ข่าว

ก้าวใหม่ของการบริหารจัดการเหรียญ

ก้าวใหม่ของการบริหารจัดการเหรียญ

28 มิ.ย. 2555

ก้าวใหม่ของการบริหารจัดการเหรียญ : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ

          เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนผมได้ข่าวว่ากรมธนารักษ์กำลังจะเตรียมให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการในการจัดตั้งศูนย์กระจายเหรียญ (Hub) ทำให้ผมนึกถึงสมัยที่ผมช่วยงานอยู่ที่สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) เมื่อปี 2548 ช่วงนั้นมีการขาดแคลนเหรียญกันมาก กรมธนารักษ์ให้ สวค. ศึกษาถึงต้นเหตุและวิธีทางแก้ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่เหรียญขาดแคลนคือ เรายังมีข้อจำกัดในการกระจายเหรียญอยู่มาก

 

          จากการศึกษาพบว่า ในช่วงนั้น นอกจากกรมธนารักษ์จะใช้ กทม.เป็นคลังแม่ในการกระจายเหรียญแล้ว ยังมี Hub อยู่ภาคเหนือ 2 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่กับลำปาง ภาคอีสาน 1 แห่งคือ ขอนแก่น และภาคใต้อีก 2 แห่งคือ  สุราษฎร์ธานีกับสงขลา ซึ่งนอกจากทางใต้ที่ขนส่งเหรียญกันทางรถไฟแล้ว กรมธนารักษ์เขาขนส่งเหรียญกันทางรถยนต์ครับ

          มาไล่กันไปทีละภาคครับ โดยเริ่มจากภาคเหนือก่อน ทั้งเชียงใหม่และลำปาง อยู่ไกลกรุงเทพฯ มาก จึงไม่เป็นที่แปลกใจที่ค่าขนส่งจากคลังแม่ที่กรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่สูงถึงราว 1.1% ของมูลค่าเหรียญที่ขนกัน แถมแถบนั้นการเดินทางไม่สะดวก จึงทำให้การขนเหรียญจากเชียงใหม่ไปจังหวัดลูกข่ายใกล้เคียงมีต้นทุนสูงถึงราว 2.0% ของมูลค่าเหรียญ รวมแล้วกว่าจะขนจากคลังแม่ใน กทม.ไปจังหวัดทางเหนือที่ไม่ใช่เชียงใหม่ต้องมีต้นทุนค่าขนส่งถึงราว 3.1% ของมูลค่าเหรียญที่ขนส่งครับ

          ทางอีสานประสบปัญหาต่างกันครับ...พื้นที่ออกจะกว้างใหญ่ กลับมีแค่ขอนแก่นเท่านั้นที่เป็น Hub แถมยังไกลจาก กทม.อีก จึงทำให้ต้นทุนการขนจากคลังแม่ใน กทม.ไปยังขอนแก่นอยู่ที่ 1.5% ของมูลค่า แต่โชคดีที่อีสานการเดินทางไม่ได้ลำบากมากนัก จึงทำให้ค่าขนส่งจากขอนแก่นไปจังหวัดใกล้เคียงไม่แพงมากเหมือนทางภาคเหนือคืออยู่ที่ราว 0.4% ของมูลค่า รวมแล้วกว่าจะขนจากคลังแม่ใน กทม.ไปถึงจังหวัดทางอีสานที่ไม่ใช่ Hub ขอนแก่นก็ต้องมีต้นทุนค่าขนส่งราว 1.9% ของมูลค่าครับ

          ส่วนใต้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ครับ ขนส่งจากคลังแม่ กทม.ไปจังหวัดที่ไม่ใช่ Hub สุราษฎร์ธานีต้นทุนรวมก็ราว 1.6% ของมูลค่า...ขนไปจังหวัดที่ไม่ใช่ Hub สงขลาต้นทุนก็ 2.4% ครับ

          ทางภาคใต้ลักษณะเชิงกายภาพเราเป็นด้ามขวาน การขนส่งทางรถไฟในระยะไกลๆ ก็น่าจะเหมาะสมแล้ว...ส่วนการแก้ปัญหาภาคอื่นก็อาจพิจารณาเลื่อน Hub จากลำปางลงมาอยู่สักแถบนครสวรรค์ เพื่อให้ช่วยกันกระจายเหรียญในแถบภาคเหนือตอนบนกับภาคกลางตอนล่างใกล้ Hub ประหยัดค่าขนส่งลงได้ครับ...การที่ Hub เชียงใหม่อยู่ติดกับ Hub ลำปาง แล้วจะขนเหรียญมาที่แถบกำแพงเพชร ต้นทุนค่าขนก็แพงแย่สิครับ เพราะต้องขนส่งกันระยะไกล สู้เลื่อน Hub จากลำปางลงมานครสวรรค์หน่อยดีกว่าครับ 

          มีศูนย์กระจายเหรียญ (Hub) ที่วางตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ทำไมยังต้องจ้างเอกชนบริหารจัดการเหรียญอีก?...

          จากการศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากระบบบริหารจัดการ ทำให้ทราบว่ายังมีต้นทุนบางส่วนที่เกิดขึ้นจากการขนส่งที่เกินความจำเป็น...เราพิจารณาสถิติการส่งเหรียญกษาปณ์คืนในปีงบประมาณ 2548 พบว่า ในการส่งคืนเหรียญกลับมาคลังแม่ที่ กทม.ทั้งหมดนั้น มีเหรียญดีๆ ยังใช้ได้ถูกส่งกลับมาทั้งหมดร้อยละ 60 ของมูลค่าเหรียญที่ส่งคืน...ถ้าเหรียญที่ลำปางยังดีแต่เหรียญเหลือใช้ ก็อาจเอาไปให้ที่เชียงใหม่หรือเชียงรายที่เหรียญเขาอาจไม่พอใช้...แต่ระบบของเราตอนนี้คือเหรียญเหลือที่ลำปางจะถูกส่งคืนมา กทม. เหรียญขาดที่เชียงใหม่ ก็ส่งจาก กทม.ออกไป...เปลืองค่าขนส่งดีแท้ครับ...จังหวัดอยู่ใกล้กันแท้ๆ แต่โดยระบบราชการเขาไม่อนุญาตให้ตัดยอดกันเองครับ...

          เมื่อนำต้นทุนการขนเหรียญดีกลับมา กทม. แล้วขนกลับไปจังหวัดใกล้เคียงกับที่ขนกลับมาแล้ว พบว่า ค่าใช้จ่ายที่สามารถประหยัดได้ต่อปีหากไม่มีการส่งคืนเหรียญกษาปณ์กลับมาในปี 2548 ที่ทำการวิจัยมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 1,900,980 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.71 ของต้นทุนรวมทั้งหมดที่ใช้ในการขนส่งเหรียญทั่วประเทศ

 

          นับเป็นข่าวดีครับ ที่กรมธนารักษ์ได้เริ่มเดินเครื่องจัดตั้งศูนย์กระจายเหรียญใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ เพราะจะได้ลดต้นทุนค่าขนส่ง...และเป็นข่าวดีอีก

 

 

----------

(หมายเหตุ : ก้าวใหม่ของการบริหารจัดการเหรียญ : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ <[email protected]>)

----------