
คาดนำ'อู่ตะเภา'เข้าครม.วาระจร
"สุรพงษ์" เชิญทูตสหรัฐฯ แจงกรณีนาซาขอตั้งศูนย์ปฏิบัติการอู่ตะเภา ยันนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ 26มิ.ย. คาดเป็นวาระจร
ที่กระทรวงการต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 มิ.ย.2555 นายสุรพงษ์ โตวิตักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้เชิญนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างนาซาและรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนไทยในขณะนี้
ภายหลังการหารือนายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากที่ประเทศไทยมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่นาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาของไทย เพื่อใช้ในโครงการตรวจสอบการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศ ในช่วงมรสุมคือ เดือนส.ค.-ก.ย.นี้ นั้นโดยฝ่ายไทยจะต้องได้คำตอบภายในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถปฏิบัติการได้ทัน เพราะต้องมีการนำอุปกรณ์เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งการที่นาซาระบุว่าหากไม่มีความชัดเจนในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ก็อาจจะต้องยกเลิกโครงการดังกล่าวนั้น นางคริสตี้ ได้ระบุว่า อาจจะไม่ต้องเป็นวันที่ 26 มิ.ย. เป็นวันสุดท้ายทันที โดยสามารถขยายไปถึงปลายเดือนมิ.ย. นี้ก็ได้ แต่ที่กำหนดเช่นนี้ เพราะเกรงว่าจะขนอุปกรณ์มาไม่ทันเท่านั้นเอง
สำหรับรายงานข่าวที่ว่า ทางสหรัฐได้ขนอุปกรณ์มาตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบไปยังกองทัพเรือแล้ว พบว่ายังไม่มีการขนอุปกรณ์ใดๆเข้ามา ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวจากเว็บไซต์นาซาว่าขนอุปกรณ์มาแล้ว น่าจะเป็นขั้นตอนของการเตรียม เพราะอุปกรณ์ต่างๆ มาทางเรือ จะต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่ง และเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลต่อความสัมพันธ์สองประเทศเสียหาย ตนจึงได้เชิญเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยมาพบอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ปัญหากรณีนาซา เป็นข่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งจากสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ซึ่งนางคริสตี้ รับทราบข้อมูลแล้ว และเห็นสอดคล้องกันว่า มีความไม่เข้าใจในเรื่องนี้ โดยเอาไปรวมกับ เอชเอดีอาร์ มาโยงกัน เพราะนาซ่าเป็นองค์กรพลเรือน ไม่เกี่ยวกับฝ่ายทหาร อย่างที่มีความสับสนเกิดขึ้น
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อห่วงกังวลจากฝ่ายต่างๆ ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และส.ว.บางคน ที่ระบุว่า ถ้ารัฐบาลไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ถือว่าขายชาติ และก่อให้เกิดความสับสน ตนได้ชี้แจงไปว่า การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของไทย อย่างไรก็ตามในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ที่ประชุมครม.จะมีความคิดเห็นอย่างไร จะแจ้งให้รัฐบาลสหรัฐให้ทราบทันที โดยนางคริสตี้ ก็แสดงความเข้าใจว่าเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญของไทย ซึ่งเราเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมีคนพยายามหยิบยกเรื่องขึ้นมาให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่าง จีน และสหรัฐ ทั้งนี้นางคริสตี้ จะรวบรวมเรื่องรายงานกลับไปยังสหรัฐต่อไป
เมื่อถามว่าหากนาซ่ายกเลิกโครงการ ในปีหน้าจะกลับเข้ามาศึกษาอีกหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ ไม่มั่นใจว่าจะกลับเข้ามาศึกษาในปีหน้าหรือไม่ ต้องพิจารณากันใหม่ แต่ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ในภูมิภาคกรณีที่เกิดพายุ หากกลับมาไม่ทันในปีนี้ น้ำมาในปีนี้แล้วท่วม ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อถามว่า ในการประชุมครม.ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ จะนำเรื่องนี้เข้าหารือแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ได้ประสานไปยังสำนักเลขาธิการครม.แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า นายกรัฐมนตรีลงนามรับทราบเรื่อง เพื่อนำเข้าที่ประชุมครม.แล้วหรือไม่
“ส่วนตัวมีความเห็นว่า แนวโน้มน่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามมาตรา 190 เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้น คงมีหลายฝ่ายที่ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง หรือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยอีก ซึ่งเรื่องก็ถูกยับยั้งอยู่ดี ไหนๆ จะล่าช้าแล้ว ก็อยากทำให้เกิดความเข้าใจให้ตรงกัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นบทเรียนทำให้สังคมไทยรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร นักการเมืองเล่นการเมือง ควรต้องแยกแยะ ว่าอะไรเป็นประโยชน์ต่อชาติ ซึ่งผมมองว่าดีเสียอีก ที่มากล่าวหาว่าผมใช้กรณีนี้แลกกับวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าสหรัฐ ไม่ได้อีกแล้ว หากเรื่องนี้ไม่ผ่านที่ประชุมครม. จะได้จบเสียทีเรื่องการใส่ร้าย เข้าสภาจะได้จบ” นายสุรพงษ์ กล่าว
เมื่อถามอีกว่าทำไมจึงไม่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่แรก รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐได้ส่งเรื่องมาถึงกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งให้ตนลงนามเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อให้นำเสนอต่อที่ประชุมครม. จึงเป็นเรื่องด่วน ส่วนกรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่าเครื่องบินที่นาซ่านำมาสำรวจจำนวน 3 ลำ มี 1 ลำที่มีศักยภาพสูง เรด้าไม่สามารถตรวจจับได้ จึงทำให้บางฝ่ายกังวลว่าจะลักลอบสอดแนม นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นเครื่องบินรุ่นเดียวกัน แต่ได้ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบสภาพอากาศแทนแล้ว ซึ่งทางนาซ่าก็ให้ตรวจสอบอุปกรณ์ชนิดดังกล่าว
ทูตสหรัฐฯเข้าใจกรณีนาซ่าต้องเข้าครม.
นางคริสตี้ ให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาดังกล่าวเป็นโครงการทางวิทยาศาสตร์ของนาซาที่ร่วมกับนักวิจัยชาวไทย ซึ่งนายสุรพงษ์ ได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่การประชุมครม.ในวันที่ 26 มิ.ย. โดยไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสหรัฐเคารพการตัดสินใจ และยืนยันว่าความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศยังคงเป็นไปเช่นเดิม
เมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยว่าเครื่องบิน อีอาร์-2 ของนาซาที่นำมาใช้ในโครงการนี้ มีจุดประสงค์แอบแฝงทางการทหาร นางคริสตี้ กล่าวว่า เครื่องบินที่นำมาใช้เป็นเครื่องบินที่ใช้ในโครงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งนาซาเป็นองค์กรพลเรือน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางทหารและข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยทั้งหมด จะนำเผยแพร่สู่สาธารณะ รัฐบาลทุกรัฐบาลทั่วโลก แม้แต่ประชาชนก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เพราะการศึกษาวิจัยเป็นเรื่องปริมาณน้ำฝนและรูปแบบของฝน
คาดนำ"อู่ตะเภา"เข้าครม.วาระจร
แหล่งข่าวจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ยังไม่ปรากฏวาระที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบอนุญาตให้นาซาใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา แต่มีโอกาสว่ากวาระดังกล่าวจะถูกเสนอเข้าเป็นวาระจร ในช่วงที่มีการประชุม เนื่องจากขณะนี้เรื่องดังกล่าวถูกส่งมาจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าในวาระการประชุมตามปกติวันที่ 26 มิ.ย.นี้กลับ ไม่มีวาระใดๆที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศเลย ทั้งๆที่การประชุม ครม. เกือบจะทุกครั้งจะต้องมีวาระที่เกี่ยวข้องกับการลงนามหรือรับทราบในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศให้ที่ประชุมพิจารณา
วงเสวนาวิทยาศาสตร์ข้องใจการเมืองล้วงลูก
ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “นาซา จะมาทำอะไรที่อู่ตะเภา” ทั้งนี้เพื่อเป็นการอภิปรายข้อมูลครั้งสุดท้ายก่อนคณะรัฐมนตรีจะประชุมพิจารณากรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ได้ขอใช้สนามบินอู่ตะเภา ศึกษาวิจัยสภาวะของบรรยากาศภายใต้ชื่อโครงการ Southeast Asia Composition Could, Climate Coupling Reginonal Study (SEAC4RS)
นายเสริม จันทร์ฉาย อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นหนึ่งในคนไทยที่เป็นคณะทำงาน และร่วมสำรวจชั้นบรรยากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน 7ประเทศ (7-SEAS) ซึ่งร่วมอยู่ในโครงการของนาซาในครั้งนี้ด้วยนั้น กล่าวว่า สาเหตุที่ใช้สนามบินอู่ตะเภา เพราะก่อนหน้านี้ได้เคยสำรวจพื้นที่สนามบินอื่น ๆ มาแล้ว อาทิ สนามบินพลเรือน จ.สุราษฎร์ธานี สนามบิน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเมื่อใช้สนามบินพลเรือนจะมีการดำเนินการทำเรื่องที่ง่ายกว่าสนามบินกองทัพ แต่เมื่อสำรวจแล้วพบว่าสนามบินพลเรือนมีรันเวย์ที่สั้น และไม่มีโรงเก็บอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่นาซาจะเข้ามาได้ รวมทั้งการติดต่อประสานเป็นไปได้ยาก จึงต้องใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา ส่วนข้อกังวลที่การสำรวจในครั้งนี้จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับการทหารนั้นยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะในปัจจุบันการสำรวจพื้นที่ด้วยเครื่องมือดาวเทียมทำได้ง่ายกว่า การเชื่อมโยงแบบนี้จึงล้าสมัยไปแล้ว อีกทั้งโครงการเช่นนี้ก็เคยทำในพื้นที่ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ เป็นการทดลองเป็นประจำ ซึ่งเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์จะพบว่าไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับทางการทหารเลย
เชื่อจีนไม่ได้โง่รู้เป็นงานวิจัยไม่ใช่การทหาร
“ไทยเองก็มีการฝึกทหารร่วมกับอเมริกามาตลอด ทำไมตรงนี้ไม่กลัว จีนเองก็ไม่ได้โง่ เพราะเขาเองก็มีนักวิทยาศาสตร์สำรวจเรื่องนี้อยู่เช่นกัน และโครงการนี้ก็ทำมา7ปีแล้ว เตรียมการมานาน จีนเองก็สามารถแยกแยะวิเคราะห์ได้ว่าอะไรเป็นอะไร และเขาจะดูข้อมูลอ้างอิงมากกว่าข้อมูลที่ไม่มีเหตุผล รวมทั้งเราสามารถนำข้อมูลไปอ้างอิงกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไปได้ อาทิ กับ ลาว กัมพูชา ว่าผลกระทบจากการเผาป่าเป็นอย่างไร หากจะติดต่อประสานงานกันและทำเรื่องนี้กันภายหลัง”
นายเสริม กล่าวว่า นอกจากนี้เครื่องบินของนาซาที่จะมาสำรวจชั้นบรรยากาศจะมีการบิน3ระดับ โดยระดับแรกจะบินด้วยความสูง 20กิโลเมตร เพื่อสำรวจชั้นบรรยากาศสูงสุด ระดับที่2 จะบินในระดับ10กิโลเมตร เพื่อสำรวจชั้นบรรยากาศระดับกลาง และระดับที่3 จะบินในระดับต่ำ ซึ่งจะมีการบินในลักษณะเป็นคลื่นเพื่อจะสามารถสำรวจบรรยากาศที่เป็นมลภาวะได้ ทั้งนี้ถ้าโครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ผลกระทบในอนาคตจะทำให้โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีข้อมูลในการรับภัยแล้ว ภัยน้ำท่วม
