
ปลดแอกจากนักการเมืองและแกนนำ
ปลดแอกจากนักการเมืองและแกนนำ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก [email protected]
ทั้งๆ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวอ้างว่าโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวด้วยการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ของสหรัฐอเมริกา เป็นประโยชน์มากมายมหาศาลกับประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการต่อสู้ รับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ
นอกจากนั้น ยังยืนกรานมาโดยตลอดว่า กรณีองค์การนาซาขออนุญาตรัฐบาลไทย ใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นสถานีวิจัยชั่วคราว ในโครงการวิจัยการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศช่วงมรสุม ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน ไม่เข้าข่ายของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสอง อันจักต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน
ยืนยันว่า ความตกลงที่จะมีขึ้น ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ
แต่แล้วในที่สุด คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้นำเรื่องดังกล่าว เข้าขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า
“ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรี เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้”
ทั้งนี้ กำหนดที่จะนำเรื่องเข้าขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติใดๆ เอาภายหลังเมื่อเปิดสมัยประชุมสามัญในเดือนสิงหาคมไปแล้ว
เท่ากับโครงการดังกล่าวตกเป็นอันพับไป เนื่องจากทางการสหรัฐอเมริกาต้องการคำตอบภายในวันที่ 26 มิถุนายน
ก็แปลกดีที่กล่าวอ้างว่าโครงการวิจัยดังกล่าวมีประโยชน์มากมายมหาศาลกับประเทศไทย มิหนำซ้ำยังมั่นอกมั่นใจ ยืนกรานว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ที่จะต้องนำเข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่กลับปล่อยให้โครงการดังกล่าวล้มพับ หรือล่าช้าออกไป โดยเกิดอยากจะรับฟังความคิดเห็น ส.ส.-ส.ว.ขึ้นมาขณะที่สภาปิดสมัยประชุม
ในเวลาเดียวกันก็พยายามโทษปี่โทษกลอง กล่าวหาว่าพรรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านคัดค้าน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ตีโพยตีพายพาดพิงไปถึงองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ
เล่นการเมืองไม่รู้จักบันยะบันยังกันทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์
ท่ามกลางความสิ้นหวังจากนักการเมือง ยังพอเห็นแสงริบหรี่จากปลายอุโมงค์อยู่บ้าง เมื่อกลุ่มนักวิชาการปัญญาชน วิศวกร-นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาแสดงท่าที จุดยืนของตัวเองต่อโครงการวิจัยดังกล่าวอย่างเป็นเอกภาพ สอดคล้องต้องกัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้พบเห็นมานานทีเดียวในสังคมไทย
บ้านนี้เมืองนี้จะปล่อยให้นักการเมืองแสนรู้ พูดได้ทุกเรื่องกับ "แกนนำ" ซึ่งทำตัวเป็นอภิสิทธิชนพันธุ์ใหม่ ปู้ยี่ปู้ยำต่อไปไม่ไหวหรอก
นักวิชาการปัญญาชน องค์กรวิชาชีพต่างๆ นี่แหละที่พอหวังพึ่งพา พลิกผันโฉมหน้าประเทศไทยได้แท้จริง



