาวเทียมไทยคมเข้าไปกำกับดูแลบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ให้ตรวจสอบการออกอากาศรายการต่าง ๆ ผ่านทางเคเบิ้ลทีวี เนื่องจากในขณะนี้มีผู้ร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากว่ามีการออกอากาศภาพและข้อความโฆษณาเกินจริง ซึ่งรวมไปถึงช่อง “ป้าเช็ง” ด้วย ที่อาจผิดกฎหมายทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และองค์กรอาหารและยา (อย.) ดูแลอยู่ อย่างไรก็ตามขณะนี้ กสทช.อยู่ในระหว่างการออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการโฆษณาเกินจริงทางวิทยุและโทรทัศน์ อย่างไรก็ตามในระหว่างนี้ รัฐบาลควรมีมาตรการในการดูแลอย่างเร่งด่วนก่อนที่กฎหมายจะแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ เพราะการโฆษณาเกินจริงในบางรายสินค้าเป็นอันตรายต่อประชาชน
 
              กรรมการกสทช. กล่าวอีกว่า วิธีการที่ทำได้เร็วที่สุดคือ รัฐบาลควรออกเป็นมติ ครม.ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีหนังสือไปถึงไทยคมให้ดูแลเนื้อหาของโฆษณาที่ฉายผ่านรายการต่าง ๆ ทางเคเบิ้ลทีวีให้เป็นไปตามกฎหมาย ของสคบ.และอย.เนื่องจากช่องสัญญาณของเคเบิลทีวีส่วนใหญ่ของประเทศเป็นลูกข่ายของดาวเทียมไทยคมเกือบทั้งหมด หากรัฐบาลมีคำสั่งในส่วนนี้ลงไปก็จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วนได้ระดับหนึ่ง