
ยื่นศาลรธน.ยุบ'ปชป.'เหตุป่วนสภา
'เรืองไกร' ยื่นศาล รธน. ยุบ ปชป. เหตุป่วนสภาเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมยื่นสอบคุณสมบัติ 'ชัช-วสันต์' ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชอบหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 55 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ตนได้ไปยื่นเรื่องต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตรวจสอบ บุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง กรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ ส.ส.จันทบุรี และนายอภิชาต สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี ได้บุกขึ้นไปบนบัลลังก์ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และดึงแขนนายสมศักดิ์อย่างแรง ขณะที่ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม ขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานฯ ลงจากบัลลังก์ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า จากข้อเท็จจริงข้างต้นมีประเด็นที่ควรพิจารณาว่า การกระทำของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่บังอาจบุกขึ้นไปขัดขวางการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ โดยไม่เคารพต่อสถานที่ประชุม ซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐาน อาจเข้าลักษณะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพ กระทำการเพื่อล้มล้างอำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา ซึ่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นตามความในรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ประกอบมาตรา 2 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง
นายเรืองไกร ระบุอีกว่า การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวยอมรับว่า ถ้าภาพลักษณ์ของพรรคต้องเสียหาย แต่สามารถสกัดกั้นกฎหมายที่ทำลายชาติได้ ก็ยอมรับที่จะเสียภาพลักษณ์ ย่อมแสดงให้เข้าใจได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดยหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรค อาจร่วมกันเตรียมการ และกระทำการทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อคัดค้านขัดขวาง หรือสกัดกั้นการประชุมสภาฯ ตามระเบียบวาระดังกล่าว อาจเข้าลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อสั่งการให้พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เลิกกระทำการคัดค้าน ขัดขวางหรือสกัดกั้นการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ของประธานสภาฯ และขอให้พิจารณาวินิจฉัย เพื่อมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการบริหารพรรคฯ เป็นระยะเวลาห้าปี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสี่
ยื่นสอบคุณสมบัติ 'ชัช-วสันต์' ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชอบหรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ตนได้ยื่นเรื่องต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ตรวจสอบว่า ปัจจุบัน นายชัช ชลวร เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ และความเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ชอบหรือไม่ เนื่องจากนายชัช ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2551 โดยไม่ได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยแต่อย่างใด ตามความในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 108 ง หน้า 1 วันที่ 27 มิ.ย. 2551 เมื่อได้ขอลาออกจากตำแหน่ง จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานฯ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2554
แต่จากการโปรดเกล้าฯ ให้นายชัช พ้นตำแหน่งประธานฯ นั้น ไม่ปรากฏว่า ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามหนังสือของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ด่วนที่สุด ที่ ศร 0003.1/621 ลงวันที่ 14 ต.ค. 2554 ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 208 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ดังนั้นย่อมถือได้ว่า นายชัช ได้พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2554 แล้ว และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติแต่งตั้งให้นายชัช เป็นตุลาการฯ อีก ย่อมกระทำมิได้ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ หาใช่อำนาจของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะไปประชุมเพื่อมีมติกันเองได้
นายเรืองไกร กล่าวว่า จึงขอให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยกเว้นนายชัช และนายวสันต์ ได้ร่วมกันพิจารณาความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของนายชัช ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อนายชัช ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การที่นายวสันต์ ได้รับเลือกจากที่ประชุมคณะตุลาการฯ ซึ่งมีนายชัช ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2554 นั้น จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่



