ข่าว

'ประชา'แนะรื้อกม.1ปีลงทัณฑ์ป้องกันทุจริต

'ประชา'แนะรื้อกม.1ปีลงทัณฑ์ป้องกันทุจริต

30 มิ.ย. 2555

สิงห์ 'ประชา' แนะรื้อกฎหมาย ขีดเส้น 1 ปีลงทัณฑ์ ป้องกันทุจริต : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

               "ถ้าเขาใช้เงินซื้อสิทธิ์แล้วได้อำนาจรัฐ เขาก็ต้องซื้อ เพราะเขาใช้เงินซื้อเสียงประชาชนแล้วได้ผล เป็นเรื่องธรรมดา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า โทษใครไม่ได้ จึงต้องโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงศึกษาธิการ"

                นับถอยหลังอีก 1 ปี นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายบริหาร ก็จะต้องเกษียณราชการในปี 2556 หมดวาระ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ไปตามกาลเวลา เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในการสนับสนุนแนวนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างหลักธรรมาภิบาล การทำงานที่โปร่งใส ในการทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีของประชาชนตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมา 10 ฉบับ แต่ในทุกๆ รัฐบาลปัญหาสำคัญที่สุดที่ถูกพี่น้องประชาชน นักลงทุนจากต่างชาติ ตำหนิเจ้าหน้าที่ของไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายการเมืองในเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบมาตลอด

                 "ขอบข่ายทุจริตประพฤติมิชอบมีมาตรการหลายอย่าง เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในการอนุมัติโครงการสัมปทานทั้งหลายของรัฐ รวมถึงกระบวนการทำแผนงานโครงการไม่ว่ามินิโปรเจกท์ หรือเมกะโปรเจกท์ เรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นช่องทางให้ทุจริต ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ อยากจะบอกตามตรง การทุจริตประพฤติมิชอบในระดับเล็ก กลาง ใหญ่ คิดว่าฝ่ายการเมืองจะทุจริตประพฤติมิชอบไม่ได้หรอก เพราะฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำกับนโยบาย ถ้าข้าราชการประจำ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกระทรวง อธิบดี ไม่ให้ความร่วมมือ" รองปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว

                   นายประชา กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นบางครั้งต้องโทษข้าราชการ อาจมีความต้องการอยากได้ อยากมี ด้วยการไปใช้อำนาจรัฐ เนื่องจากบางครั้งก็อยากได้ผลประโยชน์ด้วย ดังนั้น เมื่อมีอำนาจมาก การแสวงหาผลประโยชน์ก็มากตามไปด้วย จึงกลายเป็นประโยชน์เกื้อกูลกันระหว่างฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำ ตรงนี้ถ้าทุกฝ่ายมีคุณธรรม จริยธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี มีมโนธรรมที่ดี ปัญหาต่างๆ เหล่านี้น่าจะลดลงไป

                  "ที่น่าเป็นห่วงคือ ในกลไกเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาทุกครั้ง ต้องมีปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงตลอด อันนี้จะไปโทษการเมืองไม่ได้ เพราะตราบใดที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่า ถ้าเขาใช้เงินซื้อสิทธิ์แล้วได้อำนาจรัฐ เขาก็ต้องซื้อ เพราะเขาใช้เงินซื้อเสียงประชาชนแล้วได้ผล เป็นเรื่องธรรมดา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า โทษใครไม่ได้จึงต้องโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงศึกษาธิการ" นายประชากล่าว

                   รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอทางออกว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน ในเรื่องของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เข้าใจกลไกระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด เมื่อเงินสามารถเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย ให้ใครมามีอำนาจรัฐได้ นักการเมืองก็ต้องใช้เงินซื้อเสียงเป็นเรื่องธรรมดา ประเด็นสำคัญคือ มีวิธีการซื้อเสียงหลากหลาย หลังสุดเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีองค์กรอิสระ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งประสิทธิภาพที่กำกับการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องยอมรับว่า ประสิทธิภาพยังไม่ถึง แล้วก็ที่น่าตกใจ กกต.บางจังหวัดก็เป็นคนของพรรคการเมือง ถ้าตัวเองชอบพรรคการเมืองพรรคไหน ผู้สมัครทำผิดก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หากผู้สมัครสังกัดพรรคที่ชอบ หรือเป็นฝ่ายตรงข้าม ก็อีกอย่างหนึ่ง ถ้า กกต.ประจำจังหวัดไม่เป็นกลางในการตัดสินดูแลการเลือกตั้งที่มีบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น อบต. เทศบาล อบจ.หรือระดับชาติ การทำหน้าที่ของ กกต.ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์

                  "ต้องพิจารณาว่า การที่จะตั้งใครเป็น กกต.จังหวัด ต้องดูภูมิหลังว่า เขาเป็นกลางหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นกลาง ก็จะเกิดปัญหาตามมาในทุกระดับ ไม่ว่าจะท้องถิ่น หรือระดับชาติ การคัดสรร กกต.จังหวัด ต้องศึกษาภูมิหลังว่า มีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองหรือไม่ ต้องหาคนที่เป็นกลางจริงๆ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ถ้าคนที่อาจไม่ได้สังกัดพรรคไหนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่พฤติกรรมฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ความยุติธรรมก็เกิดขึ้นได้ยาก แล้วจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส ยิ่งระดับท้องถิ่นยิ่งชัดเจน อย่างเลือก อบต.รายละ 1,500-2,000 เป็นเรื่องที่เห็นชัดๆ เป็นเรื่องจริง อย่าปฏิเสธกันเลย เป็นบาปของประชาชน และจะไปโทษใครไม่ได้ว่า บ้านเราได้แต่นักการเมืองไม่ดี ต้องโทษประชาชน เพราะไปรับเงินเขามาแล้ว เลือกเขาเข้ามา เขาก็ต้องมาถอนทุนเป็นเรื่องธรรมดา" นายประชากล่าว

                   รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ถ้าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจชัดเจน เห็นคุณค่าประชาธิปไตย พอทุ่มเทใช้เงินซื้อแล้วไม่ได้ผลสักครั้งสองครั้ง นักการเมืองทุจริตก็จะเลิกไปเอง หากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองกับระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น เงินก็ซื้อเสียงไม่ได้ ในอดีตที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การทุจริตประพฤติมิชอบมีในหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยก็มี อยู่ในหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องเฝ้ามอง วิธีการที่พบเห็น คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการอนุมัติตามแผนงานโครงงานสัมปทาน 

                   "ผมคิดว่าการปรับปรุงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสัมปทาน ต้องรื้อทั้งระบบ ปรับปรุงใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงใบค่าธรรมเนียมอนุญาตราคาถูกมาก แต่ภาคเอกชนที่เข้ามาประมูลงาน พูดว่าค่าลายเซ็นลงนามอนุญาตราคาแพงมาก ซึ่งข้อเท็จจริง ค่าธรรมเนียมเป็นเงินตกแก่แผ่นดิน ต้องปรับให้แพง โดยเฉพาะสัมปทานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นของคนไทยทั่วประเทศ จึงต้องตกเป็นของคนไทยทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นค่าธรรมเนียมอนุญาตทำธุรกรรมใดๆ เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติต้องแพงมาก" นายประชากล่าวปิดท้าย


.....................................
(สิงห์ 'ประชา' แนะรื้อกฎหมาย ขีดเส้น 1 ปีลงทัณฑ์ ป้องกันทุจริต : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ  )