ข่าว

'ประสงค์'อัดรบ.ผิดใช้ม.179ถก'อู่ตะเภา'

'ประสงค์'อัดรบ.ผิดใช้ม.179ถก'อู่ตะเภา'

26 มิ.ย. 2555

"ประสงค์" อัดรัฐบาลใช้ ม. 179 ผิดประเภท ยันต้องผ่านสภาตาม ม. 190 ชี้หากดึงดันอาจถูกยุบพรรค โวยทูตสหรัฐฯทำเกินหน้าที่

             26มิ.ย.2555 น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ต่อประเด็นที่รัฐบาลเตรียมนำเรื่องการอนุมัติให้องค์การนาซาให้ใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานปฏิบัติการสำรวจสภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และให้ทางการสหรัฐอเมริกาตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ว่าตนมองว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้มาตรา 179 มาแทนมาตรา 190 ได้ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งเข้าข่ายในบทบัญญัติของมาตรา 190 ชัดเจน 

             "แต่ในบทบัญญัติของมาตรา 179 นั้น ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้ในกรณีที่รัฐบาลมีปัญหากับการบริหารราชการแผ่นดิน จึงให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายทั่วไปในที่ประชุม โดยไม่มีการลงมติ ดังนั้นแม้ว่ารัฐบาลจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาแล้ว ท้ายสุดรัฐบาลยังไม่สามารถไปลงลงนามในข้อตกลงหรือสัญญาใดๆ กับนาซ่า หรือสหรัฐฯ ได้ ส่วนตัวมองว่าเหตุที่รัฐบาลใช้มาตรา 179 แทน มาตรา 190 นั้นเป็นเพียงการแก้เกี้ยวเท่านั้น" น.ต. ประสงค์ กล่าวและว่า

             หากรัฐบาลดื้อดึงไปลงนามในหนังสือสัญญากับต่างประเทศ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา จะทำให้รัฐบาลมีปัญหา เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจส่งผลให้พรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมถูกยื่นยุบพรรค ส่วน ส.ส.ที่ร่วมด้วยมีสิทธิ์ที่ถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ส่วนตัวเชื่อว่าภายหลังจากที่รัฐบาลไปลงนามในหนังสือสัญญาใดกับสหรัฐฯ จะมีบุคคลไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที

              ผู้สื่อข่าวถามว่าในความเห็นของกฤษฎีกา ยืนยันว่า เรื่องนาซ่านั้นไม่เข้าข่ายมาตรา 190 น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า การพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีหน้าที่ ส่วนความเห็นของกฤษฎีกานั้นตนมองว่าไม่ถูกต้อง  และกฤษฎีกาทำหน้าที่ครั้งนี้เพราะเป็นเพียงกลไกของรัฐบาลเท่านั้น

             ผู้สื่อข่าวถามต่อว่านางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยยืนยันว่าประเด็นศึกษาสภาพอากาศไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานด้านการทหาร น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ตนในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มองว่าทูตสหรัฐฯ ได้ทำเกินหน้าที่ของทูต เพราะได้เข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในประเทศของไทย และต้องการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้น ดังนั้นขอเรียกร้องให้ยุติการเข้ามาแทรกแซง

"มาร์ค"ปัดเตะถ่วงปม"อู่ตะเภา

             นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกรณีที่ครม.มีมติส่งเรื่องที่นาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เข้ารับฟังความคิดเห็นจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ว่า หากรัฐบาลใช้แนวทางนี้ตั้งแต่ต้น และชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ น่าจะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้โครงการนี้ถูกแขวนเอาไว้  ซึ่งไม่ทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ตนแปลกใจว่าความจริงรัฐบาลมีเวลาทำเรื่องนี้หลายเดือน น่าจะรู้ถึงความต้องการของสาธารณะที่จะทราบรายละเอียดต่าง ๆ และเวลาที่ตนและหลายส่วนสอบถามข้อเท็จจริง กลับปล่อยให้รัฐมนตรีออกมาตอบโต้การเมืองอย่างเดียว หวังสร้างกระแสก็ทำให้เป็นปัญหา ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดของโครงการ ทำให้กลายเป็นว่าส่วนใหญ่จะได้รับข้อมูลจากเว็บไชต์ของนาซา แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับยังไม่ทราบถึงการขนอุปกรณ์การสำรวจมาแล้ว และสุดท้ายมายอมรับภายหลัง ทำให้เกิดความสงสัยมากที่สุด นี่ถือเป็นบทเรียน ซึ่งหากที่สุดแล้วเกิดการเสียโอกาสขึ้นมาก็เป็นเพราะไม่ทำให้โปร่งใสตั้งแต่ต้น

             ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลโทษว่าเป็นเพราะฝ่ายค้านทำให้เสียโอกาส นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าฝ่ายค้านไม่สามารถไปขัดขวางใครได้ ถ้าฝ่ายค้านทักท้วงแล้วรัฐบาลหยุดทุกเรื่องอย่างนี้บ้านเมืองคงไม่วุ่นวายเท่านี้ เช่นเรื่องกฎหมายปรองดองหรือรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่าหลายคนตั้งคำถามบนความห่วงใยของประเทศที่ต้องการให้รัฐบาลทำอย่างรอบคอบ และหากโครงการศึกษาสภาวะของเมฆจริงก็ต้องทำในช่วงหน้ามรสุม แต่ถ้าแนวทางรัฐบาลจะใช้มาตรา 179 ก็ไม่น่าจะทำโครงการนี้ภายในปีนี้ได้ และหากต้องการให้เป็นประโยชน์มากขึ้นก็ควรได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าหากมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ คนของเราจะเข้าร่วมได้มากแค่ไหน และได้ประโยชน์อะไร จะนำผลการศึกษามาพัฒนาอะไร หากที่สุดแล้วโครงการนี้ต้องพักไป ก็ไม่ใช่เพราะถูกวิจารณ์ แต่เพราะรัฐบาลไม่ทำอะไรมานับปีในการสร้างความเข้าใจความโปร่งใสให้กับประชาชน

             นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับสหรัฐเพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมายาวนาน และควรทำความเข้าใจกับประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะขณะนี้ยังมีข้อสงสัยอยู่มากว่าทำไมโครงการนี้ไปเกี่ยวข้องเฉพาะไทย กัมพูชา สิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย กลับไม่เกี่ยวข้อง เพราะหากดูตามแผนที่โครงการก็มีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่เขาจะมาใช้น่านฟ้า

             เมื่อถามว่าการที่รัฐบาลจะใช้ช่องทางมาตรา 179 จะเหมาะสมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถือเป็นคนละเรื่องกับมาตรา 190

             เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนอย่างไรหากเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสอบถาม และเป็นโอกาสดีที่จะอธิบายได้ทราบว่าทำไมถึงเกิดข้อห่วงใย ซึ่งก็มีเหตุผลรองรับทั้งสิ้น  ส่วนที่ว่าจะเป็นการตบตาหรือไม่ที่จะชะลอไปถึงเดือนส.ค. แต่ระหว่างนี้อาจมีการขนอุปกรณ์เข้ามานั้นคิดว่า ไม่น่าเป็นไปได้เพราะเท่าที่ได้รับการยืนยันจากครม. ไม่ได้อนุมัติให้รัฐมนตรีไปลงนาม

             ผู้สื่อข่าวถามว่า รมช.ต่างประเทศของจีนแสดงความกังวลว่าหากสหรัฐเข้ามาอาจผลักดันให้ภูมิภาคนี้อยู่ในยุคสงคราม นายอภสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องเอาข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาให้รับรู้ และหากรัฐบาลทำอะไรให้โปร่งใสเรื่องเหล่านี้ก็จะไม่เกิด

             ส่วนที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ระบุว่าการที่นาซาไม่เข้ามา หากเกิดปัญหาน้ำท่วมก็จะช่วยไม่ได้นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า   ตนไม่เห็นว่าตรงไหนที่บอกว่าจะมาสำรวจในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.แล้วจะทำให้น้ำท่วมหรือไม่ท่วม นี่คือปัญหาว่าเหตุใดโครงการนี้จึงตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ รัฐมนตรีไม่รู้ข้อเท็จจริงและเหตุผล แต่อยากทะเลาะทางการเมืองอย่างเดียว ฝ่ายที่ท้วงติงพูดถึงประเด็นบ้านเมือง มีแต่รมว.วิทยาศาสตร์และรมว.ต่างประเทศเท่านั้นที่พูดถึงประเด็นการเมือง เพื่อต้องการให้คนรู้สึกว่าฝ่ายค้านไปขัดขวาง แต่ความจริงฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบและสอบถาม แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