ข่าว

'ยิ่งลักษณ์'ยังดันนาซาเข้าสภา

'ยิ่งลักษณ์'ยังดันนาซาเข้าสภา

29 มิ.ย. 2555

"ยิ่งลักษณ์" ยันเดินหน้าเรื่องนาซาเข้าสภาต่อ พร้อมโยนร่างพรบ.ปรองดองให้สภา ชี้กรณี ”สุชาติ” วิจารณ์ไม่ครบเทอมเป็นความเห็นส่วนบุคคล "วรวัจน์"แย้มครม.ปรับเล็กแค่พรรคร่วม

              29มิ.ย.2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ยกเลิกการขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เพื่อการสำรวจสภาพภูมิอากาศว่า ในแง่ของมติครม.จะเปลี่ยนแปลงกันง่าย ๆ คงไม่ได้  คงต้องทำตามมติของครม.ที่นำเสนอไปยังรัฐสภา เพราะเจตนารมณ์ของครม.ก็เพื่อต้องการให้ใช้สภาเป็นกลไกในการตรวจสอบในเรื่องของผลประโยชน์ของชาติ “ดิฉันเองคนเดียว จะไปเปลี่ยนมติครม.ไม่ได้ ต้องรอดูว่าขั้นตอนนั้นจะไปหารือกันอย่างไร” นายกรัฐมนตรีกล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ผลของสภาจะนำไปว่ากันในปีหน้าหากทางนาซาติดต่อมาอีก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ ครม.เห็นชอบให้นำเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 179 เพื่อหารือกัน เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบผลประโยชน์ของชาติ ถ้าเมื่อมีความเข้าใจตรงกันแล้วครั้งหน้าหากนาซามีความร่วมมือเช่นนี้เข้ามาอีก ก็จะทำให้สังคม และกลไกของสภามีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจมากขึ้นก็กลับมาดูขั้นตอนว่าเมื่อไรที่จะมีการร่วมมือกัน  มาดูขั้นตอนว่าจะมีการอนุมัติของครม.หรือต้องส่งสภาอีกหรือไม่

               เมื่อถามว่าการโต้แย้งในเรื่องนี้ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านควรจะหยุดได้หรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ดิฉันเอง ก็ไม่อยากจะโต้ตอบอะไร จริงๆแล้วทั้งหมดนี้เราต้องร่วมกันทำเพื่อประเทศชาติและเราเองก็อยากเห็นการทำงานที่โปร่งใสมากกว่า เพราะว่าขั้นตอนต่าง ๆ ก็ได้ชี้แจงไปหมดแล้วและอยากให้ทุกคนหันมาช่วยกัน เพราะว่าบางทีถ้าพูดเยอะไปก็เกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์”

               เมื่อถามว่าฝ่ายค้านโยนความรับผิดชอบครั้งนี้เกิดจากฝีมือรัฐบาล ทำให้เสียผลประโยชน์ของชาติ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้ให้สภาพิจาณาและหารือร่วมกันดีกว่า เราคงไม่สามารถตัดสินได้ด้วยกลไกในลักษณะการพูดกันไปมา รัฐบาลจึงเห็นว่าการใช้กลไกของสภาจะดีที่สุดที่จะได้หารือข้อสงสัยทั้งหมด

               ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้ถอนร่าง พรบ.ปรองดอง ออกจากการพิจารณาของสภาฯนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นอำนาจของสภาเพราะได้ผ่านขั้นตอนของครม.ไปแล้วก็คงต้องให้สภาเป็นผู้พิจารณา

               ส่วนที่หากมีการถอนออกไปจะช่วยลดความแตกแยกของสังคมได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอบตอนนี้คงไม่ได้ ส่วนตัวมองว่าต้องคุยกันถ้าเราบอกว่าวิธีไหนจะถูก ถ้าเรายังหาคำตอบไม่ได้ก็ต้องให้สภาพิจาณา ที่สำคัญคือต้องมีการพูดคุยหารือกันว่ามีทางออกอย่างไร ถ้าไม่พูดกันเลยปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่ได้แก้ไข

               ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศธ.ออกมาวิจาณ์ว่ารัฐบาลอาจอยู่ไม่ถึงสิ้นปีนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ก็คงจะห้ามในความคิดเห็นส่วนบุคคลไม่ได้รัฐบาลก็พร้อมที่จะทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เรียนว่าการทำงานต่าง ๆ ก็มีกลไกในการตรวจสอบและมีขั้นตอนตามกฎหมายอยู่แล้ว

               “เราจะมาประมาณการณ์รัฐบาลไม่ได้ รัฐบาลต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดจนกว่าจะครบเทอม การทำงานนั้นก็มีกลไกต่าง ๆ ของรัฐตามระบอบของประชาธิปไตยที่จะตวจสอบอยู่แล้ว เรามาด้วยประชาชนการตัดสินการต้องมาจากประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว


"วรวัจน์"โยนถามสภาถอนถกพรบ.ปรองดอง-แย้มครม.ปรับเล็กแค่พรรคร่วม

               นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมศักดิ์มีแนวคิดให้เลื่อนวาระการพิจารณาพรบ.ปรองดองแห่งชาติออกไปว่า เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของสภา ดังนั้นต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกว่าจะดำเนินการในแนวทางใด แต่วิปรัฐบาลไม่มีมติในการดำเนินการอย่างไร

               “วันนี้สถานการณ์การเมืองเป็นช่วงที่หลายฝ่ายไม่ต้องการให้มีปัญหา เพราะต้องคำนึงถึงปัญหาเศรษฐกิจยุโรปมากกว่า ดังนั้นประเทศไทยไม่พร้อมที่จะได้รับการกระทบกระเทือนใดๆทางการเมืองที่ร้อนแรง  เพื่อประครองเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบในอนาคต จึงพยายามประสานทุกฝ่ายให้ทุกอย่างนิ่ง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะรับไม่ไหว ทางรัฐบาลถึงได้ถอยหมด และประณีประนอมทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก ดังนั้น หากใครจะนำประเด็นการเมืองขึ้นมาจุดในช่วงนี้คงจะไม่เหมาะสม หากเป็นคนที่พอจะมีความหวังดีกับประเทศชาติคงพอมองออกว่าสถานการณ์อย่างนี้ก็ควรลด ๆ เรื่องการเมืองลงเสียหน่อย เพราะถ้าเกิดปัญหาการเมืองขึ้นมาพร้อมด้วยประเทศไทยคงไปไม่ไหว ซึ่งผมขอฝากเรื่องนี้ไว้กับทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายค้านด้วย”

               เมื่อถามว่า โดยเฉพาะเรื่องการปรับครม.ยังไม่ควรเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ใช่หรือไม่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า อำนาจปรับครม.อยู่ที่นายกรัฐมนตรี ถ้าปรับเพื่อให้ดีขึ้นนายกรัฐมนตรีก็ปรับได้ ส่วนจะปรับอย่างไรนั้นอยู่ที่นายกรัฐมนตรีจะประเมินและตัดสินใจ “แต่การปรับครม.ไม่มีอะไรเพราะไม่ได้เป็นการปรับใหญ่ แต่ปรับเพื่อให้ลงตัวบางตำแหน่งเท่านั้น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถ้าจะเกิดขึ้น เชื่อว่าน่าจะเป็นการปรับเล็ก เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่ส่วนของพรรคเพื่อไทยยังไม่น่าจะมี”

ศาลรธน.เปิดชื่อ20พยานผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง


                  นายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนัดคู่กรณีคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฝ่ายผู้ร้องมาไต่สวนด้วยวาจาในวันที่ 5 ก.ค. 2555 และนัดฝ่ายผู้ถูกร้องมาไต่สวนด้วยวาจาในวันที่ 6 ก.ค. 2555 ทั้งนี้คู่กรณีได้ส่งรายชื่อพยานบุคคลที่เข้าไต่สวนกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยฝ่ายผู้ร้อง ได้ยื่นรายชื่อพยานบุคคลทั้งหมด 16 ปาก  ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้อง ได้ยื่นรายชื่อพยานบุคคลทั้งหมด 4 ปาก ประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตประธานรัฐสภา นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

                  นายสมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า พยานบุคคลทั้งหมดต้องทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งทำสำเนาให้อีกฝ่ายรับทราบพยานซึ่งกันและกัน ภายในวันที่ 2 ก.ค. 2555 อย่างไรก็ตาม คาดว่าในวันที่ 4 ก.ค. 2555 นี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมเพื่อหารือและพิจารณาว่า จะอนุญาตจะให้พยานบุคคลคนแต่ละฝ่ายเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะตุลาการฯได้ฝ่ายละกี่คน เพื่อที่ศาลจะได้พิจารณาว่าให้พยานปากใดเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะตุลาการฯ ในวันที่ 5 - 6 ก.ค. 2555

                  อย่างไรก็ตามขณะนี้ศาลจะยังไม่ได้กำหนดนัดวันฟังคำวินิจฉัย เนื่องจากต้องประมวลคำให้การทั้งสองฝ่ายก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนนั้นได้ข้อสรุปเพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากหลักฐานเพียงพอก็สามารถนัดวันฟังคำวินิจฉัยได้ ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าหากมีการไต่สวนเสร็จและได้ข้อสรุปภายในวันที่ 6 ก.ค.2555 โดยศาลก็อาจจะอ่านคำวินิจฉัยได้ในวันเดียวกันก็ได้