ข่าว

ททท.กับการหาเนื้อหมูมาปะเนื้อช้าง

ททท.กับการหาเนื้อหมูมาปะเนื้อช้าง

25 มิ.ย. 2555

ททท.กับการหาเนื้อหมูมาปะเนื้อช้าง ? : คอลัมน์ ชาวบ้านร้านตลาด : โดย ... ภาณุมาศ ทักษณา

          ผมพอทราบอยู่เหมือนกัน ว่าการบริหารธุรกิจกับการบริหารรัฐกิจนั้นต่างกันตรงที่ การบริหารธุรกิจเน้นที่ผลกำไร ส่วนการบริหารรัฐกิจคือการทำให้ชาวบ้านร้านตลาดอยู่กันอย่างมีความพอใจ การลงทุนของภาครัฐในบางกรณีจึงเหมือนกับการลงทุนที่สูญเปล่า แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ค่อยพอใจที่รัฐบาลจะตั้งหน้าตั้งตาลงทุนโดยไม่คำนึงถึงฐานะของประเทศ และปล่อยให้ช่องทางที่มีรายได้ไหลเข้ามาค่อยๆ ตีบตันลง เหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ 

 

          คือแทนที่จะให้น้ำหนักในด้านเศรษฐกิจ ด้วยการวางแผนการส่งออกทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติเอาไว้ก็ไม่ทำ รอจนเริ่มเห็นวิกฤติในยุโรปเหมือนโลงศพจึงนั่งลงหลั่งน้ำตา หรือ การวางแผนเพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มเขวจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นและน้ำท่วม ก็ทำเหมือนแก้ผ้าเอาหน้ารอด แต่ไปเน้นในด้านการเมืองคือแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญและออก กฎหมายปรองดองจนบ้านเมืองเกือบลุกเป็นไฟอีกครั้งหนึ่ง หรือรอจนตัวเลขหนี้สาธารณะพุ่งถึง 4.5 ล้านล้านบาท และมีคำเตือนจากธนาคารโลกให้เพลาๆ นโยบายประชานิยมลงเสียบ้าง รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงรู้สึกตัว มองหาเครื่องมือหาเงินที่ยังเหลืออยู่หนึ่งเดียวนั่นคือ รายได้จากการท่องเที่ยว

          ผมจำกันได้ว่าตอนที่รัฐบาลกำหนดรายได้จากท่องเที่ยวไว้ที่ 2 ล้านล้านบาทนั้น คุณสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า หากจะให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว คงต้องใช้งบประมาณราว 5.3 ล้านบาทต่อปี เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ใน 17 ประเทศ ที่แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มตลาดสดใส ที่ได้แก่นักท่องเที่ยวระดับบน เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ส่วนกลุ่มขยายตัวแบบก้าวกระโดดก็จะต้องขยายพันธมิตรทางธุรกิจให้กว้างขึ้น ส่วนกลุ่มในอาเซียนก็จะมุ่งที่อินโดนีเซีย เวียดนาม กลุ่มตะวันออกกลาง ก็มีที่คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือกลุ่มยุโรปก็ยังเกาะอยู่ แม้บางประเทศจะเริ่มมีปัญหา ส่วนกลุ่มที่เคยมาประจำอย่าง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ก็ต้องรักษาไว้ 

          ดูการขานรับนโยบายรัฐบาลของคุณสุรพลแล้ว ผมจึงบอกว่า ททท.กำลังหาเนื้อหมูมาปะเนื้อช้างครับ เพราะตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท เมื่อเอาไปเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่รัฐบาลตั้งไว้ 2.4 ล้านล้านบาท แล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ถ้าเทียบกับหนี้สาธารณะ 4.5 ล้านล้านบาท แล้วละก้อเงิน 2 ล้านล้านบาท จากการท่องเที่ยวก็มีความหมายขึ้นมาทันที

          ดังนั้น การที่รัฐบาลเรียกหน่วยงานต่างๆ มาร่วมวางแผนเพื่อผลักดันให้การท่องเที่ยวบรรลุเป้าหมายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่ต้องชมละครับ แม้ว่าจะช้าไปหน่อยก็ตาม และเท่าที่ผมดูนโยบาย 9 เรื่องกับ 12 ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขแล้ว ผมว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยนะครับ หลายเรื่องเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ผมมองว่าบางเรื่องอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ที่ ททท.จะทำได้นะครับ 

          ผมเคยไปเที่ยวปราสาทสด๊กก๊อกธม ที่จังหวัดสระแก้ว พบเห็นการบูรณะที่เป็นไปอย่างล่าช้าเพราะขาดเงินงบประมาณ หรือเห็นถนนที่จะเข้าไปยังปราสาทชำรุดเสียหาย นั่นก็หนึ่งละ หรือไปทานอาหารที่แพริมน้ำในฉะเชิงเทราแล้วถูกโกงค่าอาหาร เขียนเรียกร้องไปก็ไม่เห็นมีใครแก้ปัญหาได้ หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกโกง ถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต มีใครช่วยเหลือเขาได้บ้าง หากไม่มีใครช่วยเขากลับไปถึงบ้าน เขาก็ต้องเตือนญาติสนิทมิตรสหายให้ช่างใจให้ดีหากต้องการมาเที่ยวเมืองไทย 

 

          สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือต้องเร่งแก้ปัญหาเก่าๆ ที่รู้อยู่แล้ว และควรโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนไทยทุกคนมองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เหมือนห่านทองคำครับ คือต้องต้อนรับขับสู้และดูแลอย่างดี ห่านจะได้ออกไข่บ่อยๆ ไม่ใช่ฆ่าห่านเพื่อกินเนื้อเหมือนหลายพื้นที่ลงมือ ผมห่วงว่าห่านจะตกใจส่งเสียงจนห่านตัวอื่นไม่กล้ามาครับ

 

 

----------

(หมายเหตุ : ททท.กับการหาเนื้อหมูมาปะเนื้อช้าง ? : คอลัมน์ ชาวบ้านร้านตลาด : โดย ... ภาณุมาศ ทักษณา)

----------