ข่าว

รถไฟทางคู่'ประจวบฯ-ชุมพร'โมเดลรางสากล

รถไฟทางคู่'ประจวบฯ-ชุมพร'โมเดลรางสากล

30 มิ.ย. 2555

รถไฟทางคู่ประจวบฯ-ชุมพร โมเดลพัฒนาขนส่งระบบรางสู่สากล : รายงานพิเศษ : โดย ... โสภณ เพชรแท้ twitter@sophon_Noc

          ผลการศึกษาความเหมาะสมต่อการพัฒนารถไฟทางคู่ในเส้นทางช่วง จ.ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม พบว่าการเกิดขึ้นของโครงการนี้ โดยพื้นฐานแล้ว จะเอื้อต่อการลดระยะเวลาการเดินทางระหว่าง 2 จังหวัด จากเดิม 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 ชั่วโมง เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทาง จากปีละ 5 แสนตัน เป็น 1.7 ล้านตัน ในปี 2565  ขณะที่ในส่วนของผู้โดยสารคาดว่าจะเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 4 ล้านคน ในปัจจุบัน เติบโตเป็น 15 ล้านคน ในปี 2565 

 

          นับจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนเมษายน 2553 ที่เห็นชอบแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ระยะเร่งด่วน (2553-2558) คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อยุทธศาสตร์การขนส่งในระบบราง เพราะนั่นคือการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน รวมระยะทาง 873 กิโลเมตร ใน 6 เส้นทางสำคัญ ได้แก่ 1.ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร 2.ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กิโลเมตร 3.มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร 4.ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร 5.นครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร 6.ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร 

          เป้าหมายของการพัฒนาให้เกิดรถไฟทางคู่ก็คือ การปิดช่องว่างของการขนส่งในระบบรางจากที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการใช้ในแบบเส้นทางเดี่ยว ให้มาเป็นทางรถไฟในระบบรางคู่ ที่จะเป็นการเพิ่มศักยภาพการคมนาคมในระบบราง  ให้สามารถขนส่งได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ที่สำคัญจะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบโลจิสติกส์ของไทยที่จะก้าวสู่ความเป็นสากล ทั้งนี้ ข้อจำกัดของระบบทางเดี่ยวก็คือ ไม่สามารถทำเวลาในการขนส่งได้ เพราะต้องรอการสับหลีกขบวนรถที่จะผ่านในเส้นทางเดียวกัน ขณะที่ระบบทางคู่จะทำให้ขบวนรถไฟสามารถที่จะสวนทางกันได้ ไม่ต้องเสียเวลากับการหลีกทางให้แก่ขบวนรถไฟที่สวนทาง

          ด้วยศักยภาพแล้วประจวบคีรีขันธ์และชุมพร ถือเป็นประตูสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างภาคกลางลงสู่ภาคใต้  การขนส่งในระบบรางจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพราะด้วยปลายทางของภาคใต้อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย หากพัฒนาการขนส่งระบบรางได้มาตรฐาน จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มศักยภาพและสร้างโอกาสต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับภูมิภาคโดยตรง หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดของผลการศึกษาพบว่า การเกิดขึ้นของทางรถไฟรางคู่ในเส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ช่วยให้ขบวนรถไฟในสายทางนี้เพิ่มความเร็วของการขนส่งจากเดิมที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ตัวรางรถไฟที่พัฒนาขึ้น จะสามารถรองรับการทำความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

          ดังนั้น การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่ประจวบคีรีขันธ์ ในอนาคตจะใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่ใช้ระยะเวลา 5 ชั่วโมง เช่นเดียวกันกับขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ มาที่ชุมพร จะใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง จากเดิมที่ขบวนรถไฟรางเดี่ยวใช้เวลา 8 ชั่วโมง น่าสนใจว่าการศึกษาของ สนข.ต่อทางรถไฟสายใต้ ที่จะพัฒนาให้เกิดทางคู่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2558 ภายใต้วงเงินงบประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท  ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนวิเคราะทางด้านสิ่งแวดล้อม  

          ยังมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ต่อการขยายเส้นทางรถไฟรางคู่ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ที่จะแล้วเสร็จในปี 2562 โครงข่ายสุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์, หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ และหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ที่จะแล้วเสร็จในปี 2575  และการจัดทำเส้นทางรถไฟสายใหม่ สงขลา-ปากบารา ที่จะเป็นรูปแบบของการเชื่อมต่อระบบการขนส่งจากระบบราง ผนวนเข้ากับท่าเรือน้ำลึกปากบารา ใน จ.สตูล ภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นการขนส่งสินค้าจากอาเซียนตอนบนเข้าสู่ไทยทางภาคใต้ กระจายไปสู่ตลาดในโลกตะวันตก 

          "สำหรับรถไฟทางคู่ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสม การจัดรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ ทันทีที่กระบวนการเหล่านี้แล้วเสร็จ ทางกระทรวงคมนาคมจะนำเสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติการดำเนินงานในโครงการ ซึ่งโครงการรถไฟทางคู่จะสร้างโอกาสต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้เต็มรูปแบบ หากผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อในแง่ของการขนส่งสินค้าจากรางสู่การขนส่งทางเรือ ดังเช่นที่เพื่อนบ้านคือมาเลเซียดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ด้วยการเชื่อมทางรถไฟไปจนถึงคลังสินค้าคอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือปีนัง" สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์กับ "คม ชัด ลึก" และกล่าวว่า

          รายละเอียดในทางวิศวกรรมของทางรถไฟรางคู่ ได้มีการออกแบบให้ความกว้างของรางอยู่ที่ 1 เมตร เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับระบบเดิมได้ ทั้งยังออกแบบให้เชื่อมการขนส่งระบบรางเข้ากับทางมาเลเซียที่มีการเปิดเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อมาถึงชายแดนไทย "หากเปรียบเทียบกับมาเลเซียแน่นอนว่า เรายังล่าช้าในเรื่องของการขนส่งระบบราง มาเลเซียขณะนี้ก่อสร้างรถไฟทางคู่ทางด้านตะวันตกของประเทศ ระยะทาง 700 กิโลเมตร จากระยะทางให้บริการภายในประเทศกว่า 1,600 กิโลเมตร ที่สำคัญขณะนี้เพื่อนบ้านเราก้าวไปด้วยการใช้ขบวนรถไฟฟ้าวิ่งระหว่างเมือง ควบคู่ไปกับขบวนรถไฟแบบดีเซลรถไฟ ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องหันมาทบทวนก็คือ ต้องเร่งก้าวไปให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง จะเห็นว่าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ล้วนเป็นตัวเร่งให้แต่ละประเทศสร้างความพร้อม เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบจากการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศสมาชิก" ผู้อำนวยการ สนข.กล่าว 

 

          ด้วยเหตุนี้การผลักดันให้เกิดโครงการรถไฟทางคู่ จึงเป็นมิติที่ท้าทายสำหรับการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยผ่านโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ และมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การลดต้นทุนการขนส่ง

 

 

----------

(หมายเหตุ : รถไฟทางคู่ประจวบฯ-ชุมพร โมเดลพัฒนาขนส่งระบบรางสู่สากล : รายงานพิเศษ : โดย ... โสภณ เพชรแท้  twitter@sophon_Noc)

----------