ข่าว

“ยงยุทธ”ประกาศลาออกหน.พรรคเพื่อไทย

“ยงยุทธ”ประกาศลาออกหน.พรรคเพื่อไทย

18 พ.ค. 2552

“ยงยุทธ”ประกาศลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเพราะอยากให้การทำงานมีประสิทธิภาพ "เทพไท"โต้ “พท.”นโยบาย “99วัน ทำได้จริง”จับต้องได้ บวรศักดิ์ เสนอปฎิรูปประเทศป้องกันความขัดแย้งระยาว

 นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ์  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า  ได้แจ้งความจำนงที่จะลาออกจากตำแหน่งแล้ว เนื่องจากเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะวันนี้พรรคเพื่อไทยจะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านจึงจำเป็นจะต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอีกทั้งมองว่าช่วงที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ภูมิใจที่ข้าราชการประจำอย่างผม ได้มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด

 ยืนยันว่าไม่ได้น้อยใจหรืออึดอัดหรือกดดันในการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอย่างที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต แต่เป็นเพราะต้องการให้การทำงานของพรรคให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการทำงานการเมืองในขณะนี้ต้องมองไปข้างหน้า ทั้งนี้ตนจะใบลาออกต่อนายทะเบียนพรรคในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ส่วนการทำงานหลังจากลาออกอย่างเป็นทางการแล้วนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่

"เทพไท"โต้ “พท.”นโยบาย “99วัน ทำได้จริง”จับต้องได้

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิจารณ์นโยบาย “99 วัน ทำได้จริง” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า อยากให้สังคมพิจารณานโยบายดังกล่าวว่า เวลา 99 วันเป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหรือไม่ เพราะวันนี้นโยบายดังกล่าว มีผลปฏิบัติในทันทีและทำได้จริงคือ รัฐบาลได้ผลักดันโครงการที่จับต้องได้ เช่น โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยเลี้ยงให้อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) และโครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ

 โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนการวิจารณ์การจัดเก็บภาษีน้ำมันของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เคยหาเสียงโดยจะลดราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาทนั้น อยากให้ย้อนกลับไปดูราคาน้ำมันในขณะนั้นว่า ขายลิตรละเท่าไหร่ และปัจจุบันขายอยู่ที่ลิตรละเท่าไหร่ การที่ออกนโยบายลดราคาน้ำมันในช่วงเวลานั้นเพราะน้ำมันมีราคาสูงลิตรละประมาณ 30 บาท แต่วันนี้ราคาน้ำมันลดลงเหลือ 20 กว่าบาท ซึ่งต่ำกว่าราคาในอดีตมาก รัฐบาลก็ยกเลิกการจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน โดยเปลี่ยนมาเป็นการจัดเก็บภาษีแทน ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มแต่อย่างใด

 นายเทพไท กล่าวว่า การออกมาพูดว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ “99 วันกู้ทันที สร้างหนี้ทั่วไทย” นั้น เป็นการกู้เพื่อมาลงทุนที่รัฐบาลเองเป็นลูกหนี้ ซึ่งต่างกับรัฐบาลทักษิณที่เป็นรัฐบาล 6 ปี สร้างหนี้ให้ทุกครัวเรือน โดยยุยงส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้กู้ ซึ่งเป็นการเพิ่มหนี้สินจากครัวเรือนละ 7 หมื่นบาท เป็น 1.4 แสนบาทต่อครัวเรือน ตนอยากถามว่า รัฐบาลใดกันแน่ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนมากกว่ากัน และที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนระบุให้จับตาเงินค่าคอมมิชชั่นในโครงการต่างๆที่รัฐบาลกู้เงินมาลงทุนนั้น ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบอย่างเต็มที่ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นสโลแกนเดิมคือ “คนประชาธิปัตย์ ซื่อสัตย์ มืออาชีพ” รัฐบาลของประชาธิปัตย์ไม่เคยถูกฟ้องยึดทรัพย์จากการโกงกิน ทุจริต คอรัปชั่นโครงการหลวง ซึ่งต่างกับรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกฟ้องในคดียึดทรัพย์ จึงไม่อยากให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยเอามาตรฐานของรัฐบาลทักษิณ มาเทียบเคียงกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์


บวรศักดิ์ เสนอปฎิรูปประเทศป้องกันความขัดแย้งระยาว

 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปาฐกถาพิเศษ เรื่องบทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ซึ่งเป็นปาฐกถาประจำปีของมูลนิธิอิศรา อมัตกุล อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชน

 นายบวรศักดิ์กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้มีบริบทต่างจากในปี 2540 โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ในปี 2540 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองมาจากนักวิชาการและประชาสังคมนอกสภา ด้วยความไม่ไว้วางใจนักการเมือง แต่ข้อเสนอครั้งนี้มาจากฝ่ายการเมืองในสภาซึ่งไม่พอใจรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดทำขึ้นเพื่อ “เล่นงาน” นักการเมืองประการหนึ่ง

 นอกจากนั้น กระบวนการปฏิรูปการเมืองในปี 2540 อาศัยคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาปฏิรูปการเมือง แต่ครั้งนี้อาศัยสมาชิก 2 สภาเป็นหลัก โดยการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นดำเนินการ เป็นประการที่สอง และในประการสุดท้าย การปฏิรูปการเมืองในปี 2540 ก่อให้เกิดความหวังและกำลังใจในหมู่ประชาชนจนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งร้ายแรง กลับไม่ส่งผลต่อจิตใจของประชาชนมากเพราะสมหวังที่ได้รัฐธรรมนูญปี 2540

แต่ข้อเสนอให้ปฏิรูปในครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2551 ทั้งยังไม่ได้สร้างความหวังใดๆ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ ตรงกันข้ามกลับสร้างความวิตกกังวลว่า การปฏิรูปครั้งนี้เองจะสร้างความขัดแย้งรุนแรงให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่

 ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทุกคนยอมรับร่วมกันว่ามีปัญหาและวิกฤตใหญ่หลวงทางการเมืองและการบริหารบ้านเมืองที่จะต้องหาทางออกให้วิกฤตที่ว่านั้นยุติลง และไม่เกิดขึ้นอีก และนี่เองคือโจทย์ใหญ่ที่การปฏิรูปครั้งนี้ต้องตอบ

 นายบวรศักดิ์กล่าวว่า คำตอบต่อโจทย์ใหญ่ที่ว่าทำอย่างไรจะยุติวิกฤตปัจจุบันและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นนี้อีกในอนาคต เราอาจต้องปฏิรูปอะไรๆ อีกหลายอย่างที่ไปไกลกว่าการปฏิรูปการเมืองจนถึงขั้น “ปฏิรูปประเทศไทย” เลยทีเดียวซึ่งเป็น ทางรอดที่เหลืออยู่

อาจารย์บวรศักดิ์วิเคราะห์ว่า สาเหตุรากฐานที่แท้จริงของความขัดแย้งว่าเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง คำถามที่จะเป็นโจทย์ใหญ่ของการวิจัยก็คือ อะไรคือยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นนี้อีก

 เราต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ถ้าประเทศไทยจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก และประชาธิปไตยจะมั่นคงและหยั่งรากลึก และต้องยอมรับว่า ในประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่ยังยากจน ไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างแท้จริง และเข้าไม่ถึงทรัพยากร

 เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเสนอ ว่าจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ โดย ยุทธศาสตร์ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ในสังคมเราจะต้องปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสียใหม่ เพื่อให้คนจนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงทรัพยากร และมีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด โดยไม่ต้องพึ่งพานโยบายประชานิยมซึ่งจะสร้างปัญหาในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อให้ในท้ายที่สุด สังคมไทยมีคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพได้จริง

 เขาเห็นว่า การปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใหม่เป็นการถาวรโดยไม่พึ่งพานโยบายประชานิยมของบรรดาพรรคการเมืองจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการปรับกฎหมายเศรษฐกิจทั้งปวงรัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องเปิดให้คนจนส่วนใหญ่เข้าถึงทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลแต่ละรัฐบาลเป็นผู้แจก

