ข่าว

ศาลปค.สั่งคืนตำแหน่งให้'ศิโรตม์'

ศาลปค.สั่งคืนตำแหน่งให้'ศิโรตม์'

27 มิ.ย. 2555

“ศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์” อดีตอธิบดีกรมสรรพากร เฮศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ก.คลัง ปลดออกจากราชการปี 51 ชี้คำสั่งไม่ชอบ "ศิโรตม์" ไม่ผิดวินัยร้ายแรงหลังสรุปหลักกฎหมายเว้นภาษีโอนหุ้นชินฯ

                 27มิ.ย.2555 ที่ศาลปกครองกลาง  ถ.แจ้งวัฒนะ   นายอดุล จันทรศักดิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 658/2551 ลงวันที่ 12 พ.ค.2551 ที่ลดโทษปลดนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ฟ้อง ออกจากราชการโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2551 และให้คืนสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องพึงมีตามกฎหมายภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในคดีที่นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ยื่นฟ้อง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้อง เรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                 โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้อง ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและสรุปหลักกฎหมาย ตามที่น.ส.กุลฤดี แสงสายัณห์ นิติกร สำนักกฎหมาย ทำความเห็นเกี่ยวกับการโอนหุ้นของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 738 ล้านบาทให้กับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม ถือเป็นการรับหุ้นโดยเสน่หา ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่นั้น ไม่ปรากฏข้อพิรุธที่บ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ฟ้องได้ติดต่อกับผู้เสียภาษีหรือได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษอย่างไร และไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ผู้ฟ้องมีมูลเหตุจูงใจเอื้อประโยชน์ให้นายบรรณพจน์

                 ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องพิจารณาบันทึกเสนอข้อเท็จจริงและสรุปหลักกฎหมายตามที่นิติกร เสนอมาจึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยสุจริตชอบด้วยกฎมาย ซึ่งการจะพิจารณาว่าผู้ฟ้องได้ทำการโดยไม่สุจริตหรือบ่งชี้ว่าช่วยเหลือ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ของนายบรรณพจน์ นั้น ต้องแสดงให้เห็นถึงขนาดที่เชื่อได้ว่าผู้ฟ้องมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นทางกฎหมายอย่างไร หรือมีพฤติการณ์เรียกรับ 

                 เมื่อการไต่สวนของคณะกรรมการปปช.เป็นเพียงการรับฟังข้อเท็จจริงที่ได้จากการประมวลข้อเท็จจริงที่สรุปมาโดยไม่แสดงถึงเจตนาของการกระทำที่จะถือเป็นความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง การกระทำของผู้ฟ้องจึงไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งแม้ว่า อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน ( อ.ก.พ.) กระทรวงการคลัง จะเห็นว่ากรณีนี้ไม่อาจพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ ต้องวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการเป็นเหตุให้เสียหายกับราชการ โดยอ้างอิงการชี้มูลของสวน ปปช.แล้วลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องมีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1214/2549 ลงวันที่ 29 ธ.ค.2549 มติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต่อที่ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้อง มีคำสั่งลดโทษจากไล่ออกเป็น ปลดออกจากราชการ ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 658/2551 ลงวันที่ 12 พ.ค.2551 แม้จะเป็นการสั่งโดยถือปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่สั่งตามมติ ก.พ.ในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้อง แต่เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

                 จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 658/2551 ลงวันที่ 12 พ.ค.2551 โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2551 และให้คืนสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องพึงมีตามกฎหมายภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้หากคู่ความ ไม่เห็นด้วยคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา