
ผลกระทบวิกฤติศก.ยูโรโซนต่อการเงินไทย
ผลกระทบจากวิกฤติ ศก.ยูโรโซนต่อภาคการเงินไทย (1) : คอลัมน์ รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected]
แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2554 และสถาบันการเงินในยุโรปเริ่มส่งสัญญาณความไม่มั่นคงและเกิดภาวะแห่ถอนเงินฝาก (Bank run) ในประเทศกรีซและสเปน แต่ผลกระทบยังถือได้ว่าไม่ลุกลามมาถึงสถาบันการเงินของไทย สินเชื่อของระบบธนาคารของไทยยังสามารถขยายตัวได้ในระดับสูงในปีที่ผ่านมา โดยขยายตัวที่ร้อยละ 14.9 ต่อปี (2554) และร้อยละ 16.0 (ไตรมาสที่ 1 ของปี 2555)
นอกจากนี้ สถานะทางการเงินของภาคการธนาคารของไทยที่มั่นคง ช่วยทำให้ธนาคารไทยสามารถรองรับกับสถานการณ์ Deleveraging หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็คือ “กระบวนการลดหนี้” อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยธนาคารยุโรปที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าธนาคารพาณิชย์ไทยอาจจะยังมีความเสี่ยงอยู่บ้างหากเกิด Shock ขนาดใหญ่เช่นในกรณีประเทศกรีซออกจากเงินสกุลยูโร
หลายคนคงจะสนใจว่าธนาคารไทยจะสามารถทำอย่างไรได้ เพื่อรองรับผลกระทบวิกฤติยูโรที่สถาบันการเงินรายใหญ่ในยุโรปที่กำลังมีปัญหาทางการเงินอาจดึงเงินกลับ หรือลดการถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศของพวกเขา (หรือการ Deleveraging นั่นเอง) ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากวิกฤติในเศรษฐกิจยูโรอาจจะทำให้เกิดการ Shock ต่อระบบสินเชื่อในประเทศไทยได้ ซึ่งวิกฤติสินเชื่อดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการถอนสินเชื่อ การถอนเงินทุนออกจากระบบธนาคารในประเทศ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือผ่านการลดสินเชื่อโดยตรงที่ให้แก่ภาคเอกชนที่มิใช่ธนาคาร (Nonbank) ซึ่งในระยะต่อจากนี้ไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีที่ธนาคารไทย และภาคเอกชนจะรองรับกับสถานการณ์อย่างไร และขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินในยุโรปต่อจากนี้ไป
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ได้เปิดเผยข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ ที่แสดงถึงว่า ธนาคารยุโรปได้เริ่มต้น Deleveraging แล้วจากภูมิภาคเอเชีย ถึงแม้ว่าการถอนเงินทุนนี้ได้รับการชดเชยบางส่วนจากธนาคารพาณิชย์ภายในภูมิภาค โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ทำให้การ Deleveraging เป็นไปอย่างเรียบร้อย และกระบวนการเกิดขึ้นผ่านการขายสินทรัพย์ที่มากกว่าการลดการให้สินเชื่อ
นอกจากนี้ มาตรการของธนาคารกลางยุโรปที่ดำเนินการรีไฟแนนซ์ระยะยาว 3 ปี (Long-term refinancing operations) ช่วยบรรเทาภาวะเงินทุนตึงตัวสำหรับธนาคารในเขตยูโรโซน แต่ถ้าวิกฤติเศรษฐกิจยูโรยังลุกลามไปมากกว่านี้ และภาวการณ์ธนาคารในประเทศสเปนและกรีซแย่ลงไปกว่าเดิม ก็มีความเสี่ยงสูงว่ากระบวนการ Deleveraging จะทวีความรุนแรงขึ้นได้
หากประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยว่ามี Exposure ต่อหนี้สินที่มีกับธนาคารต่างประเทศที่อาจจะดูว่ามากอยู่พอสมควรที่ร้อยละ 23 ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2011 ตัวเลขนี้สามารถแบ่งออกเป็นร้อยละ 5 ของ GDP สำหรับภาคการธนาคารไทย ร้อยละ 10 ของ GDP สำหรับภาคเอกชน (Nonbank) และร้อยละ 8 สำหรับภาครัฐไทย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยโดยรวมถือได้ว่ามี Exposure ที่น้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งจากข้อมูลของ BIS พบว่า เขตปกครองพิเศษฮ่องกง นิวซีแลนด์และสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Exposure มากที่สุดเฉลี่ยร้อยละ 120-230 ของ GDP ในขณะที่ประเทศจีน ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Exposure น้อยที่ร้อยละ 5-15 ของ GDP ดังนั้น จึงประเมินได้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยในกรณีที่มีการ Deleveraging อย่างรุนแรงของธนาคารยูโร
ยังไม่จบแต่พื้นที่หมดครับ สัปดาห์หน้ามาติดตามกันต่อถึงผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยูโรโซนที่ทำท่าว่าจะลุกลามและยืดเยื้อจบยากครับ
----------
(หมายเหตุ : ผลกระทบจากวิกฤติ ศก.ยูโรโซนต่อภาคการเงินไทย (1) : คอลัมน์ รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected])
----------



