ข่าว

แม่สายยึดอาวุธล็อตใหญ่ส่งแก๊งยา

แม่สายยึดอาวุธล็อตใหญ่ส่งแก๊งยา

26 มิ.ย. 2555

ผู้การเชียงรายแถลงยึดอาวุธล็อตใหญ่อาพีจี-เอเค-เอ็ม16 พร้อมกระสุนอื้อ ผู้ต้องหา 1 คนรับสารภาพรับจ้างขนอาวุธมาพักในบ้าน ก่อนลำเลียงส่งให้ขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-พม่า

            เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 26 มิถุนายน ที่ห้องดุรงควิบูลย์ ภ.เชียงราย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ โทปุญญานนท์ ผบก.ภ.เชียงราย พ.ต.อ.ณัฎฐวุฒิ ยุววรรณ ผกก.สภ.แม่สาย และ ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง แถลงข่าวการตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมาก โดยมีของกลางประกอบด้วยเครื่องยิงจรวดอาร์พีจีจำนวน 12 กระบอก ลูกจรวดอาร์พีจีจำนวน 16 จำนวน 9 ลูก อาวุธปืนเล็กยาวเอ็ม 16 จำนวน 6 กระบอก ซองกระสุนเอ็ม 16 จำนวน 6 ซอง อาวุธปืนเล็กยาวเอเค 47 จำนวน 17 กระบอก ซองบรรจุกระสุนเอเค 47 จำนวน 17 ซอง รวมทั้งหมด 35 รายการ สภาพอาวุธมีการใช้งานมาแล้วอย่างยาวนานแต่นำมาทำความสะอาดตกแต่งจนดูใหม่ และโทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง พร้อมผู้ต้องหาจำนวน 1 คนชื่อนายสว่าง ใจแก้ว อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 168 ม.12 ต.โป่งผา อ.แม่สาย
 
              โดยการจับกุมมีขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบมีการลักลอบนำอาวุธสงครามจำนวนมากไปเก็บที่ชายแดน เพื่อเตรียมจะนำส่งออกไปให้กับชนกลุ่มน้อยในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านด้าน อ.แม่สาย จึงนำกำลังเข้าไปตรวจค้นที่บ้านของนายสว่างเลขที่ 168 ดังกล่าว ปรากฎว่าไม่พบนายว่างในบ้านแต่เมื่อตรวจไปที่ห้องนอนของบ้านพบอาวุธปืนจำนวนมากดังกล่าวถูกวางเอาไว้ในห้องนอนอยู่เต็ม โดยมีการมัดไว้เป็นมัดๆ และบางส่วนเก็บในกระสอบ เมื่อสอบถามนางนันทนา จันทาพูน ภรรยาของนายสว่างก็ทราบว่าไปทำนาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามไปจับกุมได้ที่ทุ่งนาใกล้หมู่บ้านดังกล่าว
 
              สอบสวนนายสว่างให้การรับสารภาพแต่โดยดีว่าเป็นเพียงคนรับจ้างให้นำอาวุธทั้งหมดไปเก็บไว้ที่บ้าน โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่สองโดยครั้งแรกรับจ้างเก็บเครื่องยิงอาร์พีจีจำนวน 2 มัด ได้เงินค่าจ้าง 7,000 บาท ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองโดยรับเงินมาแล้วจำนวน 10,000 บาทจึงนำไปเป็นต้นทุนในการทำนา ส่วนอาวุธทั้งหมดเมื่อนำไปเก็บไว้ก็จะมีคนไปรับเพื่อนำไปส่งให้คนซื้อต่อไป เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย
 
              พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ โทปุญญานนท์ ผบก.ภ.เชียงราย กล่าวว่า คาดว่าอาวุธสงครามทั้งหมดถูกนำไปส่งให้กับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งในช่วงหลังมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปโดยวิธีแรกขนยาเสพติดโดยไม่ใช้ขนโดยนำซุกซ่อนกับวัตถุต่างๆ เช่น กระสอบข้าวสาร รถจักรยานยนต์ ฯลฯ จากนั้นฝากหรือขนส่งไปกับรถโดยสารทำให้ตรวจสอบยากว่าเป็นใคร และอีกวิธีคือผ่านป่าเขาเข้ามาทางอำเภอชายแดน และลักลอบขนตามเส้นทางป่าเขานี้ไปเรื่อยๆ เพื่อเลี่ยงด่านตรวจตามถนนสายหลัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้อาวุธในการคุ้มกันคาราวานยาเสพติดดังกล่าว ซึ่งกรณีนี้ถือว่าน่าห่วงเพราะจะเป็นอาวุธที่กลับมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปราบปราม ดังนั้นจึงบูรณาการกันทุกฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ ฯลฯ เพื่อสกัดกั้น สำหรับต้นทางที่มาของอาวุธนั้นอยู่ระหว่างประสานฝ่ายทหารตรวจสอบต่อไป แต่เบื้องต้นคาดว่าไม่น่าจะมาจากในประเทศแต่นำเข้าจากต่างประเทศ