ข่าว

ทัวร์ลุ่มน้ำรอบ2"เอาอยู่"รับมืออุทกภัย

ทัวร์ลุ่มน้ำรอบ2"เอาอยู่"รับมืออุทกภัย

23 มิ.ย. 2555

ปฏิบัติการทัวร์ลุ่มน้ำรอบ 2 สานต่อ "เอาอยู่" รับมืออุทกภัย : รายงานพิเศษ : โดย ... ศูนย์ข่าวภูมิภาค

          การนำคณะลงพื้นที่ปลายน้ำ กลางน้ำ และต้นน้ำ นับตั้งแต่ภาคกลางไปจนถึงภาคเหนือของนายกรัฐมนตรี และคณะผู้เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2555 โดยมีบทสรุปผ่านคำแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ก็คือ ...ในเชิงของการป้องกันทั้งการสร้างพนังกั้นน้ำ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น สำหรับพื้นที่กลางน้ำ พบว่าโครงการต่างๆ มีความคืบหน้าเฉลี่ย 60% ขณะที่พื้นที่ต้นน้ำ มีการดำเนินการโครงการที่ล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ โดยได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินงานให้แล้วเสร็จ เพื่อความสมดุลของระบบบริหารจัดการน้ำ  

          ขณะที่แนวทางในการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ ได้มีการทำแนวป้องกันน้ำเพื่อชะลอน้ำ ด้วยการจัดทำฝายกั้นน้ำชั่วคราว 2,220 ฝาย และฝายถาวร 610 ฝาย โครงการเหล่านี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนการเชื่อมต่อแม่น้ำยมแม่น้ำน่านในส่วนของจังหวัดพื้นที่กลางน้ำ จากเดิมที่ไม่สามารถรองรับน้ำที่ไหลบ่าลงมาได้ ขณะนี้ได้แก้ไขปัญหาโดยจัดระบบเชื่อมต่อแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน มีการบูรณาการหาพื้นที่ทำแก้มลิงสำหรับรับน้ำ ซึ่งในการดำเนินการระยะสั้น จะขุดลอกคูคลองเพื่อให้การเชื่อมต่อของลำคลองสามารถระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น

          ด้านการจัดการกับพื้นที่ปลายน้ำ มีการขุดลอกคูคลอง จัดหาเครื่องสูบน้ำบริเวณจุดสำคัญต่างๆ และในจุดที่น้ำท่วมขัง ทั้งยังจะมีการติดตั้งกล้องซีซีทีวี เพื่อเก็บข้อมูลและคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์ ส่วนระยะเวลาของโครงการมีการกำหนดระยะเวลาลงไปอย่างชัดเจนแล้วว่า พื้นที่ต้นน้ำดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน พื้นที่กลางน้ำเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม และพื้นที่ปลายน้ำเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคมนี้ 

          "จากการที่ได้ติดตามงานในจุดใหญ่ ไม่มีปัญหา เหลือแต่เพียงจุดเล็กๆ ที่ต้องเชื่อมต่อกัน เชื่อว่างานจะเสร็จทันเวลา โดยการก่อสร้างโครงการต่างๆ ต้องเร่งรัดให้เสร็จก่อนเวลาอยู่แล้ว เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำพนังกั้นน้ำ ระบบการระบายน้ำ ที่จะระบายน้ำท่วมขังในปีนี้ได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่จุดที่อยู่ใกล้คลองอาจจะมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบบ้าง" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (14 มิ.ย. : เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก)

          เหล่านี้คือบทสรุปสำหรับภารกิจทัวร์ลุ่มน้ำที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ที่สะท้อนภาพของรัฐบาลที่ต้องการสื่อให้เห็นถึงความมั่นใจด้วยการวางแนวทางที่รัดกุม หลังผ่านประสบการณ์จากมหาอุทกภัยในเดือนตุลาคม 2554 น่าสนใจว่าหากย้อนหลังไประหว่างวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 

          นายกรัฐมนตรีได้นำคณะลงพื้นที่เพื่อติดตามงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ด้วยเป้าหมายต้องการติดตามการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ และได้สนับสนุนงบประมาณรวม 4,998.55 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการลงทุนเพิ่มเติมตามความจำเป็นเร่งด่วน รวม 177 โครงการ กระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ที่อยู่นอกเหนือไปจากแผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) 

          ยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ที่ถือเป็นแผนแม่บทสำคัญ มีการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ รวม 31 จังหวัด ได้แก่ 1.พื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา 2.พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร และชัยนาท 3.พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และนครนายก 4.พื้นที่ปลายน้ำ ประกอบด้วย 7 จังหวัด คือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพฯ

          พื้นที่ต้นน้ำให้ความสำคัญกับการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำ ของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่ง ให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้ง เขื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ ได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการใหม่ พื้นที่กลางน้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง ต้องมีการจัดหาทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ให้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ 

          ส่วนงานที่จะดำเนินการในพื้นที่แก้มลิง ได้แก่ การทำคันปิดล้อมในพื้นที่จำเป็น มีการก่อสร้างทางน้ำเข้า-ออก ขุดลอกทางน้ำ เชื่อมโยงน้ำออกจากแก้มลิง จัดหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อเตรียมการให้พร้อมทั้งก่อนรับน้ำหลากและหลังปัญหาอุทกภัย ด้านพื้นที่ปลายน้ำ ให้ความสำคัญต่อการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักและการผันน้ำ ส่วนพื้นที่อุตสาหกรรม รัฐบาลมีแผนและงบประมาณจัดทำพื้นที่ปิดล้อมป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโดยการปรับปรุงคันที่มีอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กและคันดินให้ป้องกันน้ำไม่ให้เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม 

          "อยากให้ทุกฝ่ายมั่นใจในรัฐบาล เพราะได้ให้ความสำคัญต่อการที่จะหาทางป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบทั้งต่อประชาชนและนักลงทุน ในส่วนของการป้องกัน เราให้ความสำคัญทั้งกับพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพราะเป็นโซนเศรษฐกิจที่สำคัญ มีโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้ง 2 จังหวัด  รวม 1,617 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 6 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลลงทุนตามแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ด้วยงบประมาณสูงถึง 3.5 แสนล้านบาท นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและพร้อมต่อการที่จะรับมือ" กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  (14 มิ.ย. : พระนครศรีอยุธยา)

          การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในภารกิจทัวร์ลุ่มน้ำ ด้านหนึ่งอาจจะเห็นได้ถึงความกระตือรือร้นที่จะหาทางป้องกันและลดผลกระทบ อย่างไรก็ดีสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับพิจิตรและสุโขทัย ที่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง จากภาวะน้ำยมเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ โดยมีปัจจัยมาจากปริมาณฝน ก็น่าจะเป็นสัญญาณเตือนว่าที่สุดแล้วรัฐบาลพร้อมเพียงใด

 

 

----------

(หมายเหตุ : ปฏิบัติการทัวร์ลุ่มน้ำรอบ 2 สานต่อ "เอาอยู่" รับมืออุทกภัย : รายงานพิเศษ : โดย ... ศูนย์ข่าวภูมิภาค)

----------