
'80ปีปชต.'แบ่งขั้วทำสงคราม
เสวนา "80 ปีประชาธิปไตยรัฐศาสตร์กับการเมืองไทย" ระอุ "นักวิชาการ" ชี้สองฝ่ายเปิดสงครามประชาธิปไตย แนะอย่ายึดแต่ฝั่งตัวเอง เตือนยึดแต่เสียงข้างมาก ทำลายระบบตรวจสอบจะกลายเป็น "อำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง" "จรัส" แนะเลิกใช้มวลชนเคลื่อนไหวแย่งอำนาจ
21มิ.ย.2555 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนา“80 ปีประชาธิปไตยรัฐศาสตร์กับการเมืองไทย” ในหัวข้อ “วิกฤตและความขัดแย้งทางการเมืองเชิงสถาบัน” โดยมีนายอนุสรณ์ ลิ่มมณี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ร่วมเสวนา
อ.จุฬาฯชี้เปิดสงครามในนามประชาธิปไตย
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งเชิงสถาบันของไทยเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเทศที่เพิ่งเป็นประชาธิปไตย ความขัดแย้งต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทางสังคมเป็นเรื่องที่น่ากังวล ในยุคแรกๆความขัดแย้งเป็นเรื่องของคนไม่กี่คนหลังจากนั้นก็ลามไปถึงชาวบ้านและเป็นคู่กรณีโดยตรง นำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมือง ที่มาของความขัดแย้งในระยะหลังรธน.ปี 2540 เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกลไกด้านสถาบันที่ยึดโยงให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นโดยที่แต่ละฝ่ายพยายามผลักดันให้กลไกเชิงกระบวนการและสถาบันทางการเมืองในรัฐธรรมนูญ เป็นไปในด้านที่ตัวเองได้เปรียบ และวัตถุประสงค์ที่แต่ละฝ่ายอ้างในหลักกการคนละด้านเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่ทุกฝ่ายเปิดสงครามในนามของประชาธิไตยเป็นหลักการ 2 ด้านของประชาธิปไตยแล้วก็ทะเลาะกัน ซึ่งสองด้านนี้ขาดไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า โดยหลักการแรกคือหลักการเสียงข้างมากซึ่งเป็นหลักการเบื้องต้นของประชาธิปไตย หลักการนี้มีเป้าหมายคือกำหนดรูปแบบการปกครอง สถาบันที่เป็นตัวแทนของหลักกการนี้คือตัวรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วแต่ว่าจะกำหนดรูปแบบการปกครองอย่างไร สถาบันเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง หลักการที่สอง คือการปกป้องเสรีภาพของประชาชนและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันที่มีอำนาจทั้งหลายโดยเฉพาะรัฐบาลละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ชี้กลไกหลักตรวจสอบอำนาจรัฐคือ"ตุลาการ"
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า กลไกที่ใช้ในการตรวจสอบอำนาจรัฐที่ดีที่สุดก็คือกลไกทางกฎหมาย ทั้งนี้กลไกการตรวจสอบกันเองในสภามักจะทำงานไม่ได้ผล กลไกหลักในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านกฎหมาย ก็จะเป็นเรื่องของศาลทั้งหลายขึ้นอยู่กับว่าเรามอบอำนาจให้หน้าที่ใดให้ตรวจสอบ นอกจากนั้นแล้วเรามีกลไกอื่นๆที่ตรวจสอบอนรัฐได้ เช้นกลไกทางสงคมเห็นได้จากการวิพากวิจารณ์ซึ่งรัฐไม่ค่อยรับฟังเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นกลไกหลักที่ได้ผลชัดเจนในการตรวจสอบอำนาจรัฐก็คือฝ่ายตุลาการ
เตือนยึดแต่เสียงข้างมากทำลายการตรวจสอบเป็น"อำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง"
