
ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม
ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม , วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
วันก่อนผมฟังเพลง “ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม” แล้วก็เลยทบทวนความจำถึงสงครามเวียดนาม ที่เริ่มต้นในปี พ.ศ.2500 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2518 ซึ่งมีสหรัฐกับเวียดนามเหนือ-ใต้ เป็นตัวละครสำคัญ สงครามที่ทำให้สหรัฐทุ่มเทกำลังทหารถึง 5 แสนคน อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และงบประมาณจำนวนมหาศาล ต่อสู้กับเวียดนามเหนือซึ่งขาดแคลนทั้งอาวุธและอาหาร สงครามที่คร่าชีวิตทหารสหรัฐ ร่วม 6 หมื่นคน บาดเจ็บกว่า 3 แสนคน เวียดนามใต้เสียชีวิต กว่า 2 แสนคน บาดเจ็บ 1.1 ล้านคน ส่วนเวียดนามเหนือและเวียดกงเสียชีวิตประมาณ 1.2 ล้านคน บาดเจ็บกว่า 6 แสนคน สงครามที่สหรัฐ ขายความคิดเรื่องทฤษฎีโดมิโน ที่ว่าถ้าเสียเวียดนามใต้ ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะล้มระเนระนาดลงไปด้วย จนสหรัฐติดปลักโคลนที่ตัวเองขุดขึ้นเพื่อล่อคนอื่น เป็นสงครามตัวแทนระหว่างค่ายตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ และเป็นสงครามที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสมัยของสงครามเย็น
สหรัฐกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนาม ด้วยความทระนงในชัยชนะที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่สอง และการพิชิตญี่ปุ่น รวมทั้งการผลักดันกองทัพเกาหลีเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนออกไปจากเกาหลีใต้เป็นผลสำเร็จ แต่สหรัฐในเวลานั้นยังขาดความรู้และความเข้าใจประเทศเล็กๆ อย่างเวียดนามเพียงพอ ไม่ได้ศึกษาว่าเหตุใดเวียดนามซึ่งถูกจีนปกครองมาเป็นพันปีจึงสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ และเหตุใดจึงลุกขึ้นต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสจนได้รับชัยชนะและประเมินจิตใจของโฮจิมินห์และคนเวียดนามเหนือต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งการเลือก “หุ่น” ที่ผิดพลาด อย่าง โง ดินห์ เดียม มาปกครองเวียดนามใต้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้สหรัฐ ปราชัยในสงครามเวียดนาม ก็คือประชาชนทั้งในสหรัฐเอง และในเวียดนามใต้ คนสหรัฐในช่วงปลายยุค 1960 ต่อต้นยุค 1970 เป็นคนที่เกิดในยุคเบบี้บูม คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนเหล่านี้เป็นประชากรที่มีจำนวนมาก และเติบโตมาในช่วงเวลาที่สหรัฐร่ำรวย มีชีวิตสะดวกสบาย และเป็นยุคของ ประธานาธิบดีเคนเนดี้ ที่คนอเมริกันตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันทางสังคม เป็นยุคที่วัยรุ่นอเมริกันตื่นตัวเรื่องการศึกษาและนิยมการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนหนุ่มสาวเริ่มตั้งข้อสงสัยในสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลต่อการใช้จ่ายของรัฐบาลของตนในสงครามบ้าคลั่งในเอเชีย (Crazy Asian War) และการสูญเสียชีวิตของคนรุ่นหนุ่มในดินแดนอันห่างไกล จนเกิดขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงคราม ซึ่งถูก ประธานาธิบดีนิกสัน มองว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล และมีการดำเนินการในทางลับเพื่อทำลายขบวนการดังกล่าว แต่กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวและเคลื่อนไหวในวงกว้าง
เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมของคนหนุ่มสาวที่เรียกกันว่าฮิปปี้ หรือบุปผาชน (Flower People) ที่ปลดปล่อยตัวเองจากกรอบของสังคม ใช้ชีวิตง่ายๆ แสวงหาสันติภาพ ปฏิเสธการเรียนหนังสือหรือการทำงาน และทางออกใหม่ๆ ซึ่งบางส่วนก็มุ่งไปหาแนวคิดและวิถีชีวิตแบบตะวันออก เช่นอินเดีย บางส่วนก็หันไปหายาเสพติดประเภทต่างๆ และ แบรี่ แซดเลอร์ ผู้แต่งเพลง “บัลลาด ออฟ เดอะ กรีนแบเรต์” ต้องแต่งเพลง “ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม” ขึ้นมา เพื่อเรียกร้องความเห็นใจให้ทหารสหรัฐที่ปฏิบัติการอยู่ในเวียดนามเวลานั้น
ในเวียดนามใต้ การที่ทหารสหรัฐหลายแสนคนเข้าไปอยู่ในเวียดนามใต้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม พร้อมกับปัญหาคอรัปชั่น การปราบปรามคอมมิวนิสต์แบบรุนแรงและเดาสุ่ม การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน ซึ่งผลักดันให้คนเวียดนามใต้ที่คับแค้นกลายเป็นเวียดกง และแนวร่วมของเวียดกงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สงครามเวียดนามยุติมา 37 ปีแล้วครับ เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ก็รวมกันเป็นประเทศเดียวเรียบร้อยโรงเรียนลุงโฮไปนานแล้ว และเวลานี้เวียดนามไม่ใช่นกตัวน้อยๆ อีกต่อไปแล้วล่ะครับ แต่เป็นเหยี่ยวใหญ่ที่บินไปไกลลิบ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเห็นประเทศไหนในโลกถูกแบ่งแยกเป็นเหนือ-ใต้ เช่นเวียดนามในอดีต และก็คงไม่มีใครอยากเห็นคนชาติเดียวกันต้องมาทะเลาะกันเพราะสหรัฐอีกเช่นกัน



