
ยานยนต์เพื่ออนาคตกาฬทวีป
เวิลด์วาไรตี้ : ยานยนต์เพื่ออนาคตกาฬทวีป
โจเอล แจ็คสัน วิศวกรคอมพิวเตอร์และที่ปรึกษาด้านการบริหารชาวอังกฤษ เดินทางเข้าไปในประเทศเคนยาพร้อมกับองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งเมื่อสามปีก่อน ด้วยความตั้งใจแรกเริ่มคือช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยเพิ่มความสามารถในการผลิต แต่สิ่งแรกๆ ที่แจ็คสันสังเกตเห็นก็คือสภาพถนนหนทาง ที่ขาดการดูแลและจะกลายสภาพเป็นทะเลโคลนทันทีที่ฝนตก ทำให้การเดินทางขนส่งในพื้นที่ชนบทแอฟริกายากลำบากมาก
ผลการศึกษาสหประชาชาติพบว่า ครอบครัวที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในประเทศแอฟริกาแถบซับฮารา หมดเงินไปกับค่าเดินทางทั้งทางตรงและทางอ้อมถึง 39% ยานพาหนะอย่างเดียวที่สามารถแล่นตะลุยบนถนนขรุขระเสื่อมสภาพคือรถเอสยูวีราคาแพงลิ่วเท่านั้น ส่วนรถเล็กๆ ที่พอซื้อหาได้ก็สู้สภาพถนนไม่ไหว
นั่นจึงเป็นที่มาของ โมบิอุส วัน ชื่อรถรุ่นแรกที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ยากๆ ข้อนี้ ด้วยฝีมือของบรรดาช่างเชื่อมและช่างเทคนิคท้องถิ่น โดยใช้อะไหล่ที่ซื้อหาได้ทั่วไป ใช้เวลาประกอบ 10 เดือน ด้วยเงิน 1.4 หมื่นดอลลาร์ ออกมาหน้าตาคล้ายรถแข่งดูน บักกี้ แต่ที่สำคัญคือมันใช้งานได้ดี และมีความหวังมากพอที่จะทำให้แจ็คสันลาออกจากงานประจำมาตั้งบริษัทโมบิอุส มอเตอร์ส
แจ็คสันระดมทุนได้ราว 2.5 แสนดอลลาร์ จ้างทีมวิศวกรสร้างรถรุ่นสองคือ โมบิอุส ทู โดยหลักการคืออะไรที่ไม่มีจำเป็นก็ไม่ต้องมีให้เกะกะ สำหรับรถที่เน้นใช้งานบนถนนขรุขระและสมบุกสมบัน
โมบิอุส ทู สร้างเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2554 ใช้เวลา 3 เดือน มีรายละเอียดด้านวิศวกรรมและการออกแบบมากขึ้น ใช้งบ 1.5 หมื่นดอลลาร์ แจ็คสันตั้งเป้าจะผลิตและขายให้ได้ในราคา 6,000 ดอลลาร์ ให้มีราคาถูกกว่าที่ชาวเคนยาจ่ายซื้อรถมือสอง อาทิ โตโยต้าอายุใช้งาน 4 ปี ราคาประมาณ 8,000 ดอลลาร์ และเชื่อว่าชนชั้นกลางแอฟริกาจะมีกำลังซื้อรถใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดแอฟริกาจริงๆ
"เราขับไปทั่วเคนยาและใช้งานได้ดีมาก พอเราขับเข้าไปในกรุงไนโรบี มักมีผู้คนเข้ามาถามไถ่ว่าจะซื้อได้ที่ไหน"
ปัจจุบันมีรถวิ่งในเคนยาประมาณ 8 แสนคัน และยอดขายแต่ละปีประมาณ 8 หมื่นคัน ส่วนใหญ่เป็นรถมือสอง และจำนวนมากเป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้ทางธุรกิจมากกว่าส่วนตัว
ขณะนี้ โมบิอุส มอเตอร์ส ผลิตรถได้ 50 คันต่อปี แต่หวังว่าจะเพิ่มเป็นหลักแสนคันในทศวรรษหน้า เพื่อให้เป็นยานยนต์เพื่อแอฟริกาอย่างแท้จริง
แจ็คสันเชื่อว่า โมบิอุสมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเครือข่ายคมนาคมในแอฟริกาได้ เพราะการเข้าถึงการขนส่ง ย่อมหมายถึงการเข้าถึงการศึกษาและการสาธารณสุข ทั้งยังหวังว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยผลิตรถตอบสนองความต้องการในแอฟริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการในแอฟริกา และทำให้ภูมิภาคเชื่อมกันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน



