
โยคะหัวเราะทำลายสุขภาพ(ของเพื่อนบ้าน)
เวิล์ดวาไรตี้ : โยคะหัวเราะทำลายสุขภาพ (ของเพื่อนบ้าน)
เมื่อคุณยิ้ม โลกก็จะยิ้มไปกับคุณด้วย แต่ถ้าเป็นการหัวเราะ ไม่อาจรับประกันได้ว่าโลกจะหัวเราะไปด้วยหรือไม่ เพราะมีอย่างน้อยหนึ่งตัวอย่างที่พบว่า นอกจากโลกจะไม่เฮฮากับเราแล้ว ยังถูกประณามว่าทำเพื่อนบ้านประสาทรับประทาน และก่อกวนความสงบ
ที่นครมุมไบ ประเทศอินเดีย มีประชาชนถึงกับต้องยื่นฟ้องศาล ขอให้สั่งสมาชิกชมรมโยคะหัวเราะ ลดเสียงแห่งความเบิกบานลง ซึ่งใช้เวลาต่อสู้กันในแง่มุมกฎหมายอยู่นานทีเดียวว่า เสียงหัวเราะจากชมรม เป็นความก้าวร้าวทางเสียงหรือไม่ ที่สุด เพื่อนบ้านเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลังดังกว่า
คดีนี้เริ่มต้นโดยนายวินายัค ศรีสัต วัย 78 ปี และครอบครัว ในย่านเคอร์ลี ชานเมืองมุมไบ หลังจากมีชมรมโยคะ เริ่มมาชุมนุมกันที่ศาลาริมทะเลสาบข้างบ้าน สมาชิกชมรม 10-30 คน จะไปรวมตัวกัน 6 โมงเช้าทุกวัน จากนั้นเริ่มร้องเพลง ปรบมือ และพูดกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มหัวเราะดังขึ้นๆ
แต่วีนา ทาดานี ทนายของครอบครัว กล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องหัวเราะธรรมดา การที่ทุกคนมารวมตัวหัวเราะใกล้หน้าต่างบ้านทุกวันๆ ตื่นขึ้นมาทุกเช้าเพราะเสียงหัวเราะหมู่ที่คุณไม่ได้มีอารมณ์ร่วม จะรู้สึกอย่างไร "คนพวกนั้นยุให้อีกคนหัวเราะสิ หัวเราะออกมาทางท้อง หัวเราะออกมาทางตา หัวเราะออกมาทางหู ตะโกนแบบนี้ทุกวัน"
ศาลมีคำสั่งออกมาหลายครั้ง แต่ตำรวจก็ยังไม่ทำอะไร เพราะไม่ใช่ชมรมหรือสมาคมที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ
กำเนิดของโยคะหัวเราะ มาจากนายแพทย์มาดาน คาร์ทาเรีย ในนครมุมไบ ที่ต่อมาตั้งตนว่าเป็น "กูรูแห่งการหัวเราะ"
นายแพทย์ท่านนี้ ได้เริ่มทดลองการหัวเราะเพื่อสุขภาพ กับผู้สนับสนุน 5 คนในต้นทศวรรษหลังปี 2533 จากนั้นมา ขบวนการเปล่งเสียงหัวเราะ ก็เบ่งบานกลายเป็นชมรมหัวเราะ 6,000 แห่งใน 60 ประเทศทั่วโลก
ในอินเดีย ชมรมหัวเราะกระจายตัวตามสวนสาธารณะ พวกเขาจะมานั่งหัวเราะเหวี่ยงแขนโยกหัวไปพร้อมๆ กัน และต้องเป็นการหัวเราะแบบเกินจริงเพื่อบริหารลมหายใจ
ตลอด 17 ปีของประวัติศาสตร์โยคะอารมณ์ดี มักมีผู้คนใกล้เคียงมาร่วมชุมนุมหัวเราะไปกับพวกเขาด้วย อย่างที่ทราบว่าบางที การหัวเราะมันก็ติดต่อกันได้
แต่วีนา ทาดานี ทนาย บอกว่า ไม่มีใครหัวเราะออกในย่านที่อยู่อาศัย และต้องออกมาเรียกร้องสิทธิที่จะอยู่แบบเงียบสงบ สมมติดูว่า วันหนึ่ง ตื่นสายหรือรู้สึกไม่สบาย แต่ก็ยังถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงหัวเราะอันดังสนั่น การถูกบังคับให้ได้ยินเสียงที่ไม่ได้อยากได้ยิน จะไม่ให้เรียกว่า เป็นความก้าวร้าวทางเสียงได้อย่างไร