ข้องใจมีคนออกเงินให้ทำไมไม่รับ
นางนริศรา ทองบุญชู อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของนาซา และมีประสบการณ์ร่วมงานในภูมิภาคอื่น ๆ มาแล้ว ยืนยันว่า การบินสำรวจเช่นนี้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล โดยโครงการหนึ่งในระยะเวลา2เดือนใช้เงินถึงประมาณ 900ล้านบาท ซึ่งบินเฉลี่ยประมาณ 20 ครั้ง ตกเฉลี่ยครั้งละ45ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายเช่นนี้ประเทศไทยไม่สามารถทำได้แน่นอน ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงให้การเมืองต้องทำให้ไทยเสียโอกาส ตนในฐานะผู้วิจัยขอยืนยันว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลในทุกระดับ และทุกอย่างก็โปร่งใสเป็นไปตามขั้นตอนทุกประการ
นางนริศรา กล่าวว่า ที่ผ่านมานาซาก็ได้ทำการสำรวจชั้นบรรยากาศที่เกาะฮ่องกง และประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ขณะที่แผนการบินครั้งแรกจะมีการบินผ่านประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ต่อมาประเทศพม่าก็ทำหนังสือไม่ให้บินผ่านน่านฟ้า จึงมีการปรับแผนใหม่โดยบินผ่านน่านน้ำสากลเข้าไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สำหรับการทำงานของนาซาจะมีการวางแผนก่อนขึ้นบินประมาณ 3 วัน โดยวันแรกจะมีการหารือจากนักวิชาการกรมอุตุนิยมวิทยาในการพยากรณ์อากาศ วันที่สองจะมีนักวิทยาศาสตร์มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับควันว่าจะมีรูปแบบใด จากนั้นวันที่สามจึงจะมีการบินสำรวจ และวิทยาศาสตร์นาซาแต่ละคนส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชีย อาทิ ประเทศอินเดีย ไทย จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์
“นอกจากนี้ข้อดีของการใช้สนามบินอู่ตะเภานั้นเนื่องจากบริเวณดังกล่าวใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เรายังจะได้ข้อมูลอากาศเพื่อนำมาศึกษาปัญหามลภาวะที่เกิดผลกระทบในปัจจุบันด้วย รวมทั้งเราจะยังสามารถพยากรณ์อากาศได้แม่นยำมากขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาการพยากรณ์อากาศของไทยมีความผิดพลาดบ่อยครั้ง”
ปัดเร่งรัดแจงเสนอมา 2 ปีที่แล้ว แต่เงียบ
นางนริศรา กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้เร่งรัด เพราะมีการเสนอโครงการมาแล้วตั้งแต่ช่วงมิถุนายน 2553 มีการลงนามข้อตกลงระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) แต่การดำเนินการกลับล่าช้ามาก หากไทยพลาดโอกาสนี้ก็ต้องตอบสังคมโลกให้ได้ว่าเหตุใดการศึกษาที่เป็นเรื่องภูมิอากาศ ที่จะเอื้อประโยชน์กับเรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ทำไมถึงไม่ทำ นอกจากนี้ตนขอชี้แจงว่าเมื่อยังไม่มีการอนุมัติจากครม.ก็ยังไม่มีการขนย้ายอุปกรณ์ใด ๆ มาดั่งที่พรรคการเมืองกล่าวหาแน่นอน
นางสาวบุศราศิริ ธนะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สาเหตุที่นาซาเข้ามาศึกษาในช่วงนี้เพราะไทยอยู่ระหว่างได้รับอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมในการตรวจ และฝุ่นควันที่ลอยในอากาศหรือละอองลอยที่ลอยไปในอากาศหลายๆแห่งจะคาดการณ์ก๊าซเรือนกระจกได้ตรงกับความจริงที่สุดทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชียจะมีฝุ่นละอองอยู่3-4ประเภท ที่เรียกว่าละอองลอย คือ1.ละอองเกลือที่เกิดจากทะเล 2.ละอองที่เกิดจากทราย 3.ละอองที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งการตรวจของนาซาในครั้งนี้จะทำให้เราสามารถทราบขนาดของละอองลอยที่ก่อตัวเป็นก้อนเมฆ และเมฆที่เกิดขึ้นแต่ละก้อนจะทำให้เกิดเป็นฝนหรือไม่ หรือจะเป็นลูกเห็บ ถ้าโครงการนี้สามารถดำเนินการได้ก็จะดีในแง่อุตุนิยมวิทยาสามารถพยากรณ์อากาศได้อย่างแม่นยำ



