
ผวาBTSทำพิษกำชับDSIรอบคอบ
บอร์ด กคพ. ผวา คดี 'บีทีเอส' ทำพิษ สั่ง 'ดีเอสไอ' สอบเพิ่ม ย้ำ ต้องรอบคอบ กม.-ข้อเท็จจริง ด้าน กทม. ฉะ รฟท. รุกบริหาร 'จตุจักร' ก่อนหมดสัญญา ขณะที่ มท. ผุดไอเดียศูนย์โอทอปใต้ทางด่วน
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ประจำเดือนมิ.ย. ซึ่งมีวาระสำคัญ พิจารณารับกรณีการเซ็นสัญญาขยายอายุสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ปรากฏว่า มีกรรมการกคพ.เข้าประชุม 16 คน จาก 22 คน โดยการลงมติรับคดีพิเศษต้องใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 15 เสียง
ทั้งนี้ บอร์ดได้ประชุมรับคดีเป็นคดีพิเศษไปตามปกติ ซึ่งในส่วนของสัญญาบีทีเอส โดยบอร์ด กคพ. ได้ให้ความสำคัญซักถาม ทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากกรุงเทพมหานคร ทำหนังสือส่งตรงถึงบอร์ด เพื่อชี้แจงอำนาจของผู้ว่ากทม. รวมทั้งให้ความสำคัญต่อผลกระทบ กับความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชนด้วย บอร์ดจึงสั่งการให้ดีเอสไอ ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน แล้วนำกลับมาเสนอให้พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ บอร์ดกคพ.ยังกำชับให้ดีเอสไอ ประสานขอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงประเด็นที่กทม.เคยสอบถามไปยังกฤษฎีกาว่า ทั้งคำถามและคำตอบมีเนื้อหาอย่างไร เพื่อให้มีข้อเท็จจริงครบถ้วน ประกอบการตัดสินใจของบอร์ด และที่สำคัญคือ ต้องตรวจสอบด้วยว่า ไม่เป็นคดีในอำนาจการไต่สวนของปปช. เพื่อไม่ให้การทำงานของดีเอสไอเสียเปล่า
กทม. ฉะ รฟท. รุกบริหาร 'จตุจักร' ก่อนหมดสัญญา
นายอรุณ ศรีจรูญ ผู้อำนวยการตลาดนัด กองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพ กทม. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการส่งมอบพื้นที่ตลาดนัดจตุจักรให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในสิ้นเดือนมิ.ย.ว่า ขณะนี้ เรื่องอยู่ที่การพิจารณาของ คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการ (กยพ.) ซึ่งขณะนี้ กทม.และ รฟท. ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯเรียบร้อยแล้ว รอเพียงคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการฯเท่านั้น ซึ่งคำวินิจฉัยจะต้องแจ้งต่อที่ประชุม ครม. ต่อไป
ทั้งนี้ หากผลชี้ขาดว่า ให้รฟท.ดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักร กทม.ก็จะต้องรื้อถอนอาคารสำนักงาน แต่หากว่าให้กทม.ดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักร รฟท.จะต้องคืนเงินที่ได้จากการบริหารในช่วง 6 เดือนให้กับกทม.ด้วย
"เมื่อครบสัญญาส่งมอบพื้นที่เดือนมิ.ย. กทม.ก็ยังมีความกังวลเช่นกันว่า รฟท. จะดำเนินการอย่างไร จึงได้หารือกับอัยการ ซึ่งอัยการให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ กทม.และรฟท.จะต้องเจรจากัน ซึ่งในส่วนของกทม.ก็จะแสดงท่าทีนิ่งเฉย รอ รฟท. เข้ามาดำเนินการเจราจา"
สำหรับสัญญาที่กทม.ทำกับ รฟท.นั้น เมื่อหมดอายุสัญญา จะต้องส่งมอบพื้นที่ภายใน 6 เดือน ซึ่งหมายความว่า รฟท. จะเข้าในพื้นที่ไม่ได้ เมื่อหมดสัญญา ต้องรอกทม.ส่งมอบพื้นที่ก่อน แต่เมื่อรฟท.เข้าพื้นที่ไปแล้วตั้งแต่หมดสัญญา ก็ถือว่า รฟม.ผิดสัญญาแล้ว
ส่วนกรณีที่ครม.รับทราบว่า รฟท.จะเข้าดำเนินการในตลาดนัดจตุจักร ก็ไม่ได้หมายว่า จะแก้ไขมติครม.เดิมที่เมื่อปี 2522 และปี 2524 ดังนั้น สิ่งที่ รฟท.เข้าพื้นที่ไปเมือวันที่ 2 ม.ค.2555 ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย
ส่วนกรณีคณะกรรมการเจรจาร่วม 2 ฝ่าย ที่ได้เจรจาก่อนหน้านี้ ได้ยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากรฟท.ได้ทำหนังสือมาแจ้งกทม.ว่า จะไม่เข้าร่วมในคณะกรรมการดังกล่าว สำหรับกรณีที่กทม.เจรจาให้รฟท.ซื้ออาคารสำนักงานตลาดนัดจตุจักร และอาคารอื่น ๆ ในพื้นที่จตุจักร นั้น รฟท.ก็ยืนยันมาแล้วว่า ไม่ขอซื้อ เนื่องจากไม่มีเงินเช่นกัน
จับมือ กฟน. ยกร่างแผนซ่อมไฟส่องสว่างทั่วกรุง
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานติดตามงานการติดตั้งซ่อมแซมไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะในพื้นที่กทม. ภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองสวรรค์” ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สำนักการโยธา (สนย.) ว่า กทม.ได้ยกร่างบันทึกข้อตกลงที่เคยทำร่วมกับกฟน. ในสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม. โดยได้แก้ไขและปรับเปลี่ยนเรื่องการดำเนินการซ่อมไฟส่องสว่าง ซึ่งกำหนดให้มีสายด่วนทั้งของกทม. 1555 และ กฟน. ในการแจ้งเปลี่ยนหลอดไฟ เพื่อให้หน่วยเบส์ทของแต่ละเขต รวมถึงเจ้าหน้าที่ของกฟน. สามารถเข้าไปเปลี่ยนหลอดไฟได้เองทันที่ถ้าพบว่าเกิดการชำรุด
ทั้งนี้ หลอดไฟจะมีคุณสมบัติตามที่กฟน.กำหนดไว้ ส่วนค่าวัสดุหลอดไฟ กทม.จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และกฟน.สนับสนุนในเรื่องค่ากระแสไฟ
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ร่างบันทึกข้อตกลงเรื่องการดำเนินการซ่อมไฟส่องสว่าง จะแล้วเสร็จภายในต้นเดือนก.ค.นี้
นอกจากนี้ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ยังได้ลงนามออกระเบียบโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในการกำหนดให้เป็นพื้นที่สาธารณะถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้กฟน.เข้าไปติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ถนนหลายสายมีไฟส่องสว่างแล้ว แต่พบว่าหลายพื้นที่ก็ยังไม่พอ อาทิ บริเวณป้ายรถเมล์ สะพานลอย ตรอกและและซอยต่างๆ ซึ่งจุดเหล่านี้เป็นพื้นที่เสี่ยง ดังนั้นในสัปดาห์หน้า เขาพร้อมด้วยสจส. และทางเขต จะลงพื้นที่เข้าไปสำรวจพื้นที่เหล่านี้ เพื่อหาทางติดตั้งไฟส่องสว่างโดยเร็ว เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิ.ค. นี้
มท. ผุดไอเดียศูนย์โอทอปใต้ทางด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการรมว.มหาดไทย ได้เดินทางไปติดตามการผลิต และจัดจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ของจ.กาญจนบุรี โดยนายผดุง เปิดเผยว่า สินค้าโอทอป เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังไม่ได้มีการติดตามผลการดำเนินงานที่มากพอ
