
วิกฤติศก.ยูโรโซนต่อภาคการเงินไทย(จบ)
ผลกระทบจากวิกฤติศก.ยูโรโซนต่อภาคการเงินไทย (จบ) : คอลัมน์ รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
สัปดาห์ที่แล้ว ผมค้างไว้ถึงการประเมินความเสี่ยงประเทศไทย ว่ามี Exposure ต่อหนี้สินที่มีกับธนาคารต่างประเทศที่อาจจะดูว่ามากอยู่พอสมควรที่ร้อยละ 23 ของ GDP แต่หากพิจารณาเศรษฐกิจไทยโดยรวมถือว่ามี Exposure น้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งจากข้อมูลของ BIS พบว่า เขตปกครองพิเศษฮ่องกง นิวซีแลนด์และสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Exposure มากที่สุดเฉลี่ยร้อยละ 120-230 ของ GDP ในขณะที่ประเทศจีน ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Exposure น้อยที่ร้อยละ 5-15 ของ GDP
ดังนั้น จึงประเมินได้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยในกรณีที่มีการ Deleveraging อย่างรุนแรงของธนาคารยูโร
อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าผมคิดว่าผู้กำหนดนโยบายของไทยยังคงเตรียมพร้อมเพื่อการตอบสนองเชิงรุกในกรณีของการ Deleveraging ของธนาคารต่างประเทศที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการตอบสนองทางนโยบายมหภาคผ่านนโยบายการคลังและนโยบายการเงินอาจมีข้อจำกัดมากกว่าเดิมก่อนเกิดวิกฤตbการณ์ทางการเงินโลกปี 2552 แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หรือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในจุดที่ยังดีที่สามารถใช้นโยบายสนองตอบต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังในลักษณะ Countercyclical เนื่องจากหนี้สาธารณะของเราค่อนข้างต่ำที่ร้อยละ 40 ของ GDP ดีกว่าหลายประเทศ
ส่วนในด้านนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเราที่แท้จริงตอนนี้อยู่ใกล้ศูนย์ ทำให้ผมคิดว่า ช่องทางการดำเนินนโยบายการเงินของไทยอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ผู้กำหนดนโยบายของไทยยังคงมีทางเลือกอื่นๆ ของมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงิน ในขณะที่สภาพคล่องในประเทศที่เพียงพอในระบบธนาคารไทยจะสามารถทนต่อภาวะ Deleveraging ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่า 10 เดือนของมูลค่าการนำเข้า และมากกว่า 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ในขณะเดียวกัน ภูมิภาคนี้มีการขยายร่วมมือทางการเงินผ่านมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ ดังนั้น ในสถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีโครงการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อกับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเช่น SMEs
นอกจากนี้ ภาคการธนาคารไทยมีงบดุลที่แข็งแกร่ง เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นที่ 1 (Tier 1 CAR) มีความเพียงพอที่ร้อยละ 15.3 สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ร้อยละ 8.5 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้เสีย (Nonperforming loan) อยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 3 ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา IMF ได้ประเมินความอ่อนไหว หากธนาคารยูโรโซนจะ Deleverage ร้อยละ 25-50 จะทำให้เงินกองทุนขั้นที่ 1 ในธนาคารพาณิชย์ไทยลดลงไปอยู่ที่ร้อยละ 14.5-14.8
แน่นอนว่า สถานการณ์ Deleveraging ของธนาคารยุโรปมีความไม่แน่นอนสูงและอาจจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกันในหลาย Scenarios ดังนั้น ภารกิจหลักของผู้กำหนดนโยบายคงจะต้องทำให้แน่ใจว่า ระบบธนาคารในประเทศจะสามารถชดเชยด้านอุปทานของสินเชื่อ ภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในประเทศ อันจะเป็นการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินจากยุโรปได้ ซึ่งจากข้อมูลต่างๆ ประเมินได้ว่า ภาคการเงินของประเทศไทยน่าจะสามารถรับมือกับความวุ่นวายทางการเงินของยุโรปได้ครับ
----------
(หมายเหตุ : ผลกระทบจากวิกฤติศก.ยูโรโซนต่อภาคการเงินไทย (จบ) : คอลัมน์ รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) <[email protected]>)
----------



