
พท.ชี้รบ.ถอนร่างพรก.กู้เงินกระทบความเชื่อมั่น
วิปรัฐบาล เสนอเลื่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน คาด หาก ศาลรธน. พิจารณามิชอบด้วยกม. เตรียมรวบ พ.ร.ก.- พ.ร.บ. เข้าด้วยกัน แต่เชื่อทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จวกฝ่ายค้านป่วนสภาหวังผลทางการเมือง ยัน การออก พ.ร.ก.เป็นไปโดยชอบ เพื่อไทยจวกรัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 18 พ.ค. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงถึงกรณีที่ฝ่ายค้านได้ยื่นต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่งคงทางเศรษฐกิจ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรค 1 และวรรค 2 โดยวิปรัฐบาลเห็นว่า ควรให้มีการเลื่อนร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จำนวน 4 แสนล้าน ในปี 2554 ออกไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นเรื่องทำนองเดียวกันกับ พ.ร.ก.ดังกล่าว
ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ทางพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันว่า การออกพ.ร.ก.สามารถทำได้ เพราะมีตัวอย่างในปี 2545 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่ากู้เงินเพื่อล้างหนี้ “ไอเอ็มเอฟ” และในปี 2547 รัฐบาลได้ออกพ.ร.ก.เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ลดภาษีโทรคมนาคม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้วินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว เป็นอำนาจและดุลยพินิจของฝ่ายบริหารเพื่อความมั่นคงและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า การออกพ.ร.ก.ถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการนำเม็ดเงินมาชดเชยเงินคงคลัง เพราะไม่สามารถเก็บถาษีได้ตามเป้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์กันว่า จะมีคนตกงานถึง 1 ล้านคน ซึ่งหากรัฐบาลมีเม็ดเงินมาก็จะช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจให้ดีขึ้น การที่รัฐบาลดำเนินการออกพ.รก.และพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ทำให้ต่างประเทศมีความเชื่อมั่น โดยจะเห็นได้จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม มีการสั่งซื้อจากต่างประเทศมากขึ้น และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดีดตัวสูงขึ้น การที่ฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทำให้การออกพ.ร.ก.ต้องชะลอออกไป ฝ่ายค้านต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเสร็จก่อนประชุมวิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2554 ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ตามปฏิทินสำนักงบประมาณฯ ได้กำหนดการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ อยู่ในระหว่างวันที่ 15-25 มิ.ย.นี้ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหลังการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ รัฐบาลก็จะขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ทั้งนี้จะต้องดูผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า การออกพ.ร.ก.ของรัฐบาล ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่า การออกพ.ร.ก.ไม่ชอบ ก็มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลจะออกเป็นพ.ร.บ.ฉบับเดียว ในการให้อนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน 8 แสนล้าน
“วิปรัฐบาลยืนยันว่า การออกพ.ร.ก.เป็นไปโดยชอบ ซึ่งฝ่ายค้านก็รู้ดี เพราะมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว แต่ฝ่ายค้านมีเจตนาป่วนการทำงานของรัฐบาล และหวังผลเป็นเกมการเมือง จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายค้าน อย่านำวิกฤติเศรษฐกิจ และความเป็นความตายของบ้านเมืองมาเป็นเกมการเมือง ซึ่งหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ การออกพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะไม่มีการแตกแยกเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาล” ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าว
ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าชอบด้วยกฎหมาย ก็แสดงว่าฝ่ายค้านอาจมีเจตนาป่วนการทำงานในสภา รวมทั้งหวังผลทางการเมือง ทั้งนี้อยากเรียกร้องว่าฝ่ายค้านอย่านำวิกฤตความเป็นความตายของบ้านเมืองมาเป็นประเด็นทางการเมือง อีกทั้งควรจะตระหนักตลอดว่าประชาชนรู้สึกอย่างไร และเหตุการณ์ในครั้งนี้จะพิสูจน์ว่าใครเป็นหรือไม่เป็นนักการเมืองอาชีพ
ภายหลังการปิดประชุมสภาฯ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน นำโดยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้แถลงข่าวตำหนิรัฐบาลที่ถอนร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจพ.ศ.... ที่มีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ(4 แสนล้านบาท) ออกจากวาระการประชุม ว่า ฝ่ายค้านได้เตรียมข้อมูลที่จะมาอภิปรายแล้วแต่รัฐบาลกลับไม่พิจารณาเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมการอะไร มีความลุกลี้ลุกลน นึกอยากจะเสนอร่างพ.ร.บ.อะไรก็จะยื่นผ่านประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเดียวกัน อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยรู้สึกกังวลการทำงานของรัฐบาลที่ไม่มีการวางแผนการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งกรณีดังกล่าวจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีประธานสภาผู้แทน ราษฎรถอนร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามข้อเสนอของฝ่ายค้านว่า กระทรวงการคลังจะชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. ซึ่งไม่น่ากังวลว่าจะเป็นปัญหา แต่ก็ห่วงเรื่องเงื่อนเวลาในการนำเงินไปลงทุน อาจเกิดความเสียหายได้ เพราะการกู้เงินเป็นภาระผูกพันในระยะยาว และต้องเคารพการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วย
"แม้ฝ่ายค้านจะใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบและชี้แจงกับประชาชนถึงสาเหตุการคัดค้านดังกล่าวด้วย การเสนอร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการรวบรัด แต่เนื่องจากมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ มีคนตกงานจำนวนมาก จึงต้องเร่งช่วยเหลือด้านต่างๆ หากโครงการลงทุนของรัฐบาลสะดุด จะกระทบต่อการแก้ไขปัญหาการว่างงาน ซึ่งต้องไปถามประชาชนผู้รอการช่วยเหลือว่าจะรอได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลพิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.ดังกล่าว ดังนั้น ฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น" นายกรณ์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการตีความและผลที่ออกมา โดยแบ่ง 3 กรณี คือ กรณีแรก หากการตีความเป็นได้ด้วยความรวดเร็วและผลตีความระบุว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ทันในเดือนมิถุนายน ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะรัฐบาลยังมีเงินคงคลังเพียงพอ และยังมีผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไปได้
ส่วนกรณีที่ 2 หากการตีความใช้เวลานาน และนำเข้าสู่สภาฯ ในเดือนสิงหาคม-กันยายน ก็คงมีผลต่อการระดมเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เดิมกำหนดว่าจะเริ่มในเดือนตุลาคม ต้องเลื่อนเป็นพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขาดแรงหนุนในการฟื้นตัวและคงมีผลต่อการบริหารเงินคงคลัง ส่วนกรณีสุดท้าย หากการตีความระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงินขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะมีผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจสะดุดลงเพราะขาดเงินทุน
“การตีความเป็นการทำงานของฝ่ายค้าน ซึ่งคงทำตามกรอบที่เหมาะสม แต่ยังคงเชื่อว่า การตีความไม่น่าจะใช้เวลานาน และคงไม่มีผลกระทบต่อแผนการลงทุนของรัฐบาลมากนัก” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับ มีความสำคัญต่อรัฐบาล และมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการนำเงินมาใช้ในการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว จึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อีกทั้งยังนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม จึงเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นความสำคัญและเร่งพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ได้คลี่คลายไปโดยเร็ว โดยหากผลการพิจารณาออกมาว่า พ.ร.ก.กู้เงินขัดกับรัฐธรรมนูญจริง จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขต่อไป