ทั้งนี้ ทำให้ช่องทางการจัดจำหน่ายยังคงเป็นไปในลักษณะเดิม และไม่ได้ขยายไปยังตลาดต่างประเทศมากพอ ทั้งที่ผลิตภัณฑ์โอทอปห้าดาว สามารถจัดส่งไปยังประเทศที่เป็นตลาดการขนาดใหญ่ เช่นญี่ปุ่น หรือในยุโรปได้ แต่ยังไม่มีการสนับสนุนมากพอ
ดังนั้น จึงได้หารือร่วมกันภายในคณะทำงานว่า จะจัดหาพื้นที่ในกทม. เพื่อเป็นศูนย์ในการจัดจำหน่ายสินค้าถาวร และเป็นตลาดในการนัดพบระหว่างผู้จัดจำหน่าย ผู้ซื้อ และผู้ส่งออกเพื่อกระจายสินค้าโอทอปให้กว้างขึ้น
นายผดุง กล่าวว่า ได้ติดต่อไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)เพื่อขอใช้พื้นที่บริเวณใต้ทางด่วนเพื่อเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอป โดยได้ข้อสรุปว่า จะใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนสีลม ใต้ทางด่วนเพลินจิต และใต้ทางด่วนรามอินทรา รวมถึงให้องค์การตลาด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยจัดส่งผักและผลไม้มาจำหน่ายในราคาย่อมเยาด้วย
ทั้งนี้ คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง โดยตั้งเป้าว่า กลุ่มเป้าหมายหลักจะทั้งชาวไทยที่สนใจสินค้าโอทอป และชาวต่างชาติในละแวกดังกล่าว
ขณะที่ นายวุฒิพงศ์ พงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กทพ.ได้จัดสรรที่ดินสำหรับจัดขายสินค้าโอทอปบริเวณใต้ทางด่วนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายไว้แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ ใต้ทางด่วน บริเวณถ.สีลม ใกล้โรงพยาบาลเลิศสิน 4 ไร่ บริเวณใต้ทางด่วน บริเวณทางลงทางด่วนรามอินทรา 8 ไร่ และบริเวณใต้ทางด่วนเพลินจิต
ทั้งนี้ จะมีการตั้งเป็นอาคารชั่วคราวที่กันฝนได้ และติดเครื่องปรับอากาศ โดยที่ถ.สีลม จะให้เป็นตลาดกลางคืน พร้อมจัดทำเป็นเวทีแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยควบคู่ไปด้วย โดยคาดหวังว่าจุดนี้จะมีชาวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายมากที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้กับโรงแรมหลายแห่ง บริเวณถ.สุรวงศ์ และถ.เจริญกรุง
อย่างไรก็ตาม ก.มหาดไทย ไม่ได้จัดทำเพียงฝ่ายเดียว แต่มีตัวช่วยสำคัญคือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ามาร่วมวางแผนและวางกลยุทธ์ให้กับโครงการ
"ในส่วนของพื้นที่ถ.สีลม และถ.เพลินจิต อาจไม่มีพื้นที่สำหรับจอดรถ แต่ทางคณะทำงานได้หารือกันไว้ว่า จะจัดรถรับส่งให้ผู้จับจ่ายใช้สอย สามารถเข้าถึงตลาดได้ด้วย ส่วนที่ใต้ทางด่วนรามอินทรานั้น จะมีที่จอดรถให้ผู้ที่เดินทางมา"
สำหรับ การจัดทำโครงการทั้งหมด คาดว่า จะใช้งบประมาณราว 100 ล้านบาทเศษ โดยจะสามารถเริ่มสำรวจพื้นที่ และประชาสัมพันธ์โครงการได้ทันทีในเดือนก.ค.นี้ ส่วนกำหนดการเปิดตลาดนั้น คาดว่า อย่างเร็วที่สุดอาจดำเนินการได้ทันในเดือนส.ค.- ก.ย.



