
เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลกต้องเปลี่ยนตัวเอง
เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลก...ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
บทความในทฤษฎี 2 สูง เรียกร้องให้ผู้อ่านจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อแนวคิดดังกล่าว ผลปรากฏว่าความคิดเห็นประกอบไปด้วยด้านบวกและด้านลบ หลายคนมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ดีกับการแสดงความคิดเห็นของเราและพยายามที่จะบอกว่าไม่ควรใช้คำพูด “ลวงโลก” เกี่ยวกับทฤษฎี 2 สูง แต่ในทางกลับกันนั้นเราก็อยากที่จะมั่นใจว่าบทความนี้ไม่ได้เป็นบทความที่มีเนื้อหาเพื่อเหยียดหยามหรือหมิ่นประมาทใคร และที่สำคัญคงไม่มีใครจะมาตั้งข้อสงสัยในความจริงใจและความตั้งใจของผู้ประกอบการที่ต่างพยายามตั้งใจและมุ่งมั่นเพื่อที่จะยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผลการทำงานที่ดี แต่มีคำถามคือ “ทำไมผลที่คาดหวังของเรากลับแตกต่างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในตลาด?”
และนั่นคิดว่า “ไม่ใช่เพียงแค่สภาพแวดล้อมของผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นเรื่องของวิชาการด้วย" ความจริงแล้วเรื่องเหล่านี้ควรที่จะมีข้อมูลที่เปิดเผย(รับรู้อย่างทั่วถึง)ในทุกพื้นที่ ถ้าคิดว่าธุรกิจนั้นสามารถที่จะให้ข้อมูลได้อย่างเปิดเผยและรับรู้กันอย่างทั่วถึง เพราะนั่นไม่เพียงแต่จะทำให้สิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือจะไม่ปรากฏได้แล้ว ยังจะเป็นการเสริมสร้างตำแหน่งของตนเองให้มีความมั่นคงในการประกอบธุรกิจใดๆ ด้วย และเช่นเดียวกันในทางวิชาการก็จะต้องไม่อธิบายข้อเท็จจริงกับจุดยืนโดยผ่านทางทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมาจากหลักการของเหตุผลที่มีความสัมพันธ์กันกับข้อเท็จจริงและทฤษฎีที่มาจากการวิจัยเชิงปฏิบัติ
ปัญหาคือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจนั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างการเปิดเผยข้อมูลหรือการรายงานข้อมูลให้แก่ผู้บริโภครับทราบเพื่อที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า(ในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่นั้นแต่ละสาขาจะไม่ค่อยรายงานหรือส่งสัญญาณให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ขณะเดียวกันในบางครั้งด้านหนึ่งยังกลายเป็นเรื่องความลับทางการค้า) แต่อีกด้านหนึ่งคือความต้องการที่จะให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่คนอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเอง(เกษตรกร ฟาร์ม และอื่นๆ) ดังนั้น หากไม่สามารถที่จะรายงานหรือส่งสัญญาณใดๆ ได้ บริษัทขนาดใหญ่ก็จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความไม่ไว้วางใจแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แม้ว่าในขณะนั้นบริษัทจะมีบทบาทที่น้อยในวงธุรกิจดังกล่าว ดังนั้นการร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ในประชาคมอาชีพคือช่องทางที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้และสามารถที่จะลดความหวาดระแวงที่มีต่อกันซึ่งจะส่งผลด้านบวกในตราสินค้าของบริษัท
ปัญหาความสัมพันธ์ของตัวแบบด้านการร่วมมือกันในแต่ละธุรกิจหรือบริษัทนั้นใช้ตัวแบบไหนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างมูลค่า การจัดการเพื่อประกันความเสี่ยงด้วยกันหรือการแยกออกจากกัน แนวคิดแต่ละแนวคิดที่นำเสนอขึ้นมานั้นหากไม่พิจารณาก็อาจจะทำให้ผลตามที่คาดหวังเกิดขึ้นได้ยาก เพราะอย่าลืมว่าการทำงานด้วยกันสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบความสัมพันธ์ อย่างเช่น ความสัมพันธ์แบบนายหัว-ลูกน้อง ผู้สั่งซื้อ-ผู้รับจ้างการผลิต แบบหุ้นส่วนทางธุรกิจหรือการบังคับให้เป็นลูกไล่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในบางครั้งเมื่อเอาตัวแบบความสัมพันธ์มาปฏิบัติก็จะทำให้เกิดรายได้ที่สูงขึ้นแบบ 2 สูง แต่ทำไมในความเป็นจริงกลับไม่ค่อยเกิดขึ้นกับตลาดสินค้าเกษตร
ข้อเท็จจริงคือ เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศนั้น ในขณะที่เราพยายามพูดถึงการให้เกียรติ การยอมรับกันในอาชีพเกษตรกรในสังคม ควรเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนักในการปกป้องศักดิ์ศรี แต่ในความเป็นจริงของอาชีพเกษตรกรนั้น ผู้ที่ประกอบอาชีพการเกษตรไม่ค่อยให้ความเชื่อมั่นในอาชีพและอนาคตของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีการผลักไสทางความคิดและการปฏิบัติแก่ลูกหลานของตนเองให้ประกอบอาชีพอื่นๆ (ถ้ามีโอกาสและโชคช่วย) และการเผชิญกับปัญหาตามฤดูกาล ซึ่งถือเป็นการสร้างความสั่นคลอนในอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้า ภัยแล้ง น้ำท่วมและอื่นๆ เกษตรกรที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์นั้นต่างก็มีทางเลือกในการเดินของตนเองที่จำกัดมาก คำถามคือ เมื่อเกษตรกรมีปัญหาการตลาด อะไรที่จะไปคาดหวังได้ว่าเกษตรกรจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือต้องเป็นเกษตรกรที่เป็นสายพันธ์อื่นๆ? ซึ่งจำเป็นที่จะต้องนิยามออกมาให้อย่างชัดเจน
นี่คือความพยายามทั้งหมดที่จะทำให้ความตั้งใจของเราบรรลุเป้าหมายและเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น เราเชื่อว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกำลังรอคำตอบว่า ทำไมผลเป็นอีกแบบหนึ่งทั้งที่มีความตั้งใจและความปรารถนาที่ดีต่อสังคม ซึ่งอาจจะต้องลองปฏิบัติโดยตนเองจึงจะออกมาจากกับดักทางความคิดได้ หรือควรที่จะมีการแก้ไขปัญหาโดยตนเองโดยกำหนดให้มาตรฐานของคุณภาพดีกว่าทุกๆ วันโดยเริ่มต้นจาก 1 เป็น 100 จาก 100 เป็น 1,000