 นอกจากนี้ เขาเห็นว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องปรับระบบภาษีอากร เพื่อให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก “ผู้มั่งคั่งมหาศาล” เพื่อนำไปใช้ในรัฐสวัสดิการใหม่ ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีระบบภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน และระบบภาษีอื่นๆ ที่จำเป็น การปรับระบบภาษีอากรนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องผลักภาระการกู้เงินไปให้ลูกหลานในอนาคตต้องรับเหมือนการหาเงินมาใช้ในนโยบายประชานิยม ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องสามารถกระจายการกระจุกตัวของความมั่งคั่งของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยผ่านกลไกการใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดอย่างแท้จริง และตรงไปตรงมา

 “ทั้งหมดนี้ คือ การทำให้ “ประชานิยม” ตามอำเภอใจของแต่ละรัฐบาล กลายเป็น “รัฐสวัสดิการ” (welfare state) โดยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่ไม่ต้องอาศัยการหาเสียงของรัฐบาลใดๆ อีกอาจารย์บวรศักดิ์กล่าว

 สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 2 อาจารย์บวรศักดิ์เสนอให้มี การปฏิรูประบบการบริหารรัฐทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่กระจุกตัวอยู่ที่รัฐส่วนกลางเสียใหม่ ต้องลดกฎเกณฑ์ ซึ่งควบคุมหรือแทรกแซงธุรกิจหรือเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นในบางเรื่อง เพื่อให้บุคคลมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เป็นผู้ทำแทน เช่น ป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่นโดยอาจต้องเพิ่มกลไกให้องค์กรเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า ตน ให้บริการนั้นๆ ได้ดีกว่ารัฐและมีประสิทธิภาพกว่ารัฐ (contestability)ดังนั้น การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม จึงมีความจำเป็น

 นอกจากนี้ อาจารย์บวรศักดิ์ เห็นว่า การปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และกลุ่มทุนที่ควบคุมสื่อมวลชนรูปแบบต่างๆ กับการเมือง เพื่อสกัดโอกาสการใช้ทุนเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ และเพื่อควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน ในการนี้จะต้องมีการปฏิรูประบบการบริจาคให้พรรคการเมืองและการตรวจสอบ

 สำหรับ การปรับโครงสร้างและกระบวนการทางการเมือง อาจารย์บรวิศักดิ์ เสนอว่า อาจยึดโครงและสาระหลักของรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ โดย รัฐสภาควรมี 2 สภาดังเดิม เพื่อประโยชน์ในการกลั่นกรองเรื่องสำคัญๆ ของประเทศให้รอบคอบ โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาหลักอันเป็นที่มาของรัฐบาล และรัฐบาลจะอยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภานี้เท่านั้น

 ส่วนวุฒิสภาไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ควรเป็นสภาที่สรรหามาจากหลากอาชีพให้มากที่สุด และมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายกหรือประธานองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง และเป็นสภากลั่นกรอง
อาจารย์บวรศักดิ์ เสนอให้แก้เรื่องการได้มาซึ่ง ส.ส. ควรมีการปรับปรุงไม่บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แต่สนับสนุนพรรคการเมืองเท่านั้น เพื่อป้องกัน “เผด็จการของผู้บริหารพรรค” ระบบเลือกตั้งกลับไปสู่ระบบเขตเดียวคนเดียว 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยไม่มีคะแนนขั้นต่ำที่แต่ละบัญชีต้องได้ และเห็นว่าต้องแก้มาตรา 266 ที่ห้ามนักการเมืองเข้ามายุ่งกับราชการ

 “ควรแยกการจัดการเลือกตั้งโดยส่วนราชการออกจากการควบคุมตรวจสอบการเลือกตั้งโดย กกต. เพราะการมอบอำนาจเด็ดขาดให้ กกต.ทำหน้าที่ทั้งการจัดการเลือกตั้งควบคุมการเลือกตั้งและวินิจฉัยการเลือกตั้งได้สร้างปัญหาขึ้นมามากมาย “

 อาจารย์บวรศักดิ์กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็นภารกิจที่สำคัญทางสังคมไทย เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และยากเย็นกว่าการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 เป็นอันมาก หวังว่าสื่อมวลชนจะได้ช่วยทำหน้าที่สร้างความรู้ ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมและผลักดันให้อำนาจการเมืองดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จ เพื่อยุติความขัดแย้งแบ่งฝ่ายและวิกฤตในปัจจุบัน ทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้นได้อีก

