
อสส.ไม่พูดคดีถอนประกัน'ตู่'
อัยการสูงสุด ไม่ขอก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจองค์กรอื่นปมคดีถอนประกัน"จตุพร" ขณะที่ศาลรธน.ยังไม่ถกปม"ตู่"ยื่นหนังสือถวงถาม "สุชาติ" ยันพูดจริงรัฐบาลอยู่พ้นปีนี้ได้ยาก
27มิ.ย.2555 ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม รามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ได้เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาทางวิชาการเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนากฎหมายโดยมีรองอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ รองอธิบดีฝ่าย อัยการพิเศษฝ่าย และเจ้าหน้าที่ประมาณ 300 คน เข้าร่วมสัมมนา
นายจุลสิงห์ กล่าวตอนหนึ่งในการอภิปรายเรื่อง “องค์กรอัยการกับการพัฒนากฎหมายและสำนักงานอัยการสูงสุดในสายตาสื่อมวลชน” ว่า ในการพิจารณาสั่งคดีขออย่าให้มองว่า อัยการไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะจะทำอย่านั้นไม่ได้ ต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นธรรมอย่างแน่แท้ ตนยึดถือนโยบายความเที่ยงธรรมเพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง
ส่วนการวินิจฉัยตีความตาม มาตรา 68 รัฐธรรมนูญ อัยการยึดหลักนิติธรรมโดยไม่ยุ่งหรือก้าวล่วงกับกระบวนการวินิจฉัยขององค์กรอื่น ๆ ซึ่งจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องแต่ละองค์กร การรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นดุลพินิจของท่าน ทั้งนี้อัยการตระหนักถึง 2 ฝ่ายฝ่ายหนึ่งอาจพอใจ อีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่พอใจ แต่หากอัยการไม่ทำความเห็นก็อาจถูกฟ้องตามมาตรา 157 ที่ผ่านมาการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทางคณะกรรมการอัยการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าไม่เป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง จึงงดส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
สำหรับ กรณีที่อัยการยื่นฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยฯ เกี่ยวกับการปล่อยกู้ให้กับบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่ได้ยื่นฟ้องบุคคลในครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณที่รับประโยชน์เงินในบัญชีข้อหารับของโจรด้วยนั้น เพราะ ปปช.มีอำนาจพิจารณาข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบเท่านั้น ไม่รวมถึงข้อหารับของโจร ซึ่งอัยการก็พิจารณาไปตามขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ตามที่ ปปช.ชี้มูลมาเท่านั้น
ส่วนการที่ศาลรัฐธรรมนูญยื่นคำร้องต่อศาลอาญา สั่งถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.จำเลยคดีร่วมกันก่อการร้าย และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนั้น นายจุลสิงห์กล่าวว่า ตนเคารพความเห็นหรือการใช้ดุลพินิจขององค์กรอื่นทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอาญา อย่างไรก็ตามเรื่องการถอนประกันตามปกติแล้วทางศาลจะต้องสอบถามความเห็นมายังอัยการเจ้าของสำนวน แต่จนถึงขณะนี้เท่าที่ทราบยังไม่มีหนังสือจากศาลมาสอบถามแต่อย่างใด
ศาลรธน.ยังไม่ถกปม"จตุพร"ยื่นหนังสือถวงถามเหตุถอนประกัน
ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร ได้ยื่นหนังสือสอบถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถึงกรณีที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยื่นถอนประกันตนเอง ว่า ขณะนี้หนังสือดังกล่าวยังอยู่ในสารบบของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องรายงานไปตามขั้นตอนและลำดับชั้นบังคัญบัญชา เป็นลักษณะเช่นเดียวกันกับหนังสืออื่น ที่ร้องมายังสำนักงานฯ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าเรื่องจะเข้าไปถึงนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ได้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปดึงเก้าอี้ประธานสภาลงจากบัลลังก์ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ และมีประเด็นย่อยคือคุณสมบัติของนายวสันต์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายสมฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่าเรื่องนี้ยังอยู่ที่สำนักบริหารกลาง และเมื่อเข้าสู่กระบวนการก็จะมีการแต่งตั้งตุลาการประจำคดีขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่อง และเสนอเข้าสู่ที่ประชุมตุลาการฯภายใน 15 วัน โดยในที่ประชุมคณะตุลาการฯก็จะมีมติออกมาว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่
"ประธานสาขารัฐศาสตร์ม.สุโขทัย"ชี้รบ.ปรับครม.ช่วงนี้เกิดแรงกระเพื้อมแน่
นายทวี สุรฤทธิกุล ประธานสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า จากกระแสการวิจารณ์อายุของรัฐบาล ที่นายสุชาติ ธาดาธํารงเวช รมว.ศึกษาธิการ ออกมาระบุว่า อายุรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกินสิ้นปีนั้น ตนมองว่าเป็นจุดที่จะทำให้เกิดปรากฎการณ์ของบุคคลที่ไม่พอใจการปรับคณะรัฐมนตรี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หรือเป็นพฤติกรรมหมูไม่กลัวน้ำร้อนมากขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่า จะเกิดแรงกระเพื้่อมต่อการปรับครม.รอบนี้อย่างแน่นอน ส่วนตัวมองว่าควรจะชะลอการปรับครม.ออกไป
"สุชาติ"ยืนยันพูดจริงรัฐบาลอยู่พ้นปีนี้ได้ยาก
นายสุชาติ เปิดแถลงข่าวถึงกรณีมีชื่อถูกปรับพ้นเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ และกรณีที่ให้ข่าวกรณีของนายจตุพรกรณีที่โดนสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยื่นถอนประกันคดีก่อการร้าย ปี 2553 ตลอดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจทำให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลายคนถูกถอดถอนและเป็นเหตุให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องถูกยุบพรรค รวมถึงปัญหาการแบ่งแยกสีก็ยังไม่จบสิ้นลง จะส่งผลให้รัฐบาลอยู่ไม่พ้นสิ้นปีนี้ ว่า ตนได้รายงานให้นายกฯ ทราบผ่านทาง SMS ว่าได้ให้ข่าวไปตามนั้น อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีข่าวปรากฏนั้น เนื้อหารายละเอียดที่ลงไปนั้นถูกต้องตามที่ตนได้ให้สัมภาษณ์ เพียงแต่มีการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ผิดอยู่ โดยไปพาดหัวในทำนองว่า ตนฉุนที่ถูกปรับออกออกจากครม.
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนตั้งอยู่ในศีลธรรมมาโดยตลอดและพูดเสมอว่าไม่ต้องการอะไรจากการมีตำแหน่งนี้นอกจากการยังประโยชน์เพื่อพี่น้องส่วนใหญ่ อีกทั้งการวิเคราะห์รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่าอยู่ยากก็เพราะเป็นการยกกรณีของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งก็มีหลายท่านที่ยกตัวอย่างนี้ เช่น นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าการวิเคราะห์ว่าต่อไปรัฐบาลจะอยู่ยากขึ้น ถ้าไม่ได้มีการดูแลชาติบ้านเมืองตามกฎกติกาที่ยุติธรรม หาคนดี ๆ พัฒนาประเทศยากเพราะไม่รู้จะมาทำไมก็เหลือแต่นักการเมืองแบบเดิม ๆ
“ฝากบอกว่าผมไม่เคยฉุน เพราะผมเป็นคนให้ข่าวเองและด้วยความจริงใจ บางครั้งผมไม่รู้ว่าผมอยู่ที่นี่ไปทำไม ผมไม่เคยมาหาสตางค์สักบาท ไม่เคยมาโยกย้ายคนไม่เป็นธรรมเลยทั้งๆ ที่มีข่าวบางข่าวที่น่าจะโยกย้ายเขาได้ผมก็ไม่ทำเลย ผมรอข้อเท็จจริงเป็นเพราะว่า การโยกย้ายข้าราชการจะทึกทักตามอำเภอใจไม่ได้ มันต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพราะเขาทำงานต่าง ๆ มา30-40 ปีแล้วนักการเมืองแค่ไม่พอใจจะเอาหลักฐาน 2-3 ชิ้นไปขายลงหน้าหนังสือพิมพ์แล้วโยกย้ายเขาได้ ใครจะทำงานให้ชาติบ้านเมืองต่อไป”นายสุชาติ กล่าว
“สุเทพ”หอบแฟ้ม276หน้าเข้าแจงคอป.เหตุการณ์สลายชุมนุม
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่า ตนได้ทำเอกสาร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และเอกสารประกอบในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในปี 2553 จำนวน 276 หน้า โดยลำดับถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2551 วันแรกที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากระบอบทักษิณ และยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายปรองดอง ซึ่งเป็นการปรองดองแค่หน้าปก แต่เนื้อแท้เป็นการข่มขืนน้ำใจคนไทย
นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ตนยังได้มีข้อเสนอแนะไปด้วยว่า ถ้าจะให้เกิดความปรองดองได้จริง พ.ต.ท.ทักษิณและบริวาร ต้องเคารพกฎหมาย เลิกทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับองค์กรอิสระต่างๆ สลายกลุ่มคนเสื้อแดง เลิกหมู่บ้านเสื้อแดง และโรงเรียนเสื้อแดง ถ้าต้องการต่อสู้ตามวิถีทางก็ให้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่าใช้กำลังทำร้ายกัน นอกจากนี้ยังได้เสนอไปอีกว่า อยากให้รัฐบาลมอบให้คอป. ทำหน้าที่จัดการสานเสวนากับประชาชนในทุกภาคส่วน เพราะเป็นหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น หากคอป.ไม่รับ รัฐบาลต้องหาคนกลาง ไม่ควรเอาหน่วยงานรัฐมาทำ



