
"ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย"
ในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผมไม่เคยนับคุณชาติชายเป็นลูกพรรค เพราะไม่เคยมาร่วมประชุมพรรคเลย เป็นคำพูดของ "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
ถือเป็นคำพูดที่ยืนยันถึงสาเหตุการปรับ "ชาติชาย พุคยาภรณ์" พ้นจากเก้าอี้ "รมช.เกษตรและสหกรณ์" ทั้งที่มานั่งเก้าอี้ไม่ถึง 5 เดือน
แม้ว่า "ชวรัตน์" จะออกมาเปิดเผยว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า "ชาติชาย" ทำงานบกพร่อง เพียงแต่ถือว่าไม่ใช่คนของพรรค เนื่องจากพรรคต้องดูแลและให้นโยบายกับคนที่ทำงานได้
หากวิเคราะห์จากคำพูดของ "ชวรัตน์" แสดงว่า ที่ผ่านมา "ชาติชาย" เข้ามาเป็น "รัฐมนตรี" ในโควตาภาคกลางของ "กลุ่มสรอรรถ กลิ่มประทุม"
เข้ามาในท่ามกลางกระแสข่าวการเข้ามารับหน้าที่ "นายทุน" ในเสี้ยวของสรอรรถ ที่ตอนนั้นยังไม่กอปรเป็นภูมิใจไทย
แต่เนื่องจาก "ชาติชาย" เป็นทายาทผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม จึงมีความถนัดเรื่อง "บริหารการศึกษา" มากกว่า "บริหารการเมือง"
จึงถือเป็นความโชคร้ายของ "ชาติชาย" ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในช่วงต้องหาเสียง ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถือเป็นกระทรวงเกรดเอ ที่ใครต่อใครเข้ามาก็จะต้องมีต้องหา "โครงการ"
แต่ดูเหมือน "ชาติชาย" จะทำไม่เป็น เพราะที่เห็นเน้นทำงานเชิงภาพลักษณ์โชว์ตัวมากกว่านั่งคิดนั่นคิดนี่ ตามที่พรรคและคนในพรรคอยากเห็น เป็นรูปเป็นร่าง และเป็น "กิจกรรม" ที่คนในพรรคให้การยอมรับ
ยิ่งมี "เนวิน ชิดชอบ" ที่เคยเป็น "รมช.เกษตรและสหกรณ์" มาก่อน ก็ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบ
เพราะขนบธรรมเนียมแล้ว "กิจกรรม" หรือ "โครงการ" มันไม่ได้เกิดเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจบ
หลังเข้ารับตำแหน่งเต็มตัวแล้ว "กิจกรรม" มันยังต้องทำต่อเนื่อง
จะให้เหมือนรัฐมนตรีในยุคสมัยหนึ่งที่ใครต่อใครในพรรคต่างก็รู้กันว่า จ่าย 200 ล้านบาท แล้วบอกว่า พรรคอย่ามายุ่ง...แบบนั้นมันใช้ไม่ได้กับยุคนี้
รายชื่อ ส.ส.ที่ติดโผจะมาแทน "กลุ่มเนวิน" เสนอชื่อของ "ศุภชัย โพธิ์สุ" ส.ส.นครพนม เข้ามาแข่งกับ "รณฤทธิชัย คานเขต" ส.ส.ยโสธร ซึ่งแม้ว่าตัวจะอยู่ "เพื่อแผ่นดิน" แต่ถือเป็นคนใกล้ชิดของ "พ่อมดดำ" สุชาติ ตันเจริญ จึงต้องมาดูว่าใครจะคว้าเก้าอี้ "รมช.เกษตรฯ"
อย่างไรก็ดี แว่วว่ายังมีเรื่องที่ลึกยิ่งกว่าเรื่อง "กิจกรรม" หรือ "โครงการ" ที่ ชาติชาย ไม่ผลิต
จะเป็นเรื่องใด ต้องไปดูว่า ที่มาที่ไปของ "ชาติชาย" ให้ถ่องแท้
แต่สำหรับแรงบีบให้พ้นจากตำแหน่งในครั้งนี้ ดูแล้วชาติชาย เล่นบทไร้เดียงสาได้ว่าไม่รู้เรื่อง เพราะอยู่ญี่ปุ่น นั้น ดูจะเป็นบทที่ดีที่สุด ในขณะที่น้ำกำลังเชี่ยวกราก
"ที่ผ่านมาอาจละเลยต่อการทำกิจกรรมกับพรรค เพราะมุ่งแต่ทำงานในหน้าที่ ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพหลายคนเข้าใจผิด และไม่เข้าใจ แต่สิ่งต่างๆ จะเป็นบทเรียนในการทำงานการเมือง ว่า การเข้ามาทำงานการเมือง ต้องจัดเวลา เพื่อให้เกิดการสมดุล เพราะถ้าทำให้ทุกอย่างเกิดความสมดุล ก็จะสามารถทำงานในหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และสังคมได้ ส่วนอนาคตการเมืองทุกอย่างแล้วแต่ผู้ใหญ่จะตัดสินใจ”
"ชาติชาย" เคยเป็น ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2548 และถูกจัดวางให้ทำหน้าที่ที่ค่อนข้างสำคัญทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น "ผู้ช่วยรัฐมนตรี" ของ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เมื่อสิ้นยุคไทยรักไทย ก็ได้มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน ในรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ถึงจะไม่โดดเด่นจนได้เป็นรัฐมนตรี แต่หลายคนก็เข้าใจว่า ที่ ชาติชาย เลือกคงบทบาทของตนไว้ที่ตรงนั้น ก็เพราะไม่ต้องการปะทะกับแรงเสียดสีภายนอก
ขณะเดียวกัน ต่างก็รู้กันว่า ชาติชาย นั้น เมื่อภักดีกับใครแล้ว ชาติชาย ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
บางคนในกลุ่มเพื่อนเนวิน ก็คิดเช่นนั้น
เพราะการเติบโตทางการเมืองของ ชาติชาย เริ่มในยุค ทักษิณ ชินวัตร และต่อเนื่องยาวมาจนถึงปัจจุบัน
แม้จะละม้ายการก้าวผ่านหลายยุคสมัยของ เนวิน แต่เทียบความหวือหวาแล้ว ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย" ย่อมไม่ใช่คนอย่าง ชาติชาย
แต่ในภาวการณ์ขณะหนึ่ง เมื่อยิ่งแสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่ใช่คนแบบที่ว่า ก็อาจจะถูกยัดเยียดให้กลายเป็นคนที่ภักดีต่อนายคนเดียว...โดยเฉพาะ "นายเก่า"
แต่ถ้า ชาติชาย ต้องไปด้วยสาเหตุนี้ บอกได้คำเดียวว่า อึ้ง !! เกินจะบรรยาย
สมถวิล เทพสวัสดิ์