 อาจารย์บวรศักดิ์ยังได้ชำแหละรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยว่า ใช้นโยบายประชานิยมไปหาเสียง และระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญก็ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเกือบเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งแรกๆ ในปี พ.ศ. 2544 และได้เสียงเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดในปี พ.ศ. 2548เพราะนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยได้รับเลือก เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว รัฐบาลที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นแกนนำก็เร่งคิดนโยบายประชานิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ภาวะ ทำให้คนจนส่วนใหญ่ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และเข้าไม่ถึงทรัพยากร ได้มีโอกาสลิ้มลองสิ่งที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน ทำให้เกิด “สำนึกใหม่” ทางการเมืองของคนจน ถึง “อำนาจ” ของคะแนนเสียงเลือกตั้ง และความสัมพันธ์ระหว่าง “นโยบาย” ของพรรคการเมืองที่หาเสียงเป็นรัฐบาล กับทรัพยากรที่ตนจะได้รับ

 “เราอาจวิเคราะห์ได้ว่าคะแนนเสียง 1 เสียงที่ให้ คือ คำขอให้เข้าถึงทรัพยากรที่คนเหล่านั้นไม่เคยคิดว่าจะได้ แต่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งนั้น ” อาจารย์บวรศักดิ์กล่าว

 เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เห็นว่า ผู้เป็นหัวหน้ารัฐบาลและบุคคลในคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนใหญ่เป็น “ผู้มั่งมีมหาศาล” ทั้งสิ้น ธุรกิจที่อยู่ในเครือข่ายก็มีทุนมหาศาล

 “ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ชุมนุมผู้มั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้มากเท่ารัฐบาลไทยรักไทย อำนาจของทุนดังกล่าวที่มีต่อสื่อมวลชนและบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญเป็นที่เมื่อครองอำนาจไประยะหนึ่ง รัฐบาลก็ออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในเครือข่ายจนเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” ทั้งนี้เพราะนโยบายต่างๆออกมามักเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของนักการเมืองเหล่านั้น “

 จุดแตกหักของความขัดแย้ง เกิดขึ้นเมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในรายการโทรทัศน์ของรัฐบาล “เมืองไทยรายสัปดาห์” ก็ย้ายสถานที่จากสถานีโทรทัศน์มาเป็นสัญจร เกิด “ปรากฏการณ์สนธิ” ซึ่งเป็นจุดรวมของผู้ที่รับรัฐบาลไม่ได้ หลังจากนั้น ความขัดแย้งก็ขยายตัวและมีผู้เข้าร่วมขบวนการมากขึ้นเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น 73,000 ล้านบาทโดยไม่ต้องเสียภาษี เกิดปรากฏการณ์ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และ “คนเสื้อเหลือง” ลุกลามไปทั่วประเทศ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

 นายบวรศักดิ์กล่าวว่า การปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 ทำให้ประชาชนในชนบทรู้สึกว่าพรรคการมเองที่เขาชื่นชอบเสียอำนาจ มีการแบ่งแยกในสังคมอย่างชัดเจนถึงกลับใส่เสื้อแยกสี และมาถึงขั้นแตกหักสองฝ่ายใช้กำลังปะทะกัน วันนี้ ดูเหมือนคลื่นลมจะสงบลงชั่วคราว แต่ไม่มีใครแน่ใจว่ามรสุมใหญ่แห่งความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดอีก ความขัดแย้งนี้ยังไม่จบ และยังไม่รู้ว่าจะจบลงด้วยความรุนแรงหรือสันติ

 “รากฐานสำคัญก็คือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในการจัดสรรทรัพยากรและความมั่งคั่งระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มี” ซึ่งวันนี้มีสำนึกทางการเมืองถึงอำนาจของคะแนนเสียงในการเลือกตั้งว่าสามารถให้เข้าถึงทรัพยากรได้ และจะใช้อำนาจนี้ให้ตนเข้าถึงทรัพยากรกับพรรคการเมืองและนักการเมืองซึ่งอยากได้อำนาจการเมืองในฐานะรัฐบาล”