ข่าว

'ซูจี'กล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอังกฤษ

'ซูจี'กล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอังกฤษ

22 มิ.ย. 2555

อองซาน ซูจี กล่าวสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ต่อรัฐสภาอังกฤษ

                       22 มิ.ย.55 นางอองซาน ซูจี ส.ส.ฝ่ายค้านพม่า กล่าวในการประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอังกฤษที่เวสต์มินสเตอร์ ฮอลล์ อายุเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 11 ในกรุงลอนดอน โดยบอกว่า เธอเยือนอังกฤษเพื่อขอความช่วยเหลือในฐานะเพื่อนที่เสมอภาคกัน เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปในพม่าที่จะทำให้ชาวพม่ามีชีวิตที่ดีขึ้นและมีโอกาสมากขึ้น หลังจากถูกลิดรอนสิทธิมายาวนาน และขณะนี้พม่ายังอยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเดินทาง แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากมายให้ฝ่าฟัน ความมุ่งมั่นทำให้เราก้าวมาได้ไกลขณะนี้ และการสนับสนุนจากอังกฤษและทั่วโลกจะทำให้เราก้าวไกลอีกต่อไป

                       นอกจากนี้เธอหวังว่าภาคธุรกิจของอังกฤษจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการปฏิรูปประชาธิปไตยผ่านการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ สิทธิแรงงาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

                       นางซูจีเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวนอกเหนือจากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษที่มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมของสองสภาร่วมกันที่เวสต์มินสเตอร์ ฮอลล์ โดยปกติแล้วจะมีเพียงประมุขของประเทศต่างๆได้รับเกียรติเช่นนี้ เช่น ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16

                       ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันนางซูจี ได้เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และพระชายา คามิลล่า ที่พระตำหนักแคลเรนซ์ และทั้งสองพระองค์ได้พาเธอชมสวนภายในตำหนักด้วย

                       นอกจากนี้นางซูจีได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ที่บ้านเลขที่ 10 บนถนนดาวนิ่ง และกล่าวสนับสนุนการตัดสินใจของนายคาเมรอนที่ประกาศก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันว่า ได้เชิญประธานาธิบดีเต็ง เส่งของพม่าเยือนกรุงลอนดอน รวมทั้งบอกว่าเราต้องการให้เพื่อนเป็นเหมือนสุนัขเฝ้ายาม และจับตาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่า นอกจากนี้หวังว่าสักวันหนึ่งบรรยากาศการประชุมในรัฐสภาพม่า จะเหมือนกับบรรยากาศการตอบกระทู้ของนายกรัฐมนตรีคาเมรอนต่อที่ประชุมสภาอังกฤษ ซึ่งมีการโต้เถียงกันระหว่างนายคาเมรอนและส.ส.ฝ่ายค้าน

                       คาเมรอนประกาศด้วยว่า อังกฤษจะลงทุน 4 ล้าน 7 แสนดอลลาร์ในโครงการที่ส่งเสริมการสร้างสันติภาพในพม่า และเพิ่มการช่วยเหลือด้านการศึกษา สาธารณสุข ธุรกิจ และการสร้างหลักนิติรัฐ