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเราก็คือฝ่ายหนึ่งมุ่งยึดแต่เสียงข้างมากเป็นอย่างเดียว โดยไม่สนใจในแง่เรื่องของสิทธิและการตรวจสอบอำนาจรัฐ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ใช้การตรวจสอบอำนาจรัฐในการปกป้องตัวเอง เพราะเป็นเสียงข้างน้อย และหากหาทางออกไม่ได้หลายครั้งหลายคราวก็จะมีการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในลักษณะของการยึกอำนาจซึ่งก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเราคือการยึดหลักกการเมืองด้านเดียวได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ถ้ายึดหากเรามุ่งยึดด้านใดด้านหนึ่ง และไม่คำนึงถึงวิธีการก็จะเกิดการใช้อำนาจในรูปแบบเดิมๆนั่นก็คือการยึดอำนาจรัฐประหาร ขณะเดียวกันถ้าอีกด้านถ้ามัวแต่ยึดหลักเสียงข้างมาก แล้วพร้อมที่จะทำลายกลไกในการตรวจสอบตัวเองก็อาจจะนำไปสู่รูปแบบที่เรียกว่าอำนาจนิยมสมัยใหม่ หรือเรียกได้ว่าอำนาจระบอบนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนี่ก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
"สุรชาติ"ระบุรัฐประหาร49เปิดกล่องความขัดแย้ง
ขณะที่นายสุรชาติ กล่าต่อว่า รัฐประหารปี 2549 เหมือนการเปิดกล่องแห่งความลับ ซึ่งหวังว่าจะปิดกล่องได้นานที่สุด แต่เมื่อรัฐประหารปี 2549 เกิดขึ้นซึ่งทำให้เราได้เปิดกล่องแห่งความขัดแย้งขึ้น ในมิติทางชนชั้นแต่น่าแปลกที่ไม่มีบริบทของพรรคคอมมิวนิสต์ในการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังซ่อนปัญหาความสัมพันธ์สองส่วน ส่วนแรกคือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนที่สองความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นกลางถึงสูงกับชนชั้นล่างที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งโจทย์ทั้งสองข้อนี้ไม่ได้ถูกตอบ รวมถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยม ซึ่งทุนนิยมที่ขับเคลื่อนในระบบประชาภิวัฒน์นั้นมีส่วนของการขับเคลื่อนในระบบทุนนิยมไทย ผลพวงที่เราเห็นคือการต่อสู้ระหว่างทุนเก่ากับทุนใหม่
นายสุรชาติ กล่าต่อว่า รัฐประหารปี49 ถ้าคิดในกรอบของเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ในการควบคุมระบบทางการเมือง แต่รัฐประหารควบคุมระบบทางการเมืองไม่ได้ และการรัฐประหารครั้งนี้เผชิญความท้าทายมากที่สุด ซึ่งตนเห็นปัญหาอยู่หลังรัฐประหารครั้งนั้นคือ สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่องและยาวนาน คงต้องตอบและยอมรับว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะของการเผชิญหน้ากับความแตกแยกสูงที่สุดที่เคยมีมา และจะทำยังไงกับการเมืองภาคประชาชนที่ยังอ่อนแอจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระบางอย่าง ซึ่งไม่มีแนวแนวโน้มของการประณีประนอมที่เกิดขึ้น ส่วนถ้าจะเกิดขึ้นได้นั้นคงต้องมาจากการที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะเด็ดขาดเพื่อสร้างระเบียบทางการเมืองชุดใหม่ หรือคุยกันไปเรื่อยๆจนถึงจุดยุติที่ว่าต่างฝ่ายต่างยอม แต่การเมืองไทยยังไม่เกิดบริบทเหล่านี้ขึ้น
"จาตุรนต์"ฟันธง"รธน.50"สร้างวิกฤตการเมือง
ด้านนายจาตุรนต์ กล่าว่า ประชาธิปไตยอยู่ได้สั้นมากเพราะโดนยึดอำนาจอยู่เป็นระยะ มีการปกครองโดยเผด็จการเป็นหลักก และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจากปี2531 จนปี 2549 ซึ่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่สวนกับพัฒนาการที่ผ่านมาโดยเฉพาะพัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง อำนาจอธิปไตยจะไม่เป็นของประชาชนการตรวจสอบถอดถอนผู้บริหาร จะเป็นระบบที่ไม่เป็นอิสระและโดยตัวมันเองไม่สามารถตรวจสอบได้โดยประชาชน พอหลังจากรัฐธรรมนูญปี2550 องค์กรณ์หลายองค์กรณ์ได้เกิดขึ้นโดยการเห็นชอบจากคณะรัฐประหารโดยที่ไม่มีความเห็นชอบใดๆจากประชาชน เท่ากับเป็นระบบที่ส่งเสริมให้มีการทุจริตคอรัปชั่น รธน.ลักษณะนี้ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ความขัดแย้งนี้จะพัฒนาไปสู่การที่ศาลรธน.จะพัฒนาขอบเขตอำนาจไปเหนืออำนาจอธิปไตยอื่น
ชี้ศาลรับตีความร่างแก้รธน.ขัดม.68ผิดตรรกะ
“บทบาทของตุลาการ ในแง่ของการดูแลความถูกผิดรักษากฎหมาย ซึ่งไม่มีลักษณะอะไรที่ยึดโยงตรวจสอบได้โดยประชาชน อำนาจของตุลาการเป็นฝ่ายที่รับรองรัฐประหาร บทบาทหลังปี49 ก็ยังเป็นอย่างเดิม สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาทั้งก่อนรัฐประหารก็คือ สิ่งที่ผิดในเชิงตรรกะ กรณีที่ศาลรธน. วินิจฉัยในมาตรา 68 ว่าผู้ร้องจะสามารถร้องโดยตรงได้ซึ่งนั่นก็เป็นประเด็นขึ้นมาว่าสามารถมีอำนาทจได้จริงรึเปล่า ซึ่งดูจากการตีความจากหลายๆที่สามารถเข้าใจได้ตรงกันว่าผู้ร้องต้องไปยื่นต่ออัยการสูงสูดก่อน การยื่นต่อศาลรธน.โดยตรงเท่ากับเป็นการแก้รธน.ไปในตัว" นายจาตุรนต์กล่าว
"จุรินทร์"ระบุอย่าตัดตอนแค่รัฐประหารต้องดูเผด็จการรัฐสภาด้วย
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยของไทย ได้ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด เผชิญปัญหากับการรัฐประหารมาหลายครั้ง ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน จะไปตัดตอนหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็คงจะไม่ได้ ปัญหาประชาธิปไตยใหม่ในยุคปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับเผ็ดการรูปแบบใหม่คือเผด็จการรัฐสภา ถ้าใช้เสียงข้างมากตามกติกาอันนี้ไม่ได้เรีบกว่าเผด็จการรัฐสภา แต่การใช้อำนาจผ่านระบบรัฐสภา เผด็จการรัฐสภานี้ก็นำไปสู่เงื่อนไขในการนำไปสู่เผด็จการทหารแล้วจะวนเวียนกันไปกลายเป็นวงจรอุบาท ส่วนการรัฐประหารในปี 2549 ครั้งนั้นประชานเห็นพ้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนั้น ซึ่งตนไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่สถาณการณ์ขณะนั้นมีเหตุผลที่สอดคล้องกันเช่นในเรื่องของการทุจริต มีการใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ตนกังวลว่าประชาธิปไตยบ้านเรายังไม่พ้นภัย เพราะมีคนประกาศว่าถ้าได้กลับมาอีกก็จะเป็นนายกฯอีกเท่ากับว่าเป็นการรื้อฟื้นระบบเผด็จการกลับมา ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รธน.เที่ยวนี้ไม่ใช่เห็นว่าแก้ไม่ได้ แต่ว่าไม่ได้เห็นว่าเป็นการแก้เห็นว่าเป็นการฉีกรธน.ทิ้ง และมีวาระแอบแฝง โดยกรณีมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเพียงแค่การตีความทางกฎหมายไม่ตรงกันเท่านั้น และการเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองดังกล่าว ทันทีที่เสนอนั้น ก่อเกิดความแตกแยกให้กับประชาชนสวนทางกับชื่อของ พ.ร.บ. ซึ่งถ้าทำสำเร็จแล้ว จะทำให้บรรดานักการเมืองจะไม่เกรงกลัวความผิดที่ได้ก่อขึ้นไว้
"จรัส สุวรรณมาลา"แนะเลิกใช้มวลชนเคลื่อนไหวแย่งอำนาจ
หลังจากนั้นเวลา13.30น. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเสวนาในหัวข้อ “การเมืองมวลชนในสถาณการณ์หลายขั้วสี”โดยมีนายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสนศาสตร์ นางฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว หัวหน้าภาควิชาการปกครอง นายประภาส ปิ่นตบแต่ง ผอ.หลักสูตรรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการจัดการปกครอง นายศุภมิตร ปิติพัฒน์ หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนา
นายจรัส กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจบลง และพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นเกินความคาดหมายของหลายฝ่าย ตนคิดว่าหลายคนโล่งใจเพราะว่าความขัดแย้งน่าจะจบลงได้ และเดินเข้าสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพ แต่ความขัดแย้งในรูปแบบเผชิญหน้านั้นยังไม่ได้จบลง และรัฐสภาก็กลายเป็นเวทีที่เพิ่มระดับความขัดแย้งขึ้นมา คำตอบนั้นตนคิดว่ามีหลายสมมุติฐาน มีคนจำนวนมากคิดว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งของการเมืองแบบมวลชนกับประชาธิปไตย ตนเชื่อว่านักการเมืองแย่งกันเอามวลชนเป็นฐานในการขับเคลื่อน และหลังจากชนะไปแล้วก็ไม่น่าจะใช้มวลในการขับเคลื่อนอีกการเมืองแบบเสื้อสีก็น่าจะจบ แต่มาถึงวันนี้การต่อสู้ยังไม่จบเมื่อมีการแก้รธน.และร่างพรบ.ปรองดองเป็นสาเหตุใหญ่ สรุปว่าการเผชิญหน้ายังคงมีอยู่และไม่คิดว่าจะถอยได้ การโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่เป็นศัตรูโดยไม่มีการเจรจาก็ยังทำกันอยู่ทุกวัน ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องโกหกมากกว่าจริง เพื่อให้มวลชนของตัวเองเป็นฐานให้ในระยะยาว
นายจรัส กล่าวอีกว่า เราเห็นพรรคการเมืองเข้ามาเล่นบทบาทในการแบ่งขั้วมากขึ้นอันนี้ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรง ตนขอร้องให้พรรคการเมืองช่วยทำให้สถาณการ์คลี่คลาย และถ้ารัฐบาลยังเดินนหน้านำมวลชนเข้าสู่วงจรขัดแย้งเหมือนเดิมก็คงไม่มีความหมาย ถ้าไม่หลีกเลี่ยงก็จะเจอปัญหาในการบริหารงาน
นายประภาส กล่าวว่า การเมืองมวลชน นั้นคือการรวมตัวที่มีความต่อเนื่องในลักษณะองค์กรเครือข่ายในการเผยแพร่ความเชื่อ การเมืองมวลชนที่ปรากฏขั้วสีได้ชัดคือสีของคนจน คือการเมืองที่มาจากปัญหาของประชาชน ซึ่งสีของคนจนนี้เกิดมานานแล้ว แต่ไม่มีพลังพอในการเกิดผลกระทบขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นถือเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบันจนกลบสีของคนจนออกไป
นางฉันทนา กล่าวว่า ถ้าตีความหมายทางสังคม การเมืองทางมวลชนไม่ได้เป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง มวลชนถูกดูดเดข้าไปในพรรคการเมือง มวลชนถูกขับเคลื่อนโดยพรรค วิกฤตทางการเมืองเป็นคำถามที่ทดสอบความสามารถของประชาธิปไตยว่าจะลองรับปัญหาความขัดแย้งได้แค่ไหน เรากำลังมีปัญหาว่าจะใช้กลไกประชาธิปไตยอย่างไรในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การแบ่งขั้วอย่างเอาเป็นเอาตายนั้นเกิดขึ้นในช่วงหลังรัฐประหาร2549 จากนั้นถ้าหากมีสีต่างขึ้นมาจะถูกผลักให้ขึ้นไปในสีใดสีหนึ่งในสองสีหลัก และผลกระทบของการแบ่งฝ่ายคือพื้นที่การเมืองของประชาชนน้อยลง



