ข่าว

เอาจริงซะที...เด็กตีกัน

เอาจริงซะที...เด็กตีกัน

23 มิ.ย. 2555

ฮอตอิชชู่ : เอาจริงซะที...เด็กตีกัน

                          คงไม่ต้องรอให้โพลล์สำนักไหนช่วยสำรวจความรู้สึกของผู้คนที่ได้รับรู้ข่าว "เด็กช่างยกพวกตีกัน" เลยเถิดไปถึงทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกลูกหลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นจำเลยสังคมจนถูกตราว่า "ผู้ร้ายในคราบเสื้อช็อป" ล่าสุดเจ้ากระทรวงเสมา สุชาติ ธาดาธำรงเวช สั่งยาฆ่าเชื้อขนานใหญ่โดยให้นำตัวนักเรียนที่มีพฤติกรรมอันธพาลส่งไปโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองจนกว่าจะมีความเข้าใจเรื่องของชีวิต ส่วนรุ่นพี่หัวโจกจะถูกแยกจากกลุ่มแล้วจัดอบรมศีลธรรม จริยธรรมในหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังจะส่งครูวิชาช่างจากกองทัพบกไปสอนเรื่องระเบียบวินัยและความเป็นสุภาพบุรุษด้วย

                          รู้ว่าหลายคนเบื่อแต่ก็อยากจะถาม เพราะสังคมยังต้องเดินไปข้างหน้า ถึงเวลาหรือยังกับการแก้ปัญหาให้ตรงจุด และจริงจังเสียที...ในฐานะอดีตเคยผ่านร้อนผ่านหนาวเมื่อคราวสวมเชิ้ตกางเกงขายาวเป็นนักเรียนอาชีวะ รังสรรค์ พิรุณสาร วัย 42 ปี เจ้าของธุรกิจอพาร์ตเมนต์ เล่าย้อนชีวิตเด็กช่างว่า ส่วนตัวถึงจะไม่เคยลุยศึกหนักๆ แต่ก็ไม่พลาดประสบเหตุการณ์ เช่น เป็นฝ่ายถูกกระทำบ้าง เป็นฝ่ายตามแก้แค้นบ้าง แล้วภาพการตีกันไม่ต่างจากสมัยนี้ เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นภาพข่าวเท่าทุกวันนี้ จึงอยากแนะให้กระทรวงศึกษาฯ เปลี่ยนชื่อโรงเรียนต่างๆ ให้เป็นชื่อเดียวกัน

                          "ไม่ต้องแบ่งเขตแบ่งรั้ว แบ่งชื่อ จะได้หมดปัญหา เหมือนอย่างมหาวิทยาลัยมีตั้งหลายสาขายังทำได้ ทำไมเทคนิคจะรวมเป็นชื่อเดียวกันไม่ได้ เพียงแค่ปรับมาตรฐานการเรียนการสอนให้เหมือนกัน หรืออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นก็มีตั้งหลายสาขาเพียงแค่ผลิตสินค้า ซึ่งในที่นี้ก็คือเด็กนักเรียนอาชีวะจะได้มีคุณภาพเดียวกัน" อดีตนักเรียนอาชีวะให้ความเห็น พร้อมกับเปรยเสียงบ่นเล็กๆ ว่าขนาดผู้ใหญ่ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก อย่าว่าแต่เด็กๆ เลย

                          "หนึ่ง" นุชจนาถ เครือหงส์ นักศึกษา ปี 4 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ มองว่า การยกพวกตีกันนอกจากจะก่อความเดือดร้อนต่อตัวเอง และคนรอบข้างแล้ว ยังส่งผลต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องด้วยแต่กลับต้องมารับเคราะห์แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย

                          "คิดว่าเป็นการตามกระแสมากกว่า บวกกับอารมณ์วัยรุ่นที่รวดเร็วปรู๊ดปร๊าดทำให้มีเรื่องกระทบกระทั่งได้ง่าย ก่อนอื่นเลยต้องเริ่มที่ครอบครัว คือต้องปลูกฝังแนวความคิดที่ดีแก่ลูกหลานตั้งแต่ก่อนเข้าศึกษา เพราะผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างมาก ถัดมาคือทางสถาบัน เมื่อเด็กทำผิดต้องมีมาตรการการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้เด็กคนอื่นๆ ทำตามอีก โดยส่วนตัวคิดว่าการให้ออกจากสถาบันน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด" นักศึกษาสาว ให้ความเห็น

                          มาที่ครอบครัวที่ใครๆ ก็ว่าเป็น "ยารักษาได้" ประธาน  ไชยลุม คุณพ่อนักการภารโรงซึ่งมีลูกชายกำลังเรียน ปวช.ปี 1 สาขาช่างยนต์ สถาบันอาชีวะแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ เผยว่า รู้สึกกังวลและเป็นห่วงลูก เพราะอาจถูกชักชวนกันไปในทางไม่ดี จึงอยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งหาทางออกโดยเร็ว

                          "ถึงจะห่วงลูกยังไงก็ต้องยอม เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่เขาชอบ ได้แต่พยายามบอกลูกเสมอว่าให้หลีกเลี่ยงและรู้จักเลือกคบเพื่อน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูกก็คงเสียใจ รู้มาว่าทุกวันนี้ลูกใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงเพราะกลัวถูกทำร้าย เช่น จำคนผิด หรือแก้แค้นแทนเพื่อน จึงอยากฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้หามาตรการ หรือออกกฎหมายที่จะจัดการกับคนที่ทำตัวอันธพาล ไม่ใช่เป็นเยาวชนแล้วลงโทษแค่เข้าสถานพินิจเท่านั้น" คุณพ่อ กล่าว

                          ด้านคุณแม่ลูกสองและสาวสังคมชื่อดัง ริก้า ดีล่า ยอมรับว่า ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในระยะเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ ก็เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของนักเรียนกลุ่มนี้ถี่มาก และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งคลิปตบตีกันของนักเรียนหญิง ซึ่งบางรูปที่เห็นเป็นเด็กโรงเรียนมัธยมด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจว่าเด็กๆ ที่ทำพฤติกรรมอย่างนี้เกิดจากการดูหนังหรือคิดว่าเท่ อยากจะบอกว่าชีวิตไม่มีแค่นั้นยังมีอีกมากมาย

                          "เรื่องนี้จะโทษพอแม่อย่างเดียวก็ไม่ได้ พ่อแม่ดีก็มีอยู่เยอะแต่เป็นที่ลูกเองมากกว่า ส่วนตัวลูกชายคนเล็กก่อนไปเรียนเมืองนอกก็เกเรแม้เรียนโรงเรียนนานาชาติด้วยซ้ำ ต่อยตีกับเพื่อนก็บ่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเอาปืนไล่ยิงกัน เรื่องแบบนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมลูกโตขึ้นก็อยู่กับพ่อแม่น้อยลง อยู่กับเพื่อนและโรงเรียนมากกว่า ทางออกที่พอจะเห็นคือถ้าลูกอยากเรียนวิชาชีพพ่อแม่ควรเลือกโรงเรียนให้ลูก หรือถ้าไม่มีทางเลือกให้เรียนด้านอื่นไปเลย" คุณแม่ลูกสอง แนะ

                          ขณะที่ในมุมของจิตแพทย์วัยรุ่น นพ.ปราการ ถมยางกูร นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช กลุ่มงานจิตเวช รพ.ราชวิถี เชื่อว่าปัญหาคาราคาซังของเยาวชนกลุ่มนี้เกิดจากขาดความมั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องการยอมรับจากหมู่เพื่อน ขาดความอบอุ่นในครอบครัว อีกทั้งความโกรธในตัวเด็กเองที่ต้องหาที่ลง เช่น ทำงานไม่สำเร็จ ขาดการยอมรับจากครู รวมไปถึงภาวะซึมเศร้าลึกๆ ข้างใน จึงต้องหาสิ่งอื่นมาทดแทน โดยแสดงออกลักษณะก้าวร้าว ยิ่งถ้ารวมกลุ่มกันได้มากก็ยิ่งรู้สึกว่ามีพลังมาก และในกลุ่มอาจมีหัวโจกที่ไม่มีใครเอาแล้วคอยปลุกเร้าอีกแรง จึงมีอำนาจสูงฮึกเหิม มีคนนำแล้วมีคนทำตาม ถ้ามีกิจกรรมเสริมสร้างให้เขาเกิดความนับถือตัวเอง บางส่วนต้องกินยาต้านซึมเศร้าและคลายวิตกกังวลก็น่าจะช่วยได้

                          "เด็ดขาด...คงไม่ใช่ทางออกระยะยาว ควรจัดการที่ต้นตอซึ่งก็ไม่ง่ายเลย อย่างการจัดกิจกรรมภายในสถานศึกษา เช่น นิมนต์พระมาอบรมศีลธรรม หรือพาเข้าวัดขัดเกลา อาจได้เพียงชั่วคราว แต่ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอก็อาจจะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ที่สำคัญต้องรักษาสภาพในจิตใจของเขา ทำให้เขารู้สึกมีค่า มีจิตอาสา มีคุณค่าเมื่ออยู่ในสังคมนั้นๆ  คนเราเมื่อมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็คงไม่ตีกัน อยากให้สังคมมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาวัยรุ่นที่ทุกคนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะพ่อแม่ ช่วยกันแก้แล้วเปิดให้มีทางออกแล้วต้องดึงชุมชนมาร่วมด้วย แต่เป็นลักษณะเจอกันครึ่งทางเพราะพวกเขาคงไม่หันเข้าหาเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอเพียงในชุมชนมีความปรารถนาดีเพราะที่ตีกัน เป็นอันธพาล ก็ลูกหลานเราทั้งนั้น"

                          รู้เหตุ รู้ผล รู้ทัศนคติที่แตกต่าง และรู้ว่ารากที่หยั่งลึกจนก่อปัญหาคืออะไร ดังนั้นผู้ที่จะแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเด็กๆ เหล่านี้ได้ดีที่สุด...คือผู้บริหารประเทศหรือเปล่าน้อ